ตอนที่ 7 :อาจารย์เฉินแห่งสำนักศึกษา
“เยี่ยงนั้นก็ดี”
หากกล่าวเยี่ยงนี้หลินอี้ก็เบาใจลงไปมาก
หลังจากนั้นเขาก็มิมีความสนใจที่จะอยู่ในศาลาว่าการต่อไปเช่นกันเขาฉีกเสื้อของผู้ต้องขังออกในคราวเดียว และพาตัวพ่อบุญธรรมซูหวายจื้อออกไปจากศาลาว่าการ
เ้าหน้าที่ในศาลาว่าการและเ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องโถงตอนนี้มิมีผู้ใดกล้าเข้าไปขวางทางเขาแม้แต่คนเดียว ภายในดวงตามีแต่ความนับถือ
กล้าท้าทายกับหัวหน้าเขตขั้นเจ็ดหลินอี้ผู้นี้... มิได้ง่ายดายเลย
ฟางฉิงเสวี่ยมองไปทางซุนเหวินเยี่ยนและกล่าวว่า “คดีอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปของศาลาเจิ้นโมถางขอมอบอำนาจให้หลินอี้เป็ผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวห้ามมิให้ใครในศาลาว่าการเข้าไปยุ่มย่ามทั้งนั้น”
“มีธุระอันใด ให้ไปหาข้าที่โรงเตี๊ยม”
ต่อจากนั้นฟางฉิงเสวี่ยก็ออกไปจากศาลาว่าการเช่นกันมองเห็นหลินอี้กับซูหวายจื้อที่กำลังนั่งเกวียนวัวลากออกไป ก็ไล่ตามไป
“หลินอี้”
ฟางฉิงเสวี่ยเป็ฝ่ายเอ่ยปากะโเรียกก่อน
หลินอี้หยุดเกวียนวัวลากมองไปทางฟางฉิงเสวี่ยที่ไล่ตามมา จากนั้นก็ยกมือขึ้นคำนับพร้อมกล่าวขอบคุณ“บัณฑิตฟาง เื่ในวันนี้ลำบากท่านมากโข ข้าขอขอบพระคุณ”
ฟางฉิงเสวี่ยมีสีหน้าโอนอ่อนและกล่าวว่า “มิต้องเกรงใจ เ้าและข้าต่างก็เป็ปัญญาชน ในความคิดของข้าเ้ามิเหมือนคนที่สามารถขโมยอาคมลัทธิเต๋าได้ข้าจะปล่อยให้เ้าถูกใส่ความได้อย่างไร”
หลินอี้ยกมือคำนับ
น้ำใจมากล้นที่ไม่อาจกล่าวขอบพระคุณออกมาได้
“ใช่แล้วคราวนี้เ้าผสานรวมกับตราห้าวหลานเจิ้งชี่เ้าคงต้องจัดการคดีนี้แต่เพียงผู้เดียวแล้ว ข้าไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้แต่หาก้ารู้เกี่ยวกับเส้นทางวรรณกรรมล่ะก็ เ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
ฟางฉิงเสวี่ยมองไปทางหลินอี้และกล่าวด้วยความจริงจังว่า “ข้าจะอยู่ที่เขตอันหยางต่ออีกสามสี่วันเพื่อรอฟังข่าวคราวของเ้า”
“ได้”
หลินอี้มิได้กล่าวอันใดมากเขาจะจดจำน้ำใจนี้เอาไว้ในใจ
ท้ายที่สุดฟางฉิงเสวี่ยก็หันไปคำนับซูหวายจื้อเช่นกันทำให้ซูหวายจื้อใกับท่าทีเยี่ยงนั้น จนรีบคำนับกลับไป
ต่อจากนั้นหลินอี้ก็พาซูหวายจื้อออกไปจากเมืองอันหยาง
.....
“หัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยนเป็ขุนนางขั้นเจ็ดข้าในตอนนี้ที่เพิ่งปลุกจิตใจฝักใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้นั้น ย่อมมิมีทางสู้เขาได้”
หลินอี้เข้าใจเป็อย่างดีหากอยากต่อกรกับซุนเหวินเยี่ยนและสั่งสอนจางเชิงฉายก็เป็เื่ที่ยากอย่างมากในตอนนี้
ต่อให้เขาได้เป็บัณฑิตของสำนักศึกษาก็มิมีทางทำได้เช่นกัน
มีเพียงหนทางเดียว
ก็คือการตามหาโจรที่ขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปหลังจากนั้นก็จะใช้สถานะปัญญาชน ไปฟ้องร้องซุนเหวินเยี่ยนและจางเชิงฉาย
แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้หลินอี้ยังมิจำเป็ต้องไปฟ้องร้อง
ขอเพียงจับตัวโจรที่ขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปได้หลังจากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ตราห้าวหลานก็จะทำให้พวกเขาได้ชดใช้เอง
เมื่อถึงเวลานั้น
อย่าว่าแต่ซุนเหวินเยี่ยนที่เป็ขุนนางขั้นเจ็ดเลยแม้แต่ขุนนางใหญ่ขั้นหก ขั้นห้า ก็หยุดคิดที่จะต่อต้านการทำงานของห้าวหลานเจิ้งชี่ไปได้เลย
นี่คือพลังแห่งห้าวหลานเจิ้งชี่
ตอนนี้ ผู้ฝึกตนในเส้นทางวรรณกรรมที่สามารถผสานรวมห้าวหลานเจิ้งชี่ขึ้นมาได้นั้นทั่วทั้งต้าเหยียนมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่
นั่นก็คือ... จักรพรรดิต้าเหยียน หลินหยุนหง
“ตราห้าวหลานอยู่ได้เพียงสามวันเท่านั้นหลังจากหาที่พักให้ท่านพ่อได้แล้ว ก็ต้องรีบลงมือตรวจสอบ”
หลินอี้มิได้พาซูหวายจื้อกลับไปยังบ้านเกิด
เขากังวลว่าซุนเหวินเยี่ยนหรือจางเชิงฉายจะลงมือในที่ลับด้วยการเอาชีวิตของพ่อบุญธรรมมาข่มขู่ให้เขาล้มเลิกการตรวจสอบ
เพื่อป้องกันทุกวิถีทางหลินอี้พาซูหวายจื้อไปส่งถึงสถานศึกษาทั่วไปที่พ่อค้าในเมืองร่วมกันสร้างขึ้นมา
เวลาส่วนใหญ่ของซูหวายจื้อจะอยู่ภายในสถานศึกษาคอยสั่งสอนลูกหลานของพ่อค้าเ่าั้
ยามที่หลินอี้ออกไปซูหวายจื้อก็ดึงมือของหลินอี้เอาไว้มั่น และกล่าวอย่างเป็กังวลว่า “เสี่ยวอี้ประชาชนจะไม่ทะเลาะกับขุนนาง เ้าสู้พวกเขามิได้หรอก พวกเราอย่าได้หาเื่พวกเขาเลยปล่อยเื่นี้ไปเสีย ดีหรือไม่”
“ต้นไม้มีชีวิตด้วยรากคนมีชีวิตด้วยลมหายใจ หากคราวนี้ข้าปลุกจิตใจที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาไม่ได้เห็นทีข้าคงตายไปแล้ว”
หลินอี้จ้องซูหวายจื้ออย่างแน่วแน่และกล่าวว่า “มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ข้ากล้ำกลืนลงไปมิได้ และพวกมันจะต้องชดใช้มิเช่นนั้นแม้ข้าจะหนีรอดไปได้ในคราวนี้ แค่ในคราวหน้าหากเปลี่ยนเป็ผู้อื่น...ในโลกนี้ก็จะมีิญญาของผู้บริสุทธิ์เพิ่มอีกหนึ่งดวง”
ซูหวายจื้อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
เขาปล่อยมือของหลินอี้อย่างเชื่องช้าดวงตาดูแน่วแน่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกล่าวว่า “ดี ดีในเมื่อเ้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว พ่อก็จะมิกล่าวอะไรมาก ขอให้เ้าปลอดภัย”
ในตัวของหลินอี้ยามนี้ ซูหวายจื้อสามารถมองเห็นถึงจิติญญาของปัญญาชน
เขาภาคภูมิใจอย่างมาก
ชั่วชีวิตนี้มิได้สั่งสอนบัณฑิตที่เก่งกาจคนใดขึ้นมาเลยแต่กับหลินอี้... เขาพึงพอใจอย่างมาก
แท้จริงแล้วเขาเองก็อยากทราบว่าหลินอี้มีจุดประสงค์จะลงมือเยี่ยงไรเช่นกันดังนั้นเขาจึงมิได้กล่าวอันใดเลยมาตลอดทาง
มิอาจกลายเป็ภาระของหลินอี้ได้
“ข้าทำได้”
หลินอี้พยักหน้าต่อจากนั้นก็ออกไปจากหมู่บ้าน ควบเกวียนวัวลาก คลำทางยามค่ำคืนเข้าไปในตัวเมือง
ซูหวายจื้อที่ยืนอยู่หน้าประตูสถานศึกษาก็เผยสีหน้าเป็กังวล และเอ่ยพึมพำขึ้นมาว่า“เสี่ยวอี้จะไปรู้เื่การไขคดีได้อย่างไร และโจรที่กล้าขโมยอาคมลัทธิเต๋านี้จะเป็คนธรรมดาทั่วไปได้อย่างไร”
เขามือขึ้นพนมจากนั้นก็กล่าวว่า “ขอเทพเซียนทรงอวยพรขอให้เสี่ยวอี้บุตรของข้าโชคดีด้วย...”
……
ในขณะเดียวกัน
ด้านนอกศาลาว่าการอันหยางรถม้าของสำนักศึกษาที่สวยงามได้หยุดลงอย่างช้า ๆ เป็ชายวัยกลางคนร่างผอมสูงที่เดินลงมา
เขาสวมชุดนักปราชญ์ มือซ้ายลูบเคราส่วนมือขวาไขว้ไว้ด้านหลัง และเดินเข้าใกล้ศาลาว่าการด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ผู้ใดกัน”
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในศาลาว่าการก็ถูกกลุ่มเ้าหน้าที่ในศาลาขวางทางเอาไว้ แต่หลังจากเห็นชุดนักปราชญ์ของอีกฝ่ายเต็มตาสีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไป
นี่คือชุดอาจารย์ของสำนักศึกษาผิงโจว
มีคนรีบวิ่งเข้าไปรายงานด้านใน
ชายวัยกลางคนผู้นั้นมิได้รีบร้อนเช่นกันหลังจากมองสำรวจศาลาว่าการอันหยางแล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้น ภายในแววตานั้นเผยร่องรอยใอย่างมิอาจปิดไว้ได้และกล่าวว่า “ภายในใต้หล้านี้ คาดไม่ถึงว่าจะยังเหลือห้าวหลานเจิ้งชี่อยู่อีกหรือ”
“พี่”
ทันใดนั้นเองหัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยนก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับ ท่าทางของเขาดูเศร้าสร้อยเหมือนว่าจะได้รับความไม่เป็ธรรมมาขนานใหญ่ก็ไม่ปาน
ที่ปรึกษาจางเชิงฉายตามหลังมาติด ๆและมีท่าทีเศร้าสลดเช่นเดียวกัน
ชายวัยกลางคนในชุดนักปราชญ์นั้นมิใช่ผู้ใดอื่นเขาคือเฉินจิ้นเป่ย ญาติผู้พี่ของซุนเหวินเยี่ยนหัวหน้าเขตอันหยาง
หรือก็คืออาจารย์เฉินแห่งสำนักศึกษาผิงโจว
เฉินจิ้นเป่ยชะงักไปชั่วครู่และกล่าวว่า “เหวินเยี่ยน มีเื่อันใดที่ทำให้เ้าต้องทนทุกข์อย่างนั้นหรือ”
ซุนเหวินเยี่ยนชี้ไปที่ระหว่างคิ้วของตนเองและกล่าวว่า “พี่ พี่ใช้วิชาดูชี่มองที่หัวคิ้วของข้าก็น่าจะทราบแล้ว”
เฉินจิ้นเป่ยเร่งพลังพร์และเปิดใช้วิชาดูชี่ในการมอง ทันใดนั้นก็เห็นริ้วรอยตราประทับสีทองที่หัวคิ้วของซุนเหวินเยี่ยน
“ตราห้าวหลาน”
ในยามที่เฉินจิ้นเป่ยกำลังจะกล่าวว่านี่คือเื่ที่ดีแต่ก็ตระหนักถึงสิ่งผิดปกติขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และกล่าวด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่วว่า“มิถูก นี่คือตราพันธนาการ เหวินเยี่ยน แท้จริงแล้วเ้าไปทำเื่ที่ไร้ศีลธรรมอันใดมาถึงได้ถูกห้าวหลานเจิ้งชี่ฝังตราพันธนาการนี้กัน”
“.....”
สีหน้าของซุนเหวินเยี่ยนค่อนข้างย่ำแย่แต่ก็ข่มกลั้นกัดฟันและกล่าวไปว่า “ข้าจะไปสามารถทำเื่ไร้ศีลธรรมได้อย่างไรในนามหัวหน้าเขตอันหยางผู้ยิ่งใหญ่ ข้านั้นคำนึงถึงผู้คนในเขตอยู่ตลอดเวลา กลับกันฟางฉิงเสวี่ยจากสำนักศึกษาผิงโจวของพวกท่านพาคนผู้หนึ่งมาก่อเื่ใหญ่โตในศาลาว่าการตราห้าวหลานนี้ก็มาจากนักโทษผู้นั้น...”
“ฟางฉิงเสวี่ยหรือมิใช่นางไปเมืองหลวงแล้วหรอกหรือ นางไปเข้าร่วมการสอบราชสำนักปีนี้ของสถานศักดิ์สิทธิ์นี่”
เฉินจิ้นเป่ยรู้สึกประหลาดใจ
ปีที่แล้วฟางฉิงเสวี่ยคว้าลำดับที่หนึ่งในการสอบฮุ่ยซื่อของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นได้เป็ฮุ่ยหยวน สิ่งที่สำคัญของปีนี้คือการเข้าร่วมการสอบราชสำนักของสถานศักดิ์สิทธิ์
ทันทีที่ผ่านการสอบราชสำนักก็จะได้สำเร็จเป็ปัญญาชนขั้นหกในทันที
แต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกสิบวันถึงครึ่งเดือนก็จะถึงการสอบราชสำนักแล้วนางยังมีอารมณ์พาคนมาก่อเื่ที่ศาลาว่าการด้วยหรือ
ซุนเหวินเยี่ยนตื่นใก่อนที่จะตาเป็ประกายขึ้นมา และกล่าวว่า“บัณฑิตฟางจะเข้าร่วมการสอบราชสำนักของปีนี้หรือ”
“มิผิด”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้ามองไปทางซุนเหวินเยี่ยนและกล่าวว่า “นางอยู่ที่ศาลาว่าการหรือไม่หากประวิงเวลาต่อไป เกรงว่าจะมิทันกาล”
ซุนเหวินเยี่ยนและกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า“บัณฑิตฟางไม่อยู่ในศาลาว่าการ นางอยู่โรงเตี๊ยมพี่ไปเกลี้ยกล่อมมิให้นางมาสนใจเื่ไร้สาระจะดีกว่าการสอบราชสำนักต่างหากที่สำคัญที่สุด”
จางเชิงฉายนึกตื่นเต้นอยู่ภายในใจ
ตอนนี้สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดคือการแทรกแซงของฟางฉิงเสวี่ยหากฟางฉิงเสวี่ยออกไปจากเมืองอันหยางแล้ว หลินอี้ที่ไร้ที่พึ่งพาแล้วนั้นก็มิอาจสร้างคลื่นลมอันใดขึ้นมาได้อีก
เป็ปัญญาชนแล้วอย่างไร
อาจารย์เฉินซึ่งเป็หนึ่งในแปดอาจารย์แห่งสำนักศึกษาผิงโจวได้อยู่ที่ศาลาว่าการแล้ว ทันทีที่อาจารย์เฉินยื่นมือเข้ามาแทรกแซงคดีนี้แล้วหลินอี้จะไปสามารถไขคดีความได้อย่างไร
เมื่อถึงเวลานั้น หลินอี้ก็จะพบกับการลงโทษของตราห้าวหลานสุดท้ายก็ร่วงหล่นเป็ฝุ่นผง หลินอี้มิจำเป็ต้องถูกเนรเทศเพียงสังหารเสียเลยก็ได้