สินรุ้งชะงักไป มันต้องใช้เวลาครู่หนึ่งถึงตระหนักได้ว่าฝ่ายนั้นคงได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างบางประการที่ผิดเพี้ยนมา “น้องหญิงหมายความว่าอย่างใดหรือ” มันถามช้า ๆ “น้องหญิง้าให้ข้าแต่งจดหมายให้ฉบับหนึ่งใช่หรือไม่”
บัวน้อยพยักหน้า “หากคุณชายจะกรุณาเ้าค่ะ” นางตอบ “ข้าน้อยอยากจะให้ที่บ้านทราบว่าข้าน้อยสบายดี แต่... แต่เครือญาติข้าพเ้าไม่มีผู้ใดอ่านหนังสือออกเลย”
เ้าหนุ่มสินรุ้งทั้งขบขันทั้งอ่อนใจ “น้องหญิง ข้าไม่ทราบว่าน้องหญิงได้ยินได้ฟังอันใดมา” มันเอ่ย “แต่ข้ามิใช่เทพยดา คงมิอาจบันดาลให้คนที่ไม่รู้หนังสือพลันอ่านได้ในบัดดลหรอก”
“แต่... แต่พี่สาวทั้งหลายบอกข้าว่า...” พูดถึงตรงนี้ดรุณีน้อยก็ชะงักไป ก่อนช้อนสายตาขึ้น “ท่าน... คุณชายใช่้าสิ่งใดตอบแทนเป็พิเศษหรือไม่”
ท่านจ้าวผู้เปี่ยมด้วยปัญญา บัดนี้สินรุ้งตระหนักได้แล้วว่า ข่าวลือเกินความจริงที่สะพัดไปทั่วนั้นเริ่มกลับมาทำร้ายมันเสียแล้ว “น้องหญิงอย่าได้เข้าใจข้าผิดไป” มันเอ่ย “หากข้าช่วยได้ ข้าก็พร้อมที่จะช่วยอย่างเต็มใจ เพียงแต่เื่ที่น้องหญิงขอนั้นเกินกำลังไปสำหรับข้า”
แต่นางคณิกาน้อยก็ยังไม่เชื่อคำนั้นอยู่ดี นางทึกทักเอาเองว่าคนตรงหน้าคงมิได้้าที่จะช่วยเหลือนาง บัวน้อยลุกขึ้นโค้งคำนับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ทำทีคล้ายจะขอตัวจากไป
ั้แ่เล็ก สินรุ้งมิได้สนิทสนมกับเหล่าลูกพี่ลูกน้องสตรีในตระกูลสุวรรณวารีมากนัก หากแต่ก็เคยช่วยเหลือพวกนางอยู่บ้างเมื่อเด็กหญิงพวกนั้นเกิดความลำบาก ฉะนั้น เมื่อมันมองเห็นสีหน้าโศกาของดรุณีน้อยตรงหน้า ใจก็อดคิดทบทวนเพื่อหาวิธีบรรเทาทุกข์นั้นไม่ได้
ท่านจ้าวเหนือฟ้า จะหลักแหลมอย่างไรเ้าหนุ่มนั่นก็เป็เพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง หาได้มีพระปัญญาแลพระฤทธิ์ดังเช่นพระองค์ที่จะบันดาลสิ่งใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางบัวน้อยจะได้ทันเดินจากไป สินรุ้งก็นึกวิธีบางประการที่อาจสามารถช่วยเหลือนางขึ้นมาได้
“น้องหญิงโปรดชะงักเท้าก่อน” มันเรียก “บางที... บางทีข้าอาจมีวิธีที่สามารถช่วยน้องหญิงได้”
ดรุณีน้อยหันกลับมาด้วยใบหน้าแช่มชื่น “จริงหรือเ้าคะคุณชาย” นางรีบทิ้งตัวคุกเข่าทำท่าจะกราบกราน “บัวน้อยขอขอบพระคุณคุณชายที่...”
สินรุ้งรีบคว้าตัวนางคณิกาขึ้นจากพื้นก่อนที่นางจะพูดจบ มันวางเหรียญเงินลงบนโต๊ะก่อนคล้องแขนนางบัวน้อยออกจากร้านอาหารนั้นเพื่อหลีกหนีสายตาใคร่รู้จากลูกค้าคนอื่น หากแต่ยังไม่พ้นจากสายตาของมือปราบที่สะกดรอยตามมันมาโดยตลอด
สินรุ้งตรงไปยังร้านเครื่องเขียนใกล้ ๆ เมื่อเห็นใบหน้าแย้มยิ้มของพ่อค้าก็ตระหนักได้ว่าคงเป็ร้านที่บัวน้อยเข้ามาถามหาของวิเศษเมื่อครู่ แต่เด็กหนุ่มหาได้สนใจไม่ มันเลือกซื้อพู่กันและผงสีชุดหนึ่งรวมราคาไม่กี่สิบเหรียญเงิน นางคณิกาเห็นดังนั้นก็เอ่ยถาม “นี่ใช่หมึกวิเศษหรือเ้าคะ”
สินรุ้งพานางออกจากร้าน อดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้เมื่อฟังคำนั้น “หามิได้” มันตอบ “น้องหญิงคงจะไม่ได้คิดว่าข้าเป็เทพยดากระมัง”
ถึงแม้ว่าบัวน้อยจะคิดว่ามันเป็เทพยดาจริงตามที่เขาพูดกัน แต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยขัดออกไป ถึงกระนั้น เมื่อสินรุ้งเห็นสีหน้าของนางก็พอจะเดาความคิดออกได้ “ข้ามิใช่เทพยดา” มันกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงเมตตา “ข้ามิสามารถแต่งจดหมายให้คนที่ไม่รู้หนังสือเข้าใจความได้ หากแต่ข้าสามารถเขียนภาพได้”
ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ แม้ว่าศิลปะจะมิได้ถูกจำกัดอยู่กับชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่หากเป็เื่ของการวาดเขียนแล้ว การที่ได้ฝึกหัดอยู่ท่ามกลางหมู่บัณฑิตย่อมเกิดผลดีกว่า ถึงแม้ว่าสินรุ้งจะไม่ได้เข้าเรียนวิชาดินฟ้ากับพี่น้องทั้งสี่ของมัน แต่อย่างไรก็ได้เรียนวาดเขียนดังเช่นคนอื่น ผลงานของมันแม้จะไม่ได้เลิศดั่งการเขียนความเรียง แต่ก็ยังจัดว่าน่าประทับใจ
บัณฑิตอื่นอาจเชี่ยวชาญการวาดภาพทิวทัศน์ แต่สินรุ้งกลับสนใจการวาดภาพเหมือนของมนุษย์ ท่านจ้าวผู้เปี่ยมปัญญาเข้าพระทัยถูกแล้ว ที่เ้าหนุ่มนั่นสนใจเช่นนี้ เพียงเพื่อจะหัดเขียนภาพบิดามารดาตามความทรงจำของมันนั่นเอง
สำหรับรูปเหมือนของมารดานั้น มันยังพอมีแบบจากรูปวาดเก่า ๆ ในคฤหาสน์ ใช้ประกอบกับภาพของนางในความทรงจำของมัน หากแต่ส่วนของบิดา สินรุ้งเพียงจำได้แค่รอยยิ้มของบุรุษผู้นั้นเท่านั้น
“เขียนภาพอย่างนั้นหรือเ้าคะ” บัวน้อยถาม “คุณชายใช่หมายถึงภาพวาดของข้าน้อยหรือไม่”
สินรุ้งยิ้มตอบ “เป็เช่นนั้น” มันพูด “น้องหญิง หาก้าให้ที่บ้านทราบว่าสบายดี ก็เพียงแต่ส่งภาพที่เห็นน้องหญิงกำลังแย้มยิ้มไปให้ก็เท่านั้น ถึงจะไม่รู้หนังสือ แต่ถ้าเห็นภาพก็ควรที่จะเข้าใจมิใช่หรือ”
กระหม่อมต้องกราบทูลตามตรง โดยแท้แล้วใช่ว่าความคิดนั้นจะสูงส่งอันใด เป็เพียงเื่พื้นฐานที่ปุถุชนควรทราบดีอยู่แล้วเสียด้วยซ้ำ หากแต่ชื่อเสียงผิด ๆ ของสินรุ้ง ประกอบกับความไม่ค่อยประสาของดรุณีน้อย ก็ทำให้คำพูดนั้นของมันฟังดูฉลาดคมคาย จนผู้ฟังอดรู้สึกชื่นชมในใจมิได้
บัวน้อยพยักหน้ารับคำนั้นอย่างเป็สุข ในขณะที่สินรุ้งเงยหน้ามองฟ้าแล้วเอ่ยถามขึ้น “นี่ตะวันก็คล้อยลงแล้ว น้องหญิงจำต้องกลับไปที่ร้านเมื่อใด”
นางคณิกาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า “เมื่อใดก็ได้ แต่หากจะให้ดีข้าน้อยควรถึงร้านก่อนพลบค่ำ” นางตอบก่อนถามกลับ “ท่าน... คุณชายคิดจะนำข้าไปยังที่ใด”
สินรุ้งเงยหน้าขึ้นมองฟ้าอีกครั้ง “ยังพอมีเวลา” มันพูดขึ้นลอย ๆ “แต่ข้าจำต้องใช้ความสงบในการเขียนรูป น้องหญิงจะรังเกียจหรือไม่หากต้องไปยังที่พักของข้า”
บัวน้อยรับคำว่าไม่รังเกียจก่อนที่จะติดตามสินรุ้งกลับไปยังโรงแรมเทียนทองคำ โดยมีมือปราบผู้นั้นตามกลับมาอยู่ห่าง ๆ
เมื่อเห็นชายหญิงคู่นั้นเดินเข้าไปในห้อง มือปราบก็รู้สึกเบาใจลง แม้มันจะมิได้ชอบท่องราตรีนัก แต่ดูแล้วก็พอคาดได้ว่าดรุณีน้อยผู้นั้นย่อมเป็นางคณิกาจากร้านกำเนิดรักสักร้านหนึ่ง เมื่อเป็เช่นนี้ก็ตีความไปว่า สินรุ้งคงเป็คุณชายของตระกูลใหญ่สักแห่ง ที่้าลอบพบปะกับนางคณิกาโดยไม่้าให้ผู้ใหญ่ของตระกูลทราบ จึงได้เลือกมาสร้างรังรักในที่แห่งนี้ มันหัวร่อเบา ๆ เป็เชิงเย้ยหยันตนเองที่คิดมากไปในตอนแรก ก่อนสะบัดกายออกจากโรงแรมแห่งนั้นไป
ในห้องพักของสินรุ้ง เ้าหนุ่มขอให้นางคณิกานั่งรออยู่บนเตียงขณะที่มันลงมือรื้อค้นสิ่งของในหีบห่อที่นำมา หยิบเอากระดาษสำหรับวาดรูปออกมาได้แผ่นหนึ่งพร้อมกับชุดวาดเขียนของตน มันสบถเบา ๆ เป็เชิงว่าไม่น่าเสียเงินทองซื้อชุดใหม่มา ก่อนหาตำแหน่งนั่งลง เริ่มจับพู่กันขึ้นเขียน
ดรุณีน้อยไม่เคยชินกับการอยู่เฉย นางขยับกายอย่างไม่สบายตัวอยู่บ่อยครั้งจนสินรุ้งต้องลุกขึ้นมาจัดท่าทางให้นางใหม่ ใช้เวลาอยู่นานพอดูกว่าที่มันจะวางพู่กันลงพร้อมยิ้มอย่างพึงใจ “ท่านพักได้ ส่วนที่เหลือข้าจะแต่งแต้มเอง”
นางบัวน้อยถูกขอให้ยิ้มจนปวดแก้ม ประกอบกับอาการเกร็งเล็กน้อยเมื่อถูกจัดท่าทางให้อยู่เฉย หลังจากถูกอนุญาตให้พักได้นางก็คล้ายสิ้นเรี่ยวแรง ร่างบางเอนหลังลงนอนบนเตียง เพียงใช้ดวงตากลมโตของนางจ้องมองไปยังร่างของเ้าสินรุ้งที่กำลังแต่งแต้มบางอย่างลงไปบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น
แสงอาทิตย์เบื้องนอกลอดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่เข้ามาอาบผนังห้องจนเป็สีส้มสว่างเมื่อสินรุ้งวางพู่กันลงอีกครั้ง “เอาล่ะ เพียงเท่านี้คงใช้ได้” มันพูดพร้อมหยิบกระดาษแผ่นนั้นเดินตรงไปยังเตียงนอน “น้องหญิงว่าเป็เช่นไร”
ดรุณีน้อยยันกายขึ้นนั่งก่อนรับภาพวาดนั้นมาสำรวจ ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ ฝีมือของสินรุ้งผู้นี้ไม่ใช่ชั่วเลยทีเดียว บอกให้วาดภาพเหมือนมันก็กระทำราวกับแผ่นกระดาษเป็กระจกเงา สะท้อนรูปลักษณ์ของนางบัวน้อยออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
ต้องขอประทานอภัยแล้ว ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ กระหม่อมอาจพูดผิดความจริงไปบ้าง ภาพนั้นจะบอกว่าเหมือนราวกับกระจกเงาก็คงมิได้ เพราะเ้าสินรุ้งได้เติมแต่งให้เกินจากความเป็จริงไปหลายประการ แต่สิ่งที่แต่งแต้มเพิ่มไปนั้น ล้วนทำให้เด็กสาวแรกรุ่นผู้นี้ดูงดงามเฉิดฉายมากขึ้นกว่าเดิมเป็เท่าตัว
เมื่อบัวน้อยเห็นภาพนั้นก็ตะลึงไปเช่นกัน แม้แต่นางเองก็ไม่คาดคิดว่าตนจะงดงามได้ถึงเพียงนี้ นางคณิการีบล้วงมือลงไปในสาบเสื้อ หยิบเอากระจกเงาบานเล็กขึ้นมาใช้สำรวจใบหน้าของตนเองเทียบกับรูปวาด ดูไปแล้วก็น่าขันยิ่งนัก
สินรุ้งเองก็พอใจกับผลงานของตนเช่นกัน มันยืนมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของเด็กสาวตรงหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “น้องหญิงคงพอใจกระมัง” มันเอ่ย “เมื่อครอบครัวของน้องหญิงได้เห็น พวกเขาก็คงทราบได้ว่าน้องหญิงอยู่สุขสบายดี”
นางคณิกาวางภาพวาดในมือลงอย่างแ่เบาก่อนก้มลงกราบเท้าของสินรุ้ง เ้าหนุ่มรีบก้มตัวลงไปรับไหว้ก่อนที่จะดึงนางให้ลุกขึ้น “น้องหญิงไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้” มันพูดกลั้วหัวเราะ “ข้ามิได้ทำสิ่งประเสริฐอันใด”
“หามิได้ ข้าน้อย... มัน... มันงดงามยิ่ง” บัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื้นตันก่อนล้วงมือลงไปในสาบเสื้อ “ข้าน้อยมีเหรียญทองติดมาบ้าง แต่ไม่ทราบว่ารูปวาดนี้จะมีราคาสัก...”
สินรุ้งยกมือเป็เชิงปฏิเสธอย่างอารมณ์ดี “อย่าพูดเช่นนั้นเลย น้องหญิงรับมันไปเถิด” เ้าหนุ่มพูด “ข้ามิได้ฝึกมือมาหลายเพลาแล้ว ครั้งนี้ได้กลับมาจับพู่กันบ้าง ก็รู้สึกบันเทิงใจดี”
ท่านจ้าวเหนือฟ้า สายตาของบัวน้อยยิ่งดูเทิดทูนบูชามากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าปฏิเสธไม่รับเงินทอง ดรุณีน้อยช้อนตามองคนตรงหน้าอย่างเอียงอายก่อนเอ่ยเบา ๆ “ยังพอมีเวลา หรือคุณชายจะให้ข้าน้อยปรนนิบัติอย่างไรดี”
แค่เห็นแววตานั้นของเด็กสาว เ้าหนุ่มสินรุ้งก็ทราบว่านางจะเอ่ยอันใดออกมาก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยมันออกมาจริง ๆ เสียอีก “น้องหญิงอย่าได้... ข้ามิได้้าเช่นนั้น” มันปฏิเสธ “ก่อนพบท่าน ข้ามีเื่คิดไม่ตกอยู่มาก แต่เมื่อได้จับพู่กันวาดเขียน หลายสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ก็คล้ายบรรเทาลง นั่นถือว่าเป็รางวัลสำหรับข้าแล้ว”
แต่บัวน้อยไม่ได้เห็นด้วยกับคำนั้น นางทึกทักเอาต่อว่าอีกฝ่ายคงมองว่านางเป็เพียงเด็กหญิง จึงมิได้สนใจเหลือบแล เมื่อคิดได้เช่นนั้นดรุณีน้อยจึงดึงผ้าที่ปกปิด่ไหล่ออก เผยให้เห็นเนื้อเนียนั้แ่หัวไหล่กลมไปจนถึงเนินอกเล็ก ๆ คล้ายดอกบัวที่เพิ่งตูมตั้งขึ้น “เห็นหรือไม่เ้าคะคุณชาย” นางเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “ข้าน้อยมิใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว”
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่ไฟราคะไม่ได้ลุกโชนขึ้นในใจของสินรุ้งนั้นมิใช่เพราะมันเป็ยอดบุรุษหรือมองว่านางคณิกานั้นยังเล็ก หากแต่เมื่อมันหยุดมือจากงานศิลปะ เื่หนักใจที่มันเคยวางลงได้ก็หวนกลับเข้ามาในห้วงความคิดของมันอีกครั้ง สินรุ้งฝืนยิ้มขึ้นน้อย ๆ ขณะบรรจงห่มคลุมเสื้อผ้ากลับคืนให้เด็กสาว “ข้าทราบดีว่าน้องหญิงมิใช่เด็กเล็ก ๆ ” มันพูด “หากแต่ข้ามิได้้าสิ่งแลกเปลี่ยนใด ๆ ก็เท่านั้น”
บัวน้อยก็ยังไม่เชื่อคำนั้น “คุณชาย” นางเรียกหาเสียงละห้อย “ท่านไม่พึงใจในตัวข้าหรือ”
คำพูดนั้นก็ยังมิอาจจุดไฟราคะในตัวมัน เพียงแต่สร้างความรู้สึกน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นได้บ้างเท่านั้น สินรุ้งปั้นยิ้มตอบ “หาได้เป็เช่นนั้นไม่” มันจุมพิตที่หน้าผากของเด็กสาวเป็เชิงปลอบขวัญ “เพียงแต่ข้ามีเื่อื่นให้ขบคิดอยู่มากจริง ๆ”
นางคณิกายังคงอิดเอื้อนอยู่เล็กน้อย จนท้ายที่สุดสินรุ้งก็ยกเื่ที่ฟ้าด้านนอกกำลังมืดลงทุกขณะ เชิญนางออกไปจากห้องได้สำเร็จ