หลินเทียนซื่อลุกขึ้นยืนช้าๆ แสงแดดยามเย็นกระทบสายคาดเอวสีเงินยวงทอประกายวาบ บรรยากาศรอบกระท่อมพลันหนักอึ้ง ความจริงกระจ่างสิ้น… บัดนี้คือชั่วยามแห่งการสะสาง
อาซิ่งจ้องมองบุรุษตรงหน้า ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟเผา
“ท่านพูดคำว่าหลับใหลอย่างสงบได้ราบเรียบนัก ประมุขหลิน...” อาซิ่งสบตา ค้นหาเศษเสี้ยวความเมตตาทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า “ข้า ขอถามสักคำ... หากวันหนึ่งข้าอ่อนแอและขวางทางท่าน... ท่านจะวางยาข้าด้วยหรือไม่”
หลินเทียนซื่อมองอาซิ่ง ก่อนกล่าววาจาเนิบช้า “เ้าเป็ทายาทคนเดียวของข้า ข้าย่อมไม่คิดทอดทิ้ง”
ถ้อยคำนั้นไม่ใช่ปฏิเสธ และไม่ใช่ยอมรับ
อาซิ่งพยักหน้า เด็กหนุ่มก้มมองมือตนเอง มือที่จับกิ่งไม้กวัดแกว่ง ผ่าฟืนมาตลอดนับสิบปี มือนี้ถูกสอนมาเพื่อปกป้องและเอาชีวิตรอด แต่มือของบุรุษตรงหน้า กลับฝึกปรือมาเพื่อฉกฉวยและแลกเปลี่ยน
หลินเทียนซื่อหันไปทางฟู่เฉิง แค่นยิ้มเหยียด “ส่วนเ้า มีวาสนาได้สุดยอดวิชา กลับทิ้งขว้างให้ตนเองซมซาน เ้าช่างโง่งมคร่ำครึนัก”
“สำหรับท่าน วิชาดาบมีไว้ไขว่คว้าอำนาจ ทว่าสำหรับข้า... การส่งต่อให้คนที่คู่ควร สำคัญกว่าสิ่งใด”
หลินเทียนซื่อแค่นเสียง สายตาตวัดมองบุตรชาย น้ำเสียงเข้มงวดและเยือกเย็น “คู่ควรงั้นหรือ พวกเ้าเลิกเอ่ยเื่ไร้สาระเสียที อาซิ่ง…เ้ามองชายผู้นี้ให้เต็มตา คนที่เ้าเรียกว่าพ่อคือบ่าวทรยศ ลักพาตัวเ้ามาลำบาก ขโมยสมบัติลับตระกูลหนีมาซ่อนในรูดินแห่งนี้... กฎของข้า โทษนี้มีเพียงปะา”
พลันสะบัดข้อมือ กระบี่อ่อนที่ซ่อนรอบเอวดีดตัวพุ่งวาบ ปลายกระบี่ปักฉึกลงแทบเท้าเด็กหนุ่ม ใบเหล็กสั่นระริกสะท้อนแสงแดด
“ทิ้งกิ่งไม้ในมือ หยิบกระบี่ของข้าขึ้นมาปลิดชีพคนทรยศผู้นี้! พิสูจน์ว่าเ้าคือสายเืตระกูลหลิน ไม่ใช่คนต่ำต้อย จากนั้นข้าจะพาเ้ากลับไปทุกอย่าง”
อาซิ่งไม่แม้แต่จะก้มมองกระบี่เหล็กเล่มนั้น เด็กหนุ่มก้าวออกไป กระชับกิ่งไม้แห้งแหลมคมในมือ ยืนขวางระหว่างคนทั้งสอง
“ท่านบอกว่าเป็พ่อข้า...” อาซิ่งเอ่ยเสียงต่ำ “ทว่ายามพบหน้ากันคราแรก เหตุใดคำพูดของท่าน... จึงมีแต่เื่เข่นฆ่า”
หลินเทียนซื่อแววตาแห้งผาก ยามจับจ้องบุตรชาย “เพราะโลกนี้ไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอ ตาแก่นั่นสอนข้าเพียงวิชาดาบต่ำต้อยไว้คุ้มกันเกวียน ข้าต้องเค้นสมองดัดแปลงเป็วิชาเฉพาะตัว กระชับและปลิดชีพคนได้เร็วที่สุด”
เขาขยับเข้าหาหนึ่งก้าว ปลายเท้าตบลงบนโคนกระบี่อ่อนที่ปักอยู่บนพื้นอย่างแรง กระบี่ดีดตัวม้วนขึ้นมา หลินเทียนซื่อเพียงยื่นมือก็คว้าด้ามกระบี่ไว้ ก่อนตวัดข้อมือเบา ๆ กระบี่พลิ้วสะบัดเป็ระลอกราวกับแส้เหล็ก ส่งเสียงแหวกอากาศหวีดหวิวบาดหูคล้ายเสียงขู่ของอสรพิษ ก่อนกลับมานิ่งสนิท
“เ้าดู… วิชาที่ข้ามีในวันนี้ คือวิชาที่ข้าดิ้นรนคิดค้นขึ้นมาเอง ไม่มีใครส่งเสริมข้า... แม้แต่นาง วันที่ตาเฒ่านั่นสิ้นชีพ ข้าขอตำราดาบเพื่อจรรโลงชื่อเสียงสำนัก แต่นางกลับดื้อรั้น ปกป้องกระดาษเก่าของบิดามากกว่าสามี ในเมื่อไม่มีใครให้ ข้าก็ต้องถางทางด้วยมือตนเอง ใครขวางทาง ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ”
ประมุขใหญ่มองตรงมายังบุตรชาย “เ้าอยู่ที่นี่สิบห้าปี กินอยู่อย่างอดอยาก ลำบากลำบน ไม่เคยรู้หรอกว่าอำนาจที่คนนับหมื่นต้องสยบมันหอมหวานเพียงใด ทั้งหมดนั้นข้าเตรียมไว้ให้เ้า”
“ข้าไม่เคย้า” อาซิ่งตอบสั้น
“เ้า้า” หลินเทียนซื่อเสียงเข้ม “เืในกายเ้าคือสายเืของข้า... หรือเ้าพอใจกับวิถีชีวิตไร้ค่าตามคำสอนของคนโง่งมคนนี้”
ฟู่เฉิงกระแอมไอ "ประมุขเฒ่าสอนว่าดาบมีไว้ปกป้อง ข้าจึงสอนเขาเพียงให้ยืนหยัด... ไม่ใช่เข่นฆ่า"
“ยืนหยัดงั้นหรือ” หลินเทียนซื่อหัวเราะหยัน “บนแผ่นดินที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ที่เดินช้าล้วนต้องตายก่อน ในเมื่อเ้าเลือกยืนเคียงข้างคนรับใช้... ข้าก็จะทำให้เห็นว่าคนที่เ้าคิดว่าพึ่งพาได้ ไร้ค่าเพียงใดต่อหน้าคมกระบี่ของข้า”
เขากระชับด้ามกระบี่ รังสีฆ่าฟันแผ่ซ่าน อาซิ่งสืบเท้าออกไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งรับ มันเป็ท่วงท่าที่สลักลึกในทุกอิริยาบถตลอดหลายปี… ‘ก้าวซ้ายสาม... ปัดเฉียงเจ็ด...’