ศิษย์สำนักอวี้ฮวาทุกคนต่างมองไปที่คนของยอดเขาเหอหวนและยอดเขาอสนีที่เลือกจากไปเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้เลือกทรยศแน่นอนว่าด้วยคำสาบานต่อเต๋า์พวกเขาไม่อาจบอกความลับของสำนักออกไปได้
“ฮึแค่วิชาเล็กๆเมื่อกลับไปถึงสำนักซือหม่าทางสำนักจะมอบวิชาที่แข็งแกร่งกว่านี้ให้”ผู้าุโของสำนักซือหม่ากล่าว
“ฮึ่ม”เ้ายอดเขาเหอหวนกัดฟันก่อนจะร่ายวิชาเตรียมเก็บสมบัติวิเศษประจำยอดเขาไปด้วย
“หาที่ตาย”แต่ทันใดนั้นเองัทั้งเก้าก็จ้องมองลงมาพร้อมกับเผยจิตสังหาร
“เ้าคิดจะทำอะไร”เ้ายอดเขาเหอหวนและเ้ายอดเขาอสนีกลายเป็หวาดกลัวทันที
“พวกเ้ามาก็มาแต่ตัวดังนั้นตอนนี้ทรยศออกไปก็จงออกไปแต่ตัวซะอย่าหวังว่าจะนำสมบัติออกไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว”บรรพชนอวี้ฮวากล่าว
“เ้า”ทั้งสองกลายเป็สีหน้าบิดเบี้ยวหลายปีมานี้สมบัติที่เ้ายอดเขาแต่ละรุ่นเก็บสะสมไว้มีไม่น้อยเลยหากไม่อาจนำออกไปได้ก็ทำให้จิตใจของพวกเขาอยู่ไม่สุข
“แบบนี้มัน”ทูตจากแดนศักดิ์สิทธืกำลังจะกล่าว
“ท่านทูตแม้ข้าจะมีความเคารพท่านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมให้ท่านเอาเปรียบสำนักอวี้ฮวาของข้าได้”บรรพชนอวี้ฮวากล่าว
ม้วนภาพเก้าัแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแม้แต่ทูตก็ไม่กล้าที่จะต่อกรตรงๆนางถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าให้พวกเ้ายอดเขาเหอหวนเป็การบอกว่าไม่อาจทำอะไรได้
“ดีดีมาก พวกเ้าคอยดูเถอะในอนาคตข้าจะกลับมาเล่นงานพวกเ้าให้ยับ” เ้ายอดเขาเหอหวนร้องคำราม
“คิดว่าพวกเราจะกลัวหรือไง”เ้ายอดเขากระบี่กล่าว
“เอาละทีนี้ก็แยกย้ายได้แล้วส่วนสำนักอวี้ฮวาพวกเรามีเื่ต้องคุยกัน” ทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์กล่าว
“ไม่มีอะไรต้องคุยกันทั้งนั้นหากเ้า้าคนไปเสริมแนวหน้าก็นำคนพวกนั้นไปแทนอย่าได้มายุ่งกับพวกเราอีก”ฉินอวี้ซีกล่าวขณะก้าวออกไปพริบตาก็เผชิญหน้ากับทูตของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีแม้ฉินอวี้ซีจะไม่เปิดเผยพลังออกมาแต่ก็แสดงให้เห็นว่าหากลงมือกันจริงๆนางก็มีความมั่นใจว่าจะสังหารอีกฝ่ายได้
แต่ทันใดนั้นเองทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เผยสีหน้าหวาดกลัวมองไปยังยอดเขาเมฆาบนยอดเขาสีจิตสังหารอันน่าหวาดกลัวสามสายกดดับลงมันมันน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าของฉินอวี้ซีหลายเท่าและไม่มีใครััได้นอกจากนาง
“ได้ครั้งนี้ข้าเห็นว่าสำนักอวี้ฮวาสูญเสียไปมากข้าจะยอมละเว้น” ทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์กัดฟันก่อนจะหันหลังจากไป
“ฮึ่มไม่คิดว่าทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้สง่างามจะร่วมมือกับสำนักซือมามาเล่นงานพวกเรา”เ้าสำนักกล่าว
“เพราะผลประโยชน์ยังไงละเกรงว่าเมื่อดึงตัวทูตผู้นี้ให้อยู่ฝ่ายตนสำนักซือหม่าคงจ่ายไปไม่น้อยแต่ครั้งนี้พวกมันได้แค่คนของสำนักพวกเราไปแต่มรดกที่แท้จริงกลับไปได้ซุนเจ๋อจากนี้ไปยอดเขาเหอหวนและยอดเขาอสนีต้องถูกยุบลงและให้พวกเ้าสองยอดเขาเป็ผู้ดูแลต่อไป”บรรพชนอวี้ฮวากล่าวก่อนจะเก็บม้วนภาพเก้าัเสียดายที่หมึกซีดลงเล็กน้อยหลังจากใช้ไปครั้งหนึ่ง
“ข้าคงต้องขอหลานชายเพิ่มอีกสักภาพในอนาคต”บรรพชนอวี้ฮวากล่าว
หลิงหยวนมองภาพนี้อยู่เงียบๆอดที่จะรู้สึกคุ้นเคยมันเหมือนกับภาพที่ตนวาดและมอบให้กับท่านปู่สวี่ไม่มีผิด
“เป็ไปไม่ได้ที่ภาพของข้าจะมีพลังเช่นนี้คงคิดมากไปเอง”หลิงหยวนส่ายหน้า
“เอาละทุกคนหลังจากนี้ยอดเขาเหอหวนจะหลอมรวมกับยอดเขาเ้าสำนักและยอดเขาอสนีจะหลอมรวมกับยอดเขากระบี่ศิษย์ที่เลือกจะอยู่ต่อสามารถได้รับทรัพยากรฝึกฝนมากกว่าเดิมได้แถมมรดกของสองยอดเขาก็จะเปิดให้พวกเ้าฝึกฝนโดยไม่มีข้อบังคับ”เ้าสำนักกล่าว
“ยอดเยี่ยมเท่านี้การสร้างรากฐานก็ไม่ใช่เื่ยากแล้ว”
“ใช่แล้วเ้าพวกโง่นั่นไม่รู้หรือไงยิ่งศิษย์มีจำนวนมากเท่าไหร่การแข่งขันก็ยิ่งสูงทรัพยากรที่ได้รับก็ยิ่งน้อย”
“ปล่อยพวกคนทรยศเ่าั้ให้ดีใจกันไปก่อนเถอะอีกไม่นานพวกมันก็จะรู้เองว่าพวกมันคิดผิด”เหล่าศิษย์ที่ยังอยู่ไม่ได้เศร้าหรือหมดศรัทธาในสำนักเพราะพวกเขารู้แล้วว่าสำนักมีสมบัติเซียนที่สามารถข่มขู่ได้แม้แต่ทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์
“ลำบากเ้าแล้ว”ฉินอวี้ซีลงมาหาหลิงหยวนและกล่าวขึ้น
“แล้วจากนี้สำนักของพวกเราจะเป็อย่างไร”หลิงหยวนกล่าว
“ก็คงต้องพยายามฟูมฟักศิษย์สายนอกจำนวนหนึ่งให้เร็วที่สุดทำให้พวกเขากลายเป็ศิษย์สายในเร็วๆ”ฉินอวี้ซีกล่าว
“การแย่งชิงของสำนักเซียนทำให้ข้าไม่เข้าใจหลายอย่างพวกเขาทำไปเพื่ออะไร”อยู่ๆหลิงหยวนก็กล่าวขึ้น
“ทำไมถึงถามเช่นนี้”ฉินอวี้ซีแปลกใจ
“ข้าเคยอ่านบันทึกเื่เล่าในสมัยก่อนบอกว่ามนุษย์อย่างพวกเราในตอนแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาใช้ชีวิตยากลำบากถูกทำให้กลายเป็ทาสมานานหลายยุคกว่าบรรพบุรุษจะสามารถลุกขึ้นยืนปลดสถานะทาสออกและต่อต้านเผ่ามารและปีศาจอย่างยากลำบากไหนจะต่อต้านเผ่าเทพอีกจนถึงตอนนี้พวกเราก็ทำได้แค่ต่อต้านเท่านั้นแต่ไม่เคยเอาชนะสองเผ่าได้จริงๆเลยสักครั้ง
เมื่อเป็เช่นนี้มนุษย์ควรจะร่วมมือกันอย่างจริงใจพยายาม่ชิงโอกาสให้กับคนรุ่นหลังไม่ใช่หรือเหตุใดถึงเอาแต่ต่อสู้ทำร้ายกันเองนี่ไม่เท่ากับว่าลดทอนพลังของฝ่ายตนเองงั้นเหรอ” หลิงหยวนกล่าว
“อื่มที่จริงอาจารย์เองก็ไม่เข้าใจเื่นี้ทั้งหมดแต่มนุษย์นั้นเป็สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนอย่างมากจิตใจของพวกเราเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาโดยเฉพาะความโลภนี่แหละที่เป็บ่อเกิดของหายนะทั้งปวง
สำนักซือหม่านั้นเกิดความโลภอยากกลืนกินสำนักอวี้ฮวาของพวกเราเพื่อทำให้สำนักซือหม่าขยายอำนาจมากขึ้นและจะกลืนกินสำนักอื่นๆทั้งหมดจนตัวเองกลายเป็แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่นั่นน่าจะเป็เจตนาของพวกเขา ส่วนเ้ายอดเขาทั้งสองพวกนั้นก็โลภอยากได้ตำแหน่งเ้าสำนักของสำนักอวี้ฮวาเช่นกัน” ฉินอวี้ซีกล่าว
“ความโลภ”หลิงหยวนขบคิดอย่างลึกซึ้งมีหลายสิ่งหลายอย่างที่หลิงหยวนยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิถีแห่งมนุษย์เพราะตลอดสิบกว่าปีหลิงหยวนเติบแค่ในหมู่บ้านไม่ได้ออกไปไหนดังนั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งหลิงหยวนยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ
เ้าสำนักเรียกประชุมผู้าุโของทั้งสองยอดเขายกเว้นฉินอวี้ซีที่นางไม่จำเป็ต้องเข้าร่วมเพราะยอดเขาเมฆามีกันแค่สามคนเท่านั้นแต่ยอดเขาเ้าสำนักและยอดเขากระบี่มีงานอีกมากที่ต้องทำ
ต้วนจื่อแม้อยากจะเข้าร่วมยอดเขาเมฆาของหลิงหยวนแต่ก็รู้ว่าฉินอวี้ซีจะไม่มีทางรับคนนอกเข้าไปอย่างเด็ดขาดจึงทำได้เพียงเข้าร่วมยอดเขากระบี่และฝึกฝนกระบี่เท่านั้น
บนยอดเขาเมฆาจิ้งจอกน้อยเมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาด้วยความเย่อหยิ่งตอนนี้กลับตัวสั่นนอนอยู่ในอ้อมแขนของหลิงหยวนเพราะสายตาของเสี่ยวไป๋และเสี่ยวหวงจ้องมองมานั้นเ็าและเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“จิ้งจอกน้อยเ้ากล้าดีอย่างไรถึงไปนอนอยู่ในอ้อมแขนของนายท่านที่ตรงนั้นมันคือที่ของพวกข้า”เสี่ยวไป๋แยกเขี้ยวกลิ่นอายของสายเืบรรพชนเผ่าอสูรทำให้จิ้งจอกน้อยกลายเป็หวาดกลัว
“ข้าข้า” จิ้งจอกน้อยแทบร้องออกมาไม่คิดว่าบนยอดเขาแห่งนี้จะมีเผ่าอสูรตนอื่นอยู่แถมยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย
“จะเอายังไงดีจับกินเลยดีหรือไม่” เสี่ยวหวงกล่าว
“พวกเ้านี่นะนายท่านเก็บนางมาเลี้ยงก็อย่าไปรังแกนางเลย” เสี่ยวหลงกล่าว
“เ้าหุบปากไปซะเื่นี้พวกข้าจะจัดการเอง”เสี่ยวไป๋กล่าว
“เอาละจิ้งจอกน้อยหลังจากนี้ที่นี่คือบ้านของเ้าแต่เ้าจะต้องทำตามกฎของข้าห้ามออกไปข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามทำร้ายผู้คนบริสุทธิ์อย่างเด็ดขากยกวันคนๆนั้นจะมีเจตนาร้ายกับเ้าและอย่าก่อเื่ในสำนักเข้าใจหรือไม่” หลิงหยวนกล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วนายท่าน”จิ้งจอกน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“นังตัวดียังไม่รีบลงมาอีก”เสียงของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นในหัวของจิ้งจอกน้อยทำให้นางรีบะโออกมาจากอ้อมแขนของหลิงหยวนมายืนต่อหน้าพวกเสี่ยวไป๋ด้วยขาที่สั่นเทา
‘หืมจิ้งจอกกลัวแมวกับไก่งั้นเหรอ น่าสนใจ” ฉินอวี้ซีมองภาพนี้ก็อดจะขำในใจแม้นางจะไม่สนใจว่าจิ้งจอกตัวนี้มาจากเผ่าอสูรหรือไม่แต่การที่กลัวแมวกับไก่บ้านตนก็ออกจะเกินไปหน่อย
“เด็กใหม่อย่างเ้าควรจะรู้สถานะตัวเองบ้างนะที่ตรงนั้นเป็ที่ของข้าเท่านั้นเ้าไม่คู่ควรเข้าใจหรือไม่” เสี่ยวไป๋เดิมอ้อมจิ้งจอกน้อยแล้วข่มขู่ทันที
“ผู้เยาว์เข้าใจแล้วจากนี้ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกยกเว้นนายท่านเป็ฝ่ายอุ้มข้าเอง”จิ้งจอกน้อยกล่าวด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ได้ต่อให้นายท่านเป็คนอุ้มเ้าก็ต้องขัดขืน”เสี่ยวหวงกล่าว
“แต่หากทำเช่นนั้นนายท่านจะไม่พอใจ”จิ้งจอกน้อยกล่าว
“นางกล่าวถูกแล้วอย่าได้ทำให้นายท่านไม่พอใจเด็ดขาด”เสี่ยวหลงกล่าว
“ได้หากนายท่านเป็ฝ่ายอุ้มเ้าเองข้าจะโทษเ้าแต่อย่าหวังว่าจะมีเื่เช่นนั้นบนยอดเขานี้คนที่นายท่านอุ้มบ่อยที่สุดคือข้า”เสี่ยวไป๋กล่าว
วันต่อมาหลิงหยวนนอนพิงเก้าอี้โยกโดยอุ้มจิ้งจอกน้อยไว้บนตักเพราะขนของจิ้งจอกน้อยนุ่มและยาวกว่าของเสี่ยวไป๋แถมขนไม่ล่วงเวลาลูบเลยทำให้หลิงหยวนรู้สึกสบายอารมณ์
“ทำไมถึงเป็เช่นนี้ทำไมกันละนายท่าน ที่ตรงนั้นมันเป็ที่ของข้าไม่ใช่ของนางสารเลวนั่น” เสี่ยวไป๋กรีดร้องออกมาทั้งน้ำตา
“สมกับเป็เผ่าจิ้งจอกเชี่ยวชาญการเอาใจบุรุษจริงๆ”เสี่ยวหวงหรี่ตาลงแววตาเผยจิตต่อสู้ออกมาราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
“ข้าข้าไม่ได้ตั้งใจนะ” จิ้งจอกน้อยนอนขดตัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อเจอกับสายตาคุกคามที่มองมา
“ฮู่ในที่สุดรากฐานก็มั่นคงเสียทีหลังจากนี้ข้าก็สามารถเหาะเหินเดินบนอากาศได้แล้ว”หนานเว่ยออกมาจากห้องของตนด้วยสีหน้าตื่นเต้นหลังจากจบเื่วุ่นวายนางก็ปิดด่านเพื่อปรับแต่งรากฐานของตนเองให้มั่นคงทันที
“ตอนนี้เ้าก็ถือว่าเป็ผู้าุโไม่ใช่ศิษย์แล้วในอนาคตหากเ้าอยากจะรับศิษย์สักคนมาฝึกบนยอดเขาเมฆาข้าก็จะไม่ขัด”ฉินอวี้ซีกล่าว
“ข้ายังไม่คิดเื่นั้นหรอกข้ายังอ่อนแอเกินไปรอให้บรรลุหยวนอิงก่อนถึงจะคิดเื่รับศิษย์” หนานเว่ยกล่าว
“ถือว่าเ้าฉลาดแต่อาจารย์กลับคำนวณชะตาของตัวเองและพบว่าข้ากำลังจะมีศิษย์เพิ่มอีกคนจึงอยากให้เ้าไปรับตัวมาหน่อย”ฉินอวี้ซีกล่าว
“ศิษย์น้องอีกคนงั้นเหรอเป็หญิงหรือชาย”หนานเว่ยกล่าว
“เป็หญิงนางคือคุณหนูของตระกูลฟางจากแคว้นต้าหลี่ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเป่ยชางตอนแรกอาจารย์ก็อยากจะไปด้วยตัวเองแต่ว่า่นี้มีหูตาจากแดนศักดิ์สิทธิ์กำลังจับตามองอยู่ข้าเลยเคลื่อนไหวมากไม่ได้ครั้งนี้ต้องพึ่งเ้าและหยวนหยวนแล้ว” ฉินอวี้ซีกล่าว
“ไม่เป็ไรได้ออกไปเที่ยวข้างนอกกับศิษย์น้องก็ไม่เลว”หนานเว่ยกล่าว
“ข้าเปลี่ยนไปใจแล้วเ้าไปคนเดียวนั่นแหละ”ฉินอวี้ซีเห็นอีกฝ่ายดีใจก็รู้แล้วว่าตนเองทำพลาดอย่างร้ายแรง