ครั้นสมาชิกกลุ่มครบองค์ประชุม มู่หรงเซียวจึงพาเซี่ยหลานเฟิง เสิ่นจื้อเหลียงและเมิ่งเซียงออกไปเที่ยวเล่นในป่าไม่ไกลจากค่ายฝึกแม่ทัพใหญ่แทบทุกวัน
ต่างฝ่ายต่างดวลธนูท้าทายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แม้น้องเล็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะมีฝีมือพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิมจนหัวหน้าอย่างหยางเสวี่ยเฟยสงสัยแต่กลับไม่รู้เื้ัว่าคนที่คอยลับคมฝีมือให้เสิ่นจื้อเหลียงคือคุณหนูสกุลมู่
บางครั้งทั้งสี่คนก็เล่นเพลินจนลืมเวลา มืดค่ำไม่ยอมกลับจวนถูกยุงกัดจนแดงแทบทั้งตัว เมิ่งเซียงถึงกับขู่ว่าจะส่งจดหมายฟ้องแม่ทัพใหญ่ว่าบุตรสาวของพวกเขาหาเื่ทำให้ตัวเองโดนยุงกัดจนไม่สบาย คุณหนูของนางจึงยอมฟังสาวใช้คนสนิทบ้าง
กระทั่งหยางเสวี่ยเฟยที่มักรอฟังรายงานจากลูกน้องยังทนไม่ไหวรีบถามไถ่ทันทีที่เห็นหน้าเสิ่นจื้อเหลียง
“เหตุใดจึงกลับมาช้า นางแอบไปทำอันใดลับหลังอยู่หรือ”
“วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งแล้วสวนดอกไม้ตรงหมู่บ้านกำลังผลิบาน คุณหนูจึงใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานกว่าทุกวันขอรับ” เสิ่นจื้อเหลียงรายงานเหมือนเคย “นอกจากนั้นก็มัวแต่เที่ยวเล่นในตลาด หาซื้อเครื่องเคียงมาทำขนมทานเล่นจนมืดค่ำกว่าจะได้กลับจวนขอรับ”
“อืม” เ้าตัวพยักหน้าแล้วถามต่อ “เซี่ยหลานเฟิงพูดคุยสิ่งใดกับนางหรือไม่”
“เขาถามแค่เพียงว่าคุณหนูจะกลับไปเมืองต้าหลินเมื่อใดขอรับ”
“แล้วนางตอบว่าอย่างไร”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นพลางคิดในใจว่าเ้านายคงอยากรู้ความเป็ไปได้กระมังว่าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่กำลังคิดสิ่งใดอยู่และสิ่งนั้นจะส่งผลต่อแผนที่วางเอาไว้หรือไม่
“นางบอกว่าอาจจะกลับไปเร็ว ๆ นี้ขอรับ ถึงอย่างไรนางก็ต้องกลับไปอยู่กับบิดามารดาของนางอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มทำหน้าเศร้าสร้อย คอตกรู้สึกเสียดายที่ต้องแยกจากคุณหนูแสนใจดีผู้เปรียบเสมือนพี่สาวอีกคน ทั้ง ๆ ที่สนิทสนมกันกับคนสกุลมู่แล้วแต่กลับต้องห่างไกลกันเสียอย่างนั้น เพียงแค่คิดถึงวันที่ต้องเอ่ยคำลาก็เผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไม่ต้องรีบดีใจไปหรอก คนอย่างนางไม่มีทางไปจากเมืองหลวงเยว่จวนได้ เ้าคอยจับตาดูให้ดี หากมีสิ่งใดผิดสังเกตให้รีบรายงานข้า” หยางเสวี่ยเฟยส่ายหน้าแล้วบอกให้ลูกน้องไปพักผ่อนเตรียมตัวเฝ้าดูบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ต่อไป
สามวันต่อมา
มู่หรงเซียวชวนพวกเขาทั้งสามคนเข้าไปเที่ยวในป่าเหมือนเคย ทั้งยังท้าดวลธนูเพื่อหาผู้แพ้เพื่อเลี้ยงสุราในหอราตรีเพราะคืนนี้เป็คืนจันทร์เต็มดวง เสี่ยวเหมยฮวาจะบรรเลงกู่ฉินอันแสนไพเราะให้กับแขกที่หลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความสามารถของนาง
เด็กใหม่ใจเต้นตึกตักเพราะก่อนหน้านี้ได้ยินเพียงแค่ข่าวลือ พลาดงานเลี้ยงไปหลายครั้งหลายคราเพราะต้องมาคอยเฝ้ามู่หรงเซียวตามคำสั่งจึงไม่คัดค้านแม้รู้ตัวว่าอาจจะเป็ฝ่ายที่ต้องเลี้ยงสุราก็ตาม
สายตาสั่นเทามองดูถุงเงินที่เบาบางเสียยิ่งกว่าขนนกจนเมิ่งเซียงหยอกล้อ
“เ้าทำงานทั้งวันทั้งคืนปานนี้แต่เงินเดือนไม่ขึ้นเลยหรือ ท่าทางหัวหน้าของเ้าคงจะขี้เหนียวน่าดู”
เสิ่นจื้อเหลียงทำหน้าเศร้า “ข้าเป็เด็กใหม่ไม่มีแม้แต่ตำแหน่ง หัวหน้าให้ข้าวทุกมื้อ ให้ที่พักอาศัย ข้าก็พอใจมากแล้ว อีกอย่างหัวหน้าไม่ได้มีเงินทองมากมายนักหรอก ได้รับเงินเดือนมาเท่าไหร่ก็เอาไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยากเสมอ บางทีข้าอาจจะมีเงินเก็บมากกว่าเขาก็ได้”
“พูดเป็เล่น รองแม่ทัพจะอนาถาปานนั้นเลยหรือ ถึงอย่างไรก็ต้องมีแบ่งไว้ให้คุณหนูหยางบ้างสิ” เมิ่งเซียงรู้ว่ารองแม่ทัพมีน้องสาวอายุเท่าเสิ่นจื้อเหลียงอีกคน ไม่มีทางปล่อยให้นางอดอยากหรือขาดแคลนทรัพย์อย่างแน่นอน
“แบ่งให้ผู้อื่นจนตัวเองเหมือนอยู่พรรคกระยาจก” เ้าตัวพึมพำแล้วส่ายหน้า “แต่ถึงอย่างนั้นหัวหน้าก็ไม่ได้เดือดร้อนอันใด”
“โอ๊ย คนอย่างเขาจะไปรู้สึกรู้สาอันใด ถ้าไม่บอกว่าเป็คนข้าก็นึกว่าเป็ก้อนหินต้นไม้ นิ่งเฉย เยือกเย็นขนาดนั้น” สาวใช้สกุลมู่ถอนหายใจนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายทำกับเ้านายของตัวเอง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คิดได้ว่าดีกับผู้อื่นได้แต่ใจร้ายกับมู่หรงเซียวเหลือเกิน
“เมิ่งเซียง อาเหลียง” เสียงหวานะโเรียกมาแต่ไกล สีหน้ายิ้มแย้มของมู่หรงเซียวพลอยทำให้พวกเขารู้สึกสดชื่นไปด้วยเห็นทีวันนี้คงต้องมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
สามเกลอผลัดกันยิงธนูโดยไม่มีใครยอมใครพลันเด็กใหม่ต้องยอมแพ้เพราะตกรอบ เหลือเพียงมู่หรงเซียวและเซี่ยหลานเฟิงประลองธนูสามดอกตามเดิม หากแต่ครั้งนี้ฝือมือของทั้งคู่พัฒนาไปมากจนต้องเพิ่มขีดจำกัด
“ห้าดอกหรือขอรับ” เด็กหนุ่มดวงตาเบิกโต ไม่เชื่อว่าจะมีใครทำได้ ขนาดคนในหน่วยซิงอวี่ยังทำได้แค่เพียงสามดอกแต่พอมองหน้าหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินและบุตรสาวแม่ทัพใหญ่แล้วอะไรก็คงเกิดขึ้นได้
ฉึก! เสียงลูกศรปักเข้าใจกลางเป้าเหมือนอย่างเคย มือขวาแม่ทัพใหญ่มองคู่แข่งด้วยสายตาท้าทาย
มู่หรงเซียวหยิบลูกศรมาห้าดอก ตั้งท่าเล็งเป้าหมายด้วยแววตาจริงจัง เฉียบคม สูดลมหายใจแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจในจังหวะที่นิ่งที่สุดปล่อยมือยิงศรออกไป
ฉึก! ลูกศรทั้งห้าปักใจกลางเป้าจนแทบทะลุไปข้างหลังเพราะความแรง เสิ่นจื้อเหลียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก อ้าปากค้างไม่เชื่อสายตาเพราะแรงจากลูกศรแทบเจาะเกราะได้เลยทีเดียว
“เฟิงเกอ ข้าพอจะสอบผ่านได้หรือไม่” หญิงสาวหันมาถามผู้เป็หัวหน้าหน่วย “แม้ว่ากลยุทธ์การรบอาจจะแพ้ท่านไปบ้างแต่ฝีมือธนูของข้านำหน้าท่านอยู่หลายก้าวไม่ใช่หรือ”
เซี่ยหลานเฟิงรู้ดีว่านางเก่งกาจแต่ถึงอย่างไรก็เป็คุณหนูสกุลมู่ เขาไม่อยากให้สตรีเช่นนางต้องอยู่ท่ามกลางดงศรธนูหรือคมดาบในาเลยจึงไม่ยอมรับเข้ากองทัพเสียที
“หากเฟิงเกอไม่รับข้า เช่นนั้น…” ท่าทีเ้าเล่ห์แสดงออกมาทันใดจนทุกคนลุ้นตามไปด้วยว่าเ้านายคิดก่อเื่อะไรอีก
“…”
“ข้าจะไปเข้ากองพลธนูของแม่ทัพเจียง” รอยยิ้มกว้างดูน่ากลัวนักเพราะหญิงสาวคิดจริงทำจริง “ข้าจะปลอมตัวเป็บุรุษสมัครเข้าคัดเลือก”
“ข้าจะคัดค้านเ้าค่ะ” เมิ่งเซียงโพล่งออกมาเป็คนแรก ไม่อยากปล่อยให้คุณหนูคนดื้อคลาดสายตา
“แม่ทัพเจียงโเี้ เข้าตีทัพเมื่อใดห้ามมีคำว่าพ่ายแพ้” เสิ่นจื้อเหลียงเอ่ยตามที่ได้ยินมา “หากทำผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวถูกลงโทษไม่ต่างจากเชลย”
“ใครจะโหดร้ายก็คงไม่เท่ารองแม่ทัพหยางของเ้าหรอก” เมิ่งเซียงเบ้หน้าแล้วหันไปหามือขวาแม่ทัพใหญ่ที่ยังคงนิ่งเงียบ “ท่านจะไม่ห้ามหน่อยหรือเ้าคะ”
“คุณหนู ไม่อยากแต่งเข้าจวนสกุลหยางแล้วหรือขอรับ” เซี่ยหลานเฟิงลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ต้องถามออกไปเพื่อความแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยากทำเช่นนี้เพื่อประชดประชัน
“ไม่แต่ง ข้าอยากช่วยงานท่านพ่อ ได้ไปอยู่เมืองต้าหลินกับพวกท่านแล้วก็ไปเที่ยวูเาหิมะ อีกทั้งที่แห่งนั้นยังมีนักดนตรีจากต่างแดนมาด้วย
เสียงกู่ฉินไพเราะเสนาะหู ข้าอยากฟังเพลงทุกวันก่อนนอน” มู่หรงเซียวมีเป้าหมายในใจคล้ายกับเวลานี้ตัดใจจากหยางเสวี่ยเฟยได้แล้ว
“จริงหรือ” เมิ่งเซียงและเซี่ยหลานเฟิงถามพร้อมกัน “ไม่แต่งหรือ” ทั้งคู่ยังอยากรู้ว่าสิ่งใดทำให้นางตัดใจได้
คุณหนูสกุลมู่หัวเราะร่าแล้วตอบว่า “ข้าได้ยินมาว่าบุรุษจากแดนเหนือรูปงามยิ่งนัก คิ้วเข้ม ใบหน้าคม ผิวขาว ดวงตาสีฟ้า”
“คุณหนูล้อข้าเล่นอีกแล้ว” เมิ่งเซียงถอนหายใจจำได้ว่าเ้านายเคยพูดว่าแค่เปิดประตูจวนออกไปจะต้องเจอคนที่ดีกว่าชายผู้นั้นแต่สุดท้ายก็วนมาที่คนเดิมโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“เฮ้อ ก็ได้ ๆ” หญิงสาวถอนหายใจเลิกแกล้งสมุนของตัวเอง “ต่อให้ข้าเป็ถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่แต่ใช่ว่าจะได้ทุกอย่างที่ปรารถนา นอกเหนือจากแต่งเข้าจวนสกุลหยาง ข้าก็มีความฝันอย่างอื่นเช่นกัน ในเมื่อข้าทำให้เขารักข้าไม่สำเร็จ ความพยายามทั้งหมดก็กองไว้ตรงนั้นนั่นแหละเพราะอย่างน้อยเวลานี้ข้าก็รู้ว่าหากจะเข้าร่วมกองทัพของท่านพ่อ ข้าจะต้องทำสำเร็จจนท่านพ่อภูมิใจในสายเืทหารเป็แน่”
“ถ้าคุณหนูตัดสินใจได้แล้ว ข้าก็จะไม่ห้ามขอรับ” ในที่สุดหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินก็ต้องยอมแพ้เมื่อได้ฟังความตั้งใจของคนตรงหน้า
“เฟิงเกอ ท่านรับข้าเข้ากองทัพแล้วหรือ”
“ยังขอรับ” เ้าตัวส่ายหน้า “ถึงอย่างไรก็ต้องเรียนให้แม่ทัพใหญ่ทราบเสียก่อนว่าบุตรสาวของเขาดื้อรั้นจะเข้าร่วมกองทัพ”
“ท่านพ่อไม่เคยขัดใจข้า เฟิงเกอ... ท่านเตรียมตัวเอาไว้ได้เลย ภายในสองปีข้าจะเป็หัวหน้าท่านให้ได้”
คราวนี้เซี่ยหลานเฟิงหัวเราะลั่น ยิ้มมุมปาก “ข้าจะคอยดูขอรับ” เขายอมรับได้อยู่แล้วหากบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะกลายเป็หัวหน้าของเขาไปอีกคนและยังพร้อมดูแลปกป้องนางไปตลอดชีวิตอีกด้วย
อีกฟากหนึ่ง
หยางเสวี่ยเฟยเข้าร่วมการฝึกกับบรรดาลูกน้องประจำหน่วยเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงออกมาเดินตรวจตราพื้นที่รอบนอกวังตามคำสั่งของแม่ทัพหลี่
“คุณชายหยาง” เสียงหวานเอ่ยเรียกเขา รอยยิ้มบนใบหน้าแสดงออกว่าดีใจอย่างเห็นได้ชัด “ลมอะไรหอบมาทางนี้หรือเ้าคะ”
“ข้าเพียงออกมาตรวจตราตามปกติ” เขาตอบเหออันเหลียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
บุตรสาวขุนนางฝ่ายซ้ายผู้เป็ญาติทางฝั่งเหอกุ้ยเฟยมักทำตัวประหนึ่งเป็เ้าข้าวเ้าของเขาเหมือนมู่หรงเซียวไม่มีผิด ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยอยากเสวนากับนางสักเท่าใดนัก
“รองแม่ทัพได้ยินข่าวลือหรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวกล่าวชี้นำ ท่าทางเหมือนอยากให้เขาถามต่อ
ครั้นเห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยทำท่าเดินจากไปก็รีบโพล่งขึ้นมาว่า “ข้าเห็นมู่หรงเซียวเที่ยวหอราตรีเ้าค่ะ”