บทที่ 25 ป่าเสินอิ๋น
หลังจากฮ่องเต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "เร็ว ๆ นี้ข้าจะประกาศให้ิอีเหลียนเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์"
ในฐานะจักรพรรดิ สิ่งที่เขาคำนึงถึงเป็อันดับแรกคือผลประโยชน์ ขอเพียงได้คุนหลุนมาเป็พันธมิตร จักรวรรดิหรือขุมกำลังอื่นหากคิดจะแตะต้องอาณาจักรฉงิก็คงต้องคิดทบทวนให้ดี
หลังจากเื่ราวสิ้นสุดลงอย่างราบรื่น ฉินเทียนก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยังป่าเสินอิ๋น เมื่อิอีเหลียนทราบข่าวนี้ จึงส่งรถม้าที่ดีที่สุดในวังหลวงให้แก่ฉินเทียน เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องลำบากเดินทางด้วยตนเอง
ม้าที่ใช้ลากรถม้าเป็าาอสูร ส่วนตัวรถก็มีความสะดวกสบายและโอ่อ่าอย่างยิ่ง ฉินเทียนจึงตอบรับไว้ เดิมทีเขามีนิสัยค่อนข้างเกียจคร้าน หากสามารถนอนเดินทางได้ย่อมยินดีเป็อย่างยิ่ง
แต่ทันทีที่พวกเขาออกจากวังหลวง ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางไว้ ผู้นำกลุ่มคือองค์ชายรองและชายในชุดเกราะคนหนึ่ง
ฉินเทียนและอันเมี่ยวหลิงเดินลงมาจากรถม้า พร้อมกับมองไปยังองค์ชายรองด้วยสายตาเ็า
องค์ชายรองชี้ไปที่ฉินเทียนแล้วกล่าวว่า "ท่านอา พวกเขาเป็คนตีข้า เขายังบอกอีกว่าเขาเป็ท่านปู่ใหญ่"
ชายชุดเกราะไม่ได้รีบร้อนลงมือ แต่เอ่ยถามว่า "ท่านคือใคร? เหตุใดจึงลงมือกับองค์ชายของแคว้นข้า หากไม่ให้คำอธิบาย ข้าเกรงว่าคงไม่อาจปล่อยให้พวกท่านทั้งสองจากไปได้"
ก่อนที่ฉินเทียนจะได้พูด อันเมี่ยวหลิงก็ชักกระบี่ออกมาเสียก่อน พริบตานั้น เจตจำนงกระบี่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ จนชายชุดเกราะถึงกับชะงักงัน
ฉินเทียนกล่าวเรียบ ๆ ว่า "ถือว่าให้บทเรียนเล็กน้อยแล้วกัน"
พูดจบเขาก็หันหลังกลับขึ้นรถม้า
อันเมี่ยวหลิงกวัดแกว่งกระบี่ปิงหลีตวัดขึ้นอย่างแรง เกิดประกายกระบี่สายหนึ่งวูบผ่าน
ฉัวะ!
แขนข้างหนึ่งของชายชุดเกราะกระเด็นหลุดออกไปทันที เขากุมแขนด้วยสีหน้าเ็ปแสนสาหัส ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร
คนที่เยาว์วัย งดงาม และแข็งแกร่งเช่นนี้ ในข้อมูลที่เขามีมีเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคืออันเมี่ยวหลิงผู้โด่งดังไปทั่วตงโจวในตอนนี้ ผู้ถูกขนานนามว่าเป็อันดับหนึ่งภายใต้ระดับปราชญ์
มีเพียงคนระดับนี้เท่านั้น ที่สามารถทำให้ยอดฝีมือระดับสรรค์สร้างขั้นสามเช่นเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้ตอบ ส่วนองค์ชายรองที่อยู่ด้านข้างใจนสติหลุดไปแล้ว รีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอชีวิต
อันเมี่ยวหลิงมององค์ชายรองด้วยสายตารังเกียจก่อนจะกลับขึ้นรถม้า จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไปยังป่าเสินอิ๋น
ภายในรถม้า ฉินเทียนกล่าวว่า "อาจารย์ขอพักผ่อนสักครู่"
พูดจบเขาก็เอนตัวลงนอน โดยหนุนศีรษะลงบนต้นขานุ่มนิ่มของอันเมี่ยวหลิง อาจเป็เพราะััที่ดีเกินไป เขาจึงขยับตัวไปมา คลอเคลียกับต้นขาของนางไม่หยุด เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นจากดรุณีน้อย เขาก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม
แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้อันเมี่ยวหลิงรู้สึกลำบากใจ นางเป็หญิงสาวบริสุทธิ์ ทั้งยังเป็จักรพรรดินี การถูกฉินเทียนคลอเคลียเช่นนี้ย่อมทำให้นางเขินอายจนทำตัวไม่ถูก
ในที่สุดนางก็เริ่มทนไม่ไหว "ท่านอาจารย์ เลิกขยับได้แล้ว ไม่อย่างนั้นท่านก็เอาหัวออกไปเลย"
"หรือจะให้อาจารย์ให้เ้าเป็ฝ่ายนอนบ้าง แล้วเ้าอยากขยับอย่างไรก็ได้?"
"หึ! ฝันไปเถอะเ้าค่ะ!"
พอถึงเวลาค่ำ ท้องฟ้ามืดลง อันเมี่ยวหลิงก็รู้สึกว่ามีมือซน ๆ ข้างหนึ่งวางอยู่บนเอว นางใรีบคว้ามือนั้นไว้ พร้อมกับส่งไอเย็นะเืจู่โจมเข้าใส่
ฉินเทียนรู้ว่าอันเมี่ยวหลิงโกรธ จึงรีบลุกขึ้นนั่งทันที รอจนนางสงบอารมณ์ได้จึงเอ่ยขึ้นว่า "วันหลังถ้าพวกเราไม่มีอะไรทำ ออกมาเที่ยวเล่นด้วยรถม้าแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ อย่าเอาแต่คิดเื่ฝึกฝนทุกวันเลย มันน่าเบื่อเกินไป"
อันเมี่ยวหลิงทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง นางเองก็อยากใช้ชีวิตเช่นนั้น แต่นางทำไม่ได้ เพราะนางหวาดกลัว กลัวว่าศัตรูจะตามหาจนพบแล้วฆ่านางกับท่านอาจารย์
บางครั้งนางถึงกับฝันร้าย ฝันว่าศัตรูเ่าั้ตามหานางจนเจอ และฝันว่าท่านอาจารย์ต้องตายต่อหน้าต่อตาเพื่อปกป้องนาง
ฉินเทียนเห็นสีหน้าของอันเมี่ยวหลิงดูไม่ปกติจึงถามว่า "เป็อะไรไป?"
อันเมี่ยวหลิงส่ายหน้าปฏิเสธ
ความจริงแล้ว บางครั้งฉินเทียนก็สังเกตเห็นว่าอารมณ์ของอันเมี่ยวหลิงดูผิดปกติ เช่น บางครั้งเวลาฝึกฝนจะดูรีบร้อน อยากประสบความสำเร็จโดยเร็ว หรือบางครั้งก็มีความกระวนกระวายใจอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ฉินเทียนกุมมือหยกของอันเมี่ยวหลิงแล้วกล่าวว่า "มีเื่อะไรก็บอกอาจารย์ได้นะ เ้าต้องเชื่อใจอาจารย์ พวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน"
อันเมี่ยวหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตัดสินใจเปิดใจ นางรู้สึกว่าท่านอาจารย์มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ ต่อให้ท่านอาจารย์รู้แล้วจะทิ้งนางไป นางก็ยอมรับได้ เพราะนี่คือวิบากกรรมของนางเอง
จากนั้นนางจึงเริ่มเล่า!
"ข้าเป็ผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ชาติที่แล้วข้าคือจักรพรรดินีไร้ใจ" หลังจากพูดประโยคนี้ อันเมี่ยวหลิงก็ลอบสังเกตปฏิกิริยาของฉินเทียนอย่างระมัดระวัง
เมื่อััได้ถึงสายตาของหญิงสาว ฉินเทียนจึงรีบแสดงท่าทางใ
จากนั้นอันเมี่ยวหลิงก็เล่าต่อว่า "ชาติที่แล้ว ข้า มหาจักรพรรดิคุนหยวน อู้ซวี และบรรพชนเขตแดนโลหิต ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิขั้นสามทั้งสามคน ได้ร่วมมือกันไปสำรวจเขตต้องห้ามแห่งชีวิต
หลังจากที่เราบุกเข้าไปถึงส่วนลึก พวกเขาก็ลอบโจมตีจากด้านหลัง และซัดข้าให้เข้าไปในค่ายกลที่พวกเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า
จากนั้นทั้งสามคนก็ใช้ค่ายกลหลอมข้าทั้งเป็ โดยจุดประสงค์หลักของพวกเขาคือ้าอาวุธจักรพรรดิของข้า"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของอันเมี่ยวหลิงก็เต็มไปด้วยความแค้น หลังจากนางสงบสติอารมณ์ได้เล็กน้อย จึงกล่าวต่อว่า "ในชาตินี้ รูปลักษณ์ของข้าเหมือนกับชาติที่แล้วทุกประการ
ดังนั้นต่อให้ข้าไม่คิดจะล้างแค้น แต่หากพวกเขาพบข้า พวกเขาก็ต้องกำจัดข้าอยู่ดี"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉินเทียนก็เข้าใจแล้ว จากสายตาของอันเมี่ยวหลิงเมื่อครู่ เขาััได้ถึงความแค้นอันลึกซึ้ง
"แค้นนี้ต้องชำระ อาจารย์จะช่วยเ้าเอง" พูดจบเขาก็ดึงอันเมี่ยวหลิงเข้ามาโอบกอด เพื่อมอบความรู้สึกปลอดภัยให้นาง
อันเมี่ยวหลิงซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้า การได้ใช้ชีวิตร่วมกับฉินเทียนมาหลายปีเช่นนี้ นางช่างโชคดีเหลือเกิน นางซบศีรษะลงบนอกของฉินเทียน ดื่มด่ำกับความรู้สึกปลอดภัยที่เขามอบให้
ผ่านไปครู่ใหญ่ อันเมี่ยวหลิงจึงผละออกจากอ้อมกอดของฉินเทียนด้วยความเขินอาย
ตอนนั้นเอง ฉินเทียนก็ถามด้วยความสงสัยว่า "อาวุธจักรพรรดิขั้นต่ำชิ้นเดียวสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ? ระดับจักรพรรดิขั้นสามยังไม่มีอีกหรือ?"
อันเมี่ยวหลิงตอบว่า "อาวุธจักรพรรดิจะมีเพียงผู้ที่โดดเด่นที่สุดในระดับจักรพรรดิเท่านั้นที่มี ขุมกำลังใหญ่ ๆ หลายแห่งมีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิหลายคน แต่อาวุธจักรพรรดิกลับมีเพียงชิ้นเดียว
และเหตุผลที่อาวุธจักรพรรดิมีน้อยเช่นนี้ เป็เพราะจิ่วโจวขาดแคลนวัสดุในการหลอมสร้างอาวุธจักรพรรดิ นอกเหนือจากนั้น สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ จิ่วโจวขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถในการหลอมสร้างอาวุธจักรพรรดิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเทียนก็เข้าใจ ดูเหมือนว่าตัวเขาที่มีระบบจะโชคดีไม่น้อย ขณะเดียวกันเขาก็คิดว่า ‘ถ้าวันหนึ่งระบบสอนวิธีหลอมสร้างอาวุธจักรพรรดิให้ข้า มิใช่ว่าข้าจะรวยเละเลยหรือ?’
...
วันต่อมา รถม้าได้เดินทางมาถึงบริเวณรอบนอกของป่าเสินอิ๋น ที่นี่เป็เขตต้องห้าม พวกเขาไม่สามารถนั่งรถม้าเข้าไปต่อได้ เพราะภายในเต็มไปด้วยอันตราย
ฉินเทียนให้าาอสูรม้าไปหาที่ซ่อนตัว ส่วนตนเองพาอันเมี่ยวหลิงเดินลึกเข้าไป
หลังจากเข้าไปแล้ว ฉินเทียนก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อสังเกตพื้นที่ แต่เมื่อมองไปก็เห็นเพียงป่าเขาสุดลูกหูลูกตา ป่าเสินอิ๋นแห่งนี้กว้างใหญ่เกินไปจริง ๆ
ดังนั้นการจะตามหาผลิญญาศักดิ์สิทธิ์จึงค่อนข้างยาก
เมื่อพิจารณาว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว ฉินเทียนจึงกำชับอันเมี่ยวหลิงไม่กี่ประโยค จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันค้นหา
ฉินเทียนบรรลุระดับปราชญ์แล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีลอยตัวอยู่กลางอากาศเพื่อค้นหาได้ ส่วนอันเมี่ยวหลิงทำได้เพียงเคลื่อนที่ผ่านป่าเขาเพื่อค้นหาเท่านั้น
ป่าเสินอิ๋นเป็เขตต้องห้ามแห่งหนึ่งของตงโจว ภายในเต็มไปด้วยอันตราย ในอดีตเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาสำรวจ แต่เกือบทั้งหมดไม่มีใครได้กลับออกไป
อันเมี่ยวหลิงมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า ระหว่างทางนางถูกโจมตีอยู่หลายครั้ง มีทั้งสัตว์อสูรและเหล่าภูตผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในพืชพรรณไม้
ยังดีที่นางมีกระบี่ปิงหลีที่ทรงพลัง มิเช่นนั้น ต่อให้มีความแข็งแกร่งระดับสรรค์สร้างขั้นสอง ก็คงยากที่จะเอาชีวิตรอดในป่าแห่งนี้ได้
ค้นหาอยู่เกือบครึ่งวัน ระหว่างนั้นนางได้ติดต่อกับฉินเทียนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของผลิญญาศักดิ์สิทธิ์เลย