สองวันต่อมา มีเื่ให้ทุกคนต้องตกอกใ เมื่อมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาจากสถานีตำรวจว่าในตอนนี้ทางตำรวจได้ทำการรวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว และผลของการสอบสวนพบว่าการเสียชีวิตของนักเรียนคนนั้น เป็การฆ่าตัวตาย
ดูเหมือนว่าข่าวนี้น่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับพาฝันเป็แน่แท้ แต่เปล่าเลยเธอกลับเป็คนที่เป็เดือดเป็แค้นกับเื่นี้เป็อย่างมาก
ใครก็ตาม ที่ทำแบบนี้ย่อมไม่หวังดีกับเธออย่างแน่นอน เธอพยายามติดต่อครูนาวิน และผู้กองอภิสิทธิ์แต่เธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะมือถือของเธอถูกตำรวจยึดไว้เป็หลักฐานเสียแล้ว
เธอหวังว่าครูนาวินจะมาเยี่ยมเยียนส่งข่าวให้เธอได้รู้บ้างแต่กลับกลายเป็ครูจันทร์จิราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้พบและพูดคุยกับเธอ
มีเพียงคุณย่าเท่านั้นที่คอยพูดคุยให้กำลังใจเธอแม้ในยามนี้ เธอจะเป็ผู้บริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่ในใจของเธอยังไม่สงบอยู่ดี
“อย่าคิดอะไรไปเลย ปล่อยๆไปบ้างก็ได้” คุณย่าพยายามปลอบประโลมความรู้สึกของพาฝันเมื่อเห็นว่าหลานรักเอาแต่นั่งหน้าเครียด เมื่อทราบข่าวจากโรงพัก
“จะไม่ให้หนูคิดมากได้ไงหล่ะย่าย่าลองคิดดูสิ เริ่มแรกคนพวกนั้นทำให้หนูเป็คนผิด พอมาวันนี้พวกเขาทำให้หนูไม่ผิดอีก นี่แสดงว่าคนพวกนั้นกำลังเล่นสนุกกับหนูอยู่นะและอีกอย่าง ต่อให้ตำรวจบอกว่าหนูไม่ผิด แต่ตอนนี้จะมีใครสักกี่คนที่เชื่อแบบนั้นคนเราจะฝังหัวอยู่กับความคิดแรกเท่านั้นแหละ”
“ย่าเข้าใจ แต่บางทีคนผูกกับคนแก้อาจจะเป็คนละคนกันอย่างไรเสีย เราก็อย่ารวมทุกเื่ให้เป็เื่เดียวกันหมดสิ”
“คุณย่าหมายความว่ายังไง” พาฝันงงกับคำพูดของย่า
“ย่ารู้ว่ามีคนคิดให้ร้ายหลานแต่ย่าก็รู้เช่นเดียวกันว่า ยังมีคนที่คอยช่วยหลานอยู่เช่นเดียวกัน”
“ย่ากำลังจะบอกว่า เื่นี้มีคนหลายคนอยู่เื้ัอย่างนั้นหรือ”
ย่าไม่ตอบได้แต่ยิ้มให้หลานด้วยความเอ็นดู
พาฝันนั่งคิดอยู่นานคำตอบที่อยู่ในใจของเธอ ก็ยังเป็คำตอบเดิม
คนที่คอยช่วยเหลือเธอก็คงเป็ใครไม่ได้ นอกจากคุณลุงประพาส
แต่ที่เธอสงสัยคือทำไมคุณลุงประพาส จึงต้องพยายามปิดคดีแบบง่ายๆ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นี้มันทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเสียหายเป็อย่างมาก มันจะดีกว่าหากว่าจับฆาตรกรตัวจริงมาลงโทษได้
นี่จึงแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็คนก่อเหตุทั้งหมด คงหนีไม่พ้นลูกชายหัวแก้วแหวนเป็แน่แท้ แต่นี่ยิ่งทำให้พาฝันสงสัยมากขึ้นไปอีก เพราะต่อให้ภาสกรจะแสดงออกว่ารังเกียจเธอมากแค่ไหน แต่เธอก็อ่านใจเขาได้เขาไม่มีทางทำเช่นนั้นกับเธอแน่นอน
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวเธอพยายามสลัดความคิดทั้งหลายทิ้งไป เมื่อได้ยินเสียงรถเก๋งมาจอดอยู่หน้าบ้าน
“น้ากริช” เธอส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจ
คมกริชค่อยๆ ก้าวลงจากรถทันทีที่ประตูบ้านถูกเปิดออก เขาก็ต้องแปลกใจ “นี่หรือสีหน้าของผู้ต้องสงสัยฆ่าคนตาย”
พาฝันไม่ตอบได้แต่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนเข้ามาในบ้าน
“น้ารู้ว่าหนูถูกกักตัวอยู่แบบนี้คงจะน่าเบื่อแย่วันนี้เลยคิดว่าจะมารับหนูไปช่วยงานที่ร้านเหมือนเดิม” คมกริชบอกจุดประสงค์ที่มาในวันนี้
“มันจะดีเหรอค่ะหนูยังถูกกักตัวอยู่นะ”
“อยู่กับน้าแล้วใครจะทำอะไรหนูได้ ไอ้ตำรวจนั่นเหรอมันมารับส่วยที่ร้านทุกเดือน ลองมันกล้าหาเื่หลานของน้าดูสิ” คมกริชบอกให้พาฝันสบายใจ
“แล้ว....”พาฝันพยายามพูดชื่อออกมา
“โอ้ยย ยิ่งไอ้กร ไม่ต้องเป็ห่วงมันไม่กล้าทำอะไรหรอก เชื่อน้าเถอะ” น้ากริชพูดจบลุกขึ้นเดินออกจากบ้านไป “รีบแต่งตัวเข้า น้าไปรอในรถ”
ได้ยินดังนั้นพาฝันรีบลุกขึ้นแต่งหน้าแต่งตัวโดยทันที
ไม่นานหลังจากนั้น คนทั้งสองได้มานั่งอยู่บนรถเก๋งคันงามที่กำลังขับข้าๆ มุ่งหน้าไปสู่แหล่งรวมวัยรุ่นยามค่ำคืน แห่งเดียวของเมืองนี้
“ไปทางนี้ได้มั้ยหนูว่าจะขอดูอะไรหน่อย”
“อยากเจอครูเค้าละสิ” น้ากริชรู้ทัน ทำเอาพาฝันเขินเล็กน้อย
“หนูแค่สงสัย ว่าทำไมเขาถึงไม่มาหาหนูเลย” พาฝันแก้ตัว
“ทำไมเขาต้องมาหาหนูละหรือว่ามีอะไรกัน” คมกริชเริ่มสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกเขาเป็ครูประจำชั้น น่าจะมาเยี่ยมกันบ้าง นี่กลับส่งครูจันจิรามาแทนแบบนี้มันน่าสงสัย”
คมกริชจ้องหันมามองหน้าหลานสาวของตัวเองเห็นได้ชัดว่า เธอไม่ได้พูดความจริงออกมา ถึงแม้เขาจะสงสัย แต่ไม่ได้ซักต่อเพราะบางที การปล่อยให้เธอหาความสุขให้ตัวเองบ้าง มันก็จะดีไม่น้อย
คมกริชเลี้ยวรถไปตามทางที่พาฝันบอกขับไปได้ไม่นาน สิ่งที่พวกเขาคิดไว้ก็ปรากฏขึ้น ภาพเบื้องหน้าที่ไม่ไกลมากนักเป็รถมอเตอร์ไซด์คันเก่า ที่คนขับอย่างช้าๆเหมือนไม่อยากให้ตัวเองไปถึงจุดหมาย ไม่นานักคมกริชก็ขับไล่ได้ทันเขารู้ว่าหลานสาวของตัวเอง้าอะไร จึงชะลอความเร็วลง นาวินใเล็กน้อยที่รถคันนี้ขับมาคู่กับเขาแต่เมื่อพาฝันกดกระจกด้านข้างลง ใบหน้าที่เขาอยากเห็นมากที่สุดก็ปรากฏขึ้นทำให้เขายิ้มออกมาด้วยความดีใจ
ไม่ทันได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาคมกริชเหยียบคันเร่งสุดแรง ทำให้รเก๋งของเขาแซงมอเตอร์ไซด์ของนาวินไปอย่างรวดเร็ว พาฝันหันมาส่งรอยยิ้มแทนคำขอบคุณของเธอคมกริชไม่หันมามองด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยิ้มตอบกลับมา ทั้งๆที่จ้องไปบนท้องถนนเบื้องหน้าไม่กระพริบตา
.................................
“แกคิดว่าแกกำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธของคุณประภาสแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เขาเริ่มหมดความอดทนกับลูกชายคนนี้แล้ว
“ผมก็บอกคุณพ่อแล้วไงว่าผมไม่ได้ทำ” ภาสกรโต้กลับมาด้วยอารมณ์เช่นกัน
“ถึงไม่ใช่แก ฉันก็รู้ว่าแกรู้ว่าใครเป็คนทำ” คุณประภาสชี้หน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเอง “ถ้าแกยังคุมคนของแกไม่ได้ ฉันว่าแกอย่าบริหารโรงเรียนเลย ทำแบบนี้มีแต่จะสร้างความเสื่อเสียให้กับโรงเรียน”
“ถ้าคิดว่าคนอื่นทำได้ดีกว่าผมก็เอาเลยผมไม่ได้อยากจะทำมันนักหรอก” ภาสกรพูดด้วยความน้อยใจ
“ถ้าแกหัดยอมฟังคนอื่นบ้างแม้แต่ฉันที่เป็พ่อของแก แกก็ยังไม่ฟังเลย” คุณประภาสได้แต่ถอนหายใจ
“ผมบอกไปแล้ว ถ้าคุณพ่อไว้ใจผมก็อย่าเข้ามายุ่งกับโรงเรียนเลย พักผ่อนไปเถอะ แต่ถ้าคุณพ่อไม่ไว้ใจผมผมก็พร้อมจะไป หาคนอื่นมาทำแทนผมได้เลย” ภาสกรยื่นคำขาด
“ฉันแน่ถ้าแกไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของฉัน และถ้าน้องสาวแกไม่ติดใจอยู่เมืองนอก บอกได้เลยแกไม่มีทางมานั่งตรงนี้หรอก” คุณประภาสระบายความในใจ“เอาละ ที่นี้แกฟังพ่อนะ ทุกอย่างที่สร้างมา ก็เพื่อแก และลูกๆ ของแก จงทำมันให้ดี ก็ได้ถ้าแกไม่อยากให้พ่อเข้าไปยุ่ง ต่อไปพ่อจะไม่ไปยุ่ง แกจะรุ่งเรืองหรือชิบหายมันอยู่ที่แกแล้ว”
“แล้วเื่สองคนนั้นละ” ภาสกรถามเพื่อความแน่ใจ
“ถ้าแกยังอยากได้ทุกอย่างก็อย่าไปยุ่งกับสองคนนั้น เข้าใจมั้ย”
แม้จะไม่ได้ทุกอย่างที่้าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับภาสกร เขารีบออกจากห้องทำงานของคุณประภาสในทันที
ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่เขานั่งมองลูกชายคนโตเดินออกจากห้องไป พร้อมกับเสียงปิดประตูดังโครม หลายครั้งที่เขาต้องถามตัวเองว่าเห็นความดีงามอะไรในลูกคนนี้เขาถึงได้กล้าฝากอนาคตของสิ่งที่เขาใช้ทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมา คำตอบคือ ไม่มีเลย แต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วไม่วันใดก็วันหนึ่ง โรงเรียนแห่งนี้ก็ต้องเปลี่ยนคนมาบริหารอยู่ดีเพียงแต่เขาไม่เคยคิดว่า เ้าลูกชายคนนี้ จะกล้าเขี่ยเขาทิ้ง ทั้งๆ ที่ตัวมันเองยังไม่รู้จักงานบริหารด้วยซ้ำ
“อย่าคิดมากไปเลยเขาต้องทำได้อยู่แล้ว” พิศมัยภรรยาคู่ทุกข์ทีใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายสิบปี เข้ามาตอนไหนไม่รู้ คำพูดของเธอทำให้คุณประภาสส่ายหัว
“คุณนี่เข้าข้างลูกตลอดเลยนะถ้าไม่ใช่เพราะคุณพูดคำนี้กับผมบ่อยๆ ผมคงไม่ยอมวางมือง่ายๆ หรอก”คุณประภาสพูดพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ พร้อมกับถอนหายใจ
“คุณก็ดูสิ ตอนเราอายุรุ่นนี้ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนไหนเข้าใจความคิดของเราเลย แล้วตอนนี้คุณกลับทำแบบนั้นกับลูกอีกปล่อยให้พวกเขาทำไปเถอะ โลกมันไปไกลเกินสำหรับคนรุ่นเราแล้ว”พิศมัยเดินมานั่งลงข้างๆ สามี
“อย่างน้อยๆตอนนั้นพวกเราก็มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคน แต่ดูเ้ากรสิ ไม่ฟังใครเลย ถนนสายนี้เดินคนเดียวไม่ได้หรอก”
“งั้นก็ปล่อยให้เขาสร้างทีมของเขาเองสิเราอย่าไปพาคนโน้นคนนี้มาให้เขา”
“คุณคงหมายถึงครูนาวินสินะ”
พิสมัยพยักหน้ารับ
“มันจะดีมากสำหรับเ้ากรถ้าเขายอมรับครูนาวินคนนี้ แต่ผมคาดไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่ไม่กี่วันสองคนนี้ก็เป็ไม้เบื่อไม้เมากันเสียแล้ว”
“ฉันยังสงสัยอีกอย่าง”
“มีอะไรเหรอ”
“รอบนี้คุณเสียเงินไปเท่าเพื่อทำให้เื่นั้นเป็การฆ่าตัวตาย”
ได้ยินภรรยาถามแบบนี้คุณประภาสถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เขาหันมามองหน้าภรรยาพร้อมกับพูออกไป
“ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเื่นี้เลยนะถึงตอนนี้ ผมยังสงสัยอยู่เลยว่าใครกันที่ไปด่วนให้ตำรวจสรุปสำนวนออกมาแบบนี้”
“อ้าว ฉันนึกว่าเป็คุณซะอีก”
“ผมเปล่า” คุณประภาสย้ำอีกครั้ง