“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาได้อย่างไรขอรับ”
สองบุรุษเพิ่งเปิดประตูบ้านออกก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านยืนอยู่ด้านนอก ยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตู
“มีเรื่องจะมาปรึกษากับพวกเจ้าแม่หนูเป่าจูเล่า?”
หัวหน้าหมู่บ้านลดมือลงโชคดีที่มาถึงเวลานี้ เห็นทั้งสองคนนี้กำลังจะออกไปข้างนอก หากมาช้ากว่านี้อีกนิด ก็อาจจะคลาดกันแล้ว
“พี่หญิงท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาขอรับ!” หมิงเป่าอวี้ร้องเรียกเข้าไปในบ้านก่อนจะหันไปบอกกับหัวหน้าหมู่บ้านว่า “เชิญท่านเข้ามาก่อนเถิดขอรับพี่หญิงอยู่ในบ้าน”
หมิงเป่าอวี้เชิญหัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาข้างในแล้วประคองเขาไปนั่งบนเก้าอี้ ทั้งสี่คนต่างนั่งลง หมิงเป่าจูเห็นสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านก็คาดคะเนว่าเขาคงมีเรื่องสำคัญจะพูด
“แม่หนูเป่าจูข้ามาวันนี้ มีเรื่องหนึ่งอยากจะถามความคิดเห็นของเจ้ากับเป่าอวี้” หัวหน้าหมู่บ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากสีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด”
เรื่องอะไรกันถึงต้องมาถามความเห็นกับเด็กอย่างพวกเขาดูท่าคงไม่พ้นเรื่องของหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อเป็นแน่
“เฮ้อ...”หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ “เรื่องที่เกิดขึ้นที่แม่น้ำชิงหยางวันนี้ข้าได้ยินหมดแล้ว”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ใช่พี่หญิงผลักหวังซื่อนะขอรับ เห็นๆ กันอยู่ว่าหวังซื่อจงใจใส่ร้ายตอนนั้น...” หมิงเป่าอวี้ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ เสียงดังขึ้นเล็กน้อย
เขากลัวว่าหลังจากหมิงเถี่ยจู้กับภรรยาออกไปแล้วจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้าน ใส่ร้ายพี่สาวของเขา หัวหน้าหมู่บ้านจึงมาเอาผิดถึงบ้าน
“เป่าอวี้เจ้าใจเย็นๆ แล้วนั่งลง ฟังท่านหัวหน้าหมู่บ้านพูดให้จบก่อน” หมิงเป่าจูปลอบ
“เจ้าหนูข้ารู้ เจ้าอย่าร้อนใจ เรื่องที่เกิดขึ้นที่ริมแม่น้ำ ข้าสืบมาอย่างชัดเจนแล้วที่มาที่นี่มิใช่จะมาตำหนิพี่สาวของเจ้า” หัวหน้าหมู่บ้านอธิบาย
“คืออย่างนี้เรื่องที่หมิงเถี่ยจู้สารภาพทุกอย่าง ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ความผิดที่เขากระทำตามกฎของหมู่บ้านคือสามารถขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านได้ดังนั้นข้าจึงอยากมาถามความเห็นของพวกเจ้า ว่าต้องการให้ขับไล่ท่านลุง อ้อ ไม่สิหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อออกจากหมู่บ้านหรือไม่”
ตอนชาวบ้านมารายงานเรื่องนี้เขากำลังเล่นหมากรุกกับบุตรชายอยู่ที่บ้านพอดี
ตอนนี้บุตรชายสุขภาพแข็งแรงสามารถแบกรับภาระในบ้านได้เกือบทั้งหมด พวกเขาสองพ่อลูกยังคุยกันอยู่เลยว่าโชคดีที่ตอนนั้นมีท่านหมอเทวดามาช่วยชีวิตเอาไว้ เขาถึงมีโอกาสเกิดใหม่เป็นครั้งที่สอง
บัดนี้ศิษย์ของท่านหมอเทวดาก็เป็นคนดีใจกว้างมีเมตตา ไม่ถือสาเรื่องการกระทำของชาวบ้านที่เคยปฏิบัติต่อนางเมื่อก่อน ใช้คุณธรรมสยบความเกลียดชังรักษาคนป่วยโดยไม่เก็บค่ารักษาแต่อย่างใด
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นเฉียนซื่อภรรยาของเขาก็มาบอกว่า มีชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาที่บ้านบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นที่แม่น้ำชิงหยาง
หลังจากเรียกมาถามอย่างละเอียดจึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องของครอบครัวสกุลหมิงอีกแล้ว
คนที่มารายงานก็เช่นกันหลังจากเห็นทั้งสองคนตกลงมาจากสะพาน ก็รีบวิ่งแจ้นไปหาหัวหน้าหมู่บ้านทันที โดยมิได้เห็นเหตุการณ์ต่อจากนั้น
พอหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินว่าหวังซื่อกับหมิงเป่าจูตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกันก็ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
ไหนเลยจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้หมากรุกหรืออะไรก็ไม่มีใจเล่นต่อแล้ว รีบตามลูกบ้านคนนั้นไปที่เกิดเหตุทันที
พอไปถึงกลับไม่พบสถานการณ์ตามที่อีกฝ่ายเล่ายังนึกว่าคนถูกส่งตัวไปรักษาที่บ้านของหลี่ฟู่กุ้ยแล้ว จึงรีบหมุนตัวกลับเพื่อไปที่บ้านของหลี่ฟู่กุ้ยอีกที
ระหว่างทางบังเอิญเจอกับหลิวเกินกับหลิวอู่สองพี่น้องที่อยู่ในเหตุการณ์พวกเขาเห็นหัวหน้าหมู่บ้านท่าทางรีบร้อน ก็คาดว่าน่าจะมาเพราะเรื่องเมื่อครู่
จึงเข้าไปขวางเอาไว้และเล่าเรื่องราวให้ฟังหัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างที่ผู้ใดก็ยากจะรู้ได้
ไม่คาดคิดว่าหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อสองสามีภรรยาจะใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้ไม่คิดถึงความผูกพันทางสายเลือดแม้แต่น้อย
นั่นคือบุตรของน้องชายแท้ๆของตนเองเชียวนะ!
พวกเขายังกล้าทำเรื่องเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ
“ท่านเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องแบบนี้ท่านควรจะเป็นคนตัดสินใจมิใช่หรือ ไยต้องมาถามพวกเราด้วย”
หลี่ไหวฺอวี้นั่งไขว่ห้างกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาดำสนิทดุจความมืดยามราตรี ราวกับสามารถมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เรื่องนี้...”หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง“อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวสกุลหมิง ย่อมต้องฟังความเห็นของเป่าจูกับเป่าอวี้ด้วย”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขับไล่ออกจากหมู่บ้านไปเลยสิยังจะเก็บคนแบบนี้ไว้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีกหรือไร” หลี่ไหวฺอวี้แค่นเสียงเยาะ
“เจ้าไม่ใช่คนหมู่บ้านนี้และมิใช่คนสกุลหมิง จะตัดสินใจแทบผู้อื่นได้อย่างไร!”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหัวหน้าหมู่บ้านถึงได้โมโหขึ้นมาตบโต๊ะเสียงดัง
ทั้งสองต่างจ้องหน้ากันอย่างโกรธกริ้วบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ท่านตัดสินใจเองเถิดเจ้าค่ะ ข้ากับเป่าอวี้ไม่มีความเห็นอันใด”
หมิงเป่าจูเอ่ยปากทำลายความเงียบลงสีหน้าค่อนข้างเรียบเฉย แต่คำพูดของนางยังคงไว้หน้าหัวหน้าหมู่บ้านอย่างมาก
“พี่หญิง!”หมิงเป่าอวี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวถึงพูดไปเยี่ยงนั้น ไฉนไม่บอกให้ขับไล่หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อไปเสียเลย
หมิงเป่าจูส่ายหน้าให้หมิงเป่าอวี้เป็นเชิงห้ามไม่ให้อีกฝ่ายพูด จากนั้นก็ส่งสายตาไปที่หลี่ไหวฺอวี้บอกเป็นนัยว่าอย่าพูดอะไรทั้งนั้น
ความหมายของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นชัดเจนอยู่แล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมานานหลายปี ยังคงรำลึกถึงน้ำใจไมตรีที่แสนจะจืดจางส่วนหนึ่งอยู่หรือว่ามีเรื่องปกปิดอย่างอื่น
สรุปแล้วการที่เขายังมาถามเช่นนี้ แสดงว่าไม่คิดจะขับไล่หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อไป
มิเช่นนั้นแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านเช่นเขาจะตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ได้เชียวหรือการที่เขามาถามนาง ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน แต่ก็ถือว่าให้เกียรตินางอย่างมากแล้ว
หลี่ไหวฺอวี้มองนางแวบหนึ่งแม้จะมีความผิดหวังไม่ได้ดังใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกอย่างเห็นได้ชัดสีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงขอโทษ “แม่หนูเป่าจู คือว่า...หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่ออยู่ในหมู่บ้านเรามานานหลายปีถึงอย่างไรก็เคยทำคุณประโยชน์เอาไว้บ้าง ในเมื่อเจ้าไม่ถือสา เช่นนั้นก็ให้โอกาสพวกเขากลับตัวกลับใจให้พวกเขาอยู่ต่อไป เป็นอย่างไร”
หมิงเป่าอวี้หายใจฟืดฟาดอยากถามสักคำว่า พวกเขาเคยทำคุณประโยชน์อันใด จะหาข้ออ้างก็ให้มันสมเหตุสมผลหน่อย!
ยังอยากจะถามอีกว่าดูจากตรงไหนว่าพี่สาวไม่ถือสา!
แต่พี่สาวยังคงมองมาที่เขาปรามด้วยสายตา ถึงแม้จะโกรธจนหน้าอกกระเพื่อม เส้นเลือดที่คอปูดโปนแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
พี่สาวทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของนาง เขาเพียงเชื่อฟังทุกอย่างก็พอ
“ได้”หมิงเป่าจูพยักหน้า ไม่อยากพูดเกินไปกว่านี้สักคำ
หัวหน้าหมู่บ้านเผยรอยยิ้มอย่างโล่งใจ“แม่หนูเป่าจูโตแล้ว รู้ความแล้วจริงๆ เอาล่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ต้องแวะไปอบรมสั่งสอนสามีภรรยาคู่นั้นเสียหน่อย!”
พูดจบก็จับไม้เท้าลุกขึ้นเดินออกไป
ความจริงแล้วหัวหน้าหมู่บ้านไม่สบายใจเลยสักนิดรู้สึกผิดต่อหมิงเป่าจูกับหมิงเป่าอวี้เป็นอย่างมาก
แต่เขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านย่อมต้องคำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก ที่ทำเช่นนี้ ก็เพราะจนปัญญา
“ปกติท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็อยู่ข้างพวกเรามาโดยตลอดเหตุใดตอนนี้หมิงเถี่ยจู้สารภาพความจริง กลับกลายเป็นเข้าข้างพวกนั้นไปได้!”หลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านออกจากประตูบ้านไปแล้ว หมิงเป่าอวี้ก็บ่นด้วยความไม่พอใจ
หมิงเป่าจูมองตามหลังหัวหน้าหมู่บ้านไปนางก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อีกไม่ช้านางก็จะรู้เอง
“เด็กโง่เป่าอวี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าในราชวงศ์ของเรามีนโยบายทางการเมืองข้อหนึ่งหากครอบครัวใดมีบุตรชาย ตั้งแต่อายุสิบห้าปีจนถึงอายุยี่สิบแปดปีบริบูรณ์จะได้รับเงินหนึ่งตำลึงทุกปี”
หลี่ไหวฺอวี้ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงแต่เปลี่ยนข้างไขว่ห้างเท่านั้น ถึงแม้ว่าคำพูดจะกล่าวกับหมิงเป่าอวี้แต่สายตากลับจดจ้องสีหน้าของหมิงเป่าจูตลอดเวลา
“ดีถึงเพียงนี้เชียว?”ว่าแต่เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องที่เขาพูดเมื่อครู่อย่างไร
“นโยบายบัดซบ!”หมิงเป่าจูหลุบสายตาลงต่ำ พลางสบถออกมาเบาๆ