ไทเฮาที่ยังเยาว์ประทับในพระตำหนักอันวิจิตรงดงามแต่พระทัยกลับว้าวุ่น
พระหัตถ์ลูบคลำผ่านลูกประคำอย่างรวดเร็วและพระพักตร์งดงามหมดจดปรากฏร่องรอยแห่งความกังวล แม้จะเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่สุดในต้าฉีแต่นางกลับไม่สามารถสงบจิตใจได้เลย
แม้จะหันมาเริ่มไหว้พระสวดมนตร์ก็ไม่อาจคลายความกังวลในใจของนางได้เลย
ในที่สุดนางกำนัลก็กลับมาด้วยกลัวว่าเจิ้งซูเหวินจะรออย่างร้อนรน จึงรีบทูลถวายรายงาน “กราบทูลไทเฮา บ่าวเห็นด้วยตาตนเองว่าฝ่าบาทเลิกประชุมเช้าเพคะพระองค์เสด็จไปห้องทรงพระอักษรแล้ว พระนางโปรดวางพระทัยเถิด อย่างไรฝ่าบาทก็ยังรีบเสด็จกลับมานะเพคะ”
เจิ้งซูเหวินหลับตาลงรู้สึกราวกับหินก้อนใหญ่ในใจหล่นลงไปเสียที พลางนึกบทสวดในใจแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
นางเกือบคิดว่าหลี่จิ่งหนานโมโหจนจากไปโดยไม่บอกอีกแล้ว
ถึงแม้หลี่จิ่งหนานจะบอกกล่าวกับนางก่อนออกจากวังและยังนำทหารองครักษ์ติดตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก แต่ในใจของนางก็ยังหวาดหวั่น กลัวว่าเด็กคนนี้จะทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนครั้งก่อน!
และแล้วก็เป็นจริงดังคาดบอกชัดเจนว่าแค่ไปเดินเล่นในเมือง แต่กลับไม่กลับมาจนกระทั่งรุ่งเช้า! หากคืนนั้นนางไม่ส่งคนไปถวายของว่างมื้อดึกเกรงว่าจะถูกปิดหูปิดตาไม่ได้รับรู้สิ่งใด!
เจิ้งซูเหวินรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าที่จะเอะอะโวยวาย และต้องกังวลตลอดทั้งคืน!
โชคดีที่หลี่จิ่งหนานยังแยกแยะลำดับความสำคัญได้และไปร่วมประชุมเช้าที่ท้องพระโรง หากไม่ใช่เช่นนั้น เกรงว่าตอนนี้อาจจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาเขา!
เจิ้งซูเหวินลุกขึ้นสีหน้าเศร้าหมอง “ไปเถอะ ตามข้าไปห้องทรงพระอักษร”
นางต้องสอนโอรสของนางให้ดีในฐานะฮ่องเต้ เหตุใดถึงได้ดื้อรั้นเช่นนี้กันนะ?!
ไทเฮาเดินทางไปถึงห้องทรงพระอักษรแต่กลับไม่พบหลี่จิ่งหนาน
“ฝ่าบาทอยู่ที่ใด?”เจิ้งซูเหวินถามขันทีติดตามของหลี่จิ่งหนานนามว่า เสี่ยวโต้วจื่อ
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงตอบเสียงเบา “ทูลไทเฮา ทรงพักผ่อนอยู่ในห้องอบอุ่นด้านหลังพ่ะย่ะค่ะ”
เจิ้งซูเหวินเบิกตะลึงจนเบิกตากว้าง“เขา...พักผ่อนแล้วหรือ?”
วิ่งมานอนในห้องทรงพระอักษร?
เสี่ยวโต้วจื่อตอบว่า“ฝ่าบาททรงตรวจฎีกาอยู่ครู่หนึ่งก็ทนความง่วงไม่ไหว จึงตรัสว่าขอพักผ่อนสักครู่แล้วค่อยอ่านต่อและยังประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรพ่ะย่ะค่ะ...”
คำอธิบายนี้สมเหตุสมผลดีเจิ้งซูเหวินจึงไม่ติดใจสงสัย
“เมื่อวานฝ่าบาทเสด็จไปที่ใดแล้วกลับมาเมื่อใด?” นางถามเสี่ยวโต้วจื่อ
เสี่ยวโต้วจื่อรายงานตามที่หลี่จิ่งหนานสั่งไว้ว่า“เมื่อวานฝ่าบาทเสด็จไปต้อนรับแม่ทัพใหญ่ฟู่ถิงเย่ หลังจากนั้นได้หารือกันเรื่องการค้าขายกับแคว้นหนานจ้าวเพิ่งเสด็จกลับวังยามอู่ [1] ...”
“บังอาจนัก! กล้ากล่าววาจาเท็จ!”เจิ้งซูเหวินมีสีหน้าโมโหและกล่าวตำหนิ “เมื่อคืนฝ่าบาทไม่ได้เสด็จกลับวังเลย! เจ้าช่างกล้านักสอนให้ฝ่าบาทประทับแรมอยู่นอกวัง เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?!”
เสี่ยวโต้วจื่อหวาดกลัวจนคุกเข่าลงหมอบกราบลงกับพื้น “บ่าวไม่กล้า! ไทเฮาทรงโปรดอภัยด้วย!”
“เสด็จแม่...”
ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดหลี่จิ่งหนานก็ขยี้ตา เดินออกมาจากห้องอบอุ่นด้านหลังของห้องทรงพระอักษร
“เสด็จแม่ ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?”หลี่จิ่งหนานหาวออกมา เห็นได้ชัดว่ายังนอนไม่เต็มอิ่ม
“ฝ่าบาท!” เจิ้งซูเหวินมองหลี่จิ่งหนานด้วยสายตาผิดหวัง
นางกำลังจะอธิบายผลของการกระทำตามอำเภอใจนี้กับหลี่จิ่งหนานแต่หลี่จิ่งหนานก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงปรบมือเข้าหากันแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“อ้อ! เสด็จแม่เสด็จมาได้เวลาพอดี ลูกมีของขวัญมอบให้ท่านด้วย!”
เจิ้งซูเหวินมีสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ฝ่าบาทมีน้ำพระทัยเหลือเกิน เสด็จออกไปนอกวังแต่ก็ไม่ลืมนำของขวัญมาด้วย”
ในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยการเหน็บแนมว่าการที่หลี่จิ่งหนานออกนอกวังไม่ได้เป็นไปเพื่อปรึกษากิจการบ้านเมือง แต่เป็นไปเพื่อความสนุกสนาน
หลี่จิ่งหนานสนใจแต่ของขวัญไม่ได้ฟังความหมายแฝงในคำพูดของเจิ้งซูเหวิน เขายกกระจกที่หวาชิงเสวี่ยให้ขึ้นมาอย่างยินดี
“เสด็จแม่ ลองส่องดูสิท่านชอบหรือไม่? มีทั้งทอง เงิน หยก...อ่า! ลูกเห็นว่าอันที่มีรูปดอกโบตั๋นดูเป็นสิริมงคลเหมาะสมกับเสด็จแม่ที่สุด!”
ตอนแรกเห็นเจิ้งซูเหวินชะงักไปจากนั้นก็ตกตะลึงจนเบิกตากว้าง
แม้ว่านางจะมีความรู้และประสบการณ์กว้างขวางแต่ก็ยังต้องตกตะลึงกับกระจกที่ใสจนเห็นชัดเจนเช่นนี้!
พอตกใจ ก็ลืมความขุ่นเคืองเมื่อครู่ไปแล้วนางถือกระจกแบบมือจับที่มีขอบประดับด้วยหยกพลิกไปพลิกมา ยิ่งทอดสายตามองก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง!
“นี่...ทำขึ้นมาได้อย่างไร?ช่างละเอียดราวกับจะมองเห็นเส้นขน...”
“ซือปิงฟูเหรินติดตามแม่ทัพฟู่มายังเซิ่งจิงด้วยนี่เป็นของขวัญที่นางนำมาให้เจิ้น” หลี่จิ่งหนานกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “เจิ้นคิดว่าจะมอบกระจกสองบานให้กับทูตของแคว้นต้าเหลียวในวันพรุ่งนี้ให้พวกนั้นได้เห็นกับตาบ้าง”
เจิ้งซูเหวินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน“ฝ่าบาทควรกระทำการอย่างรอบคอบ ไม่ว่าเรื่องใดต้องปรึกษากับท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วเสียก่อนห้ามตัดสินใจเองโดยพลการเด็ดขาด และห้ามตัดสินใจเพราะความหุนหันพลันแล่น”
หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้วคำพูดเช่นนี้เขาได้ฟังจนเบื่อแล้ว ราวกับว่าไม่ว่าจะทำอะไร ในสายตาของไทเฮาก็ถือว่าเป็นเรื่องหุนหันพลันแล่นไปหมด
“เจิ้นเข้าใจแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา“ทำให้เสด็จแม่ทรงเป็นกังวล เป็นความผิดของลูกเอง”
เจิ้งซูเหวินทอดสายตามองฎีกาที่กองเป็นภูเขาอยู่บนโต๊ะหนังสือแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ฝ่าบาททรงอ่านต่อเถิด แม่จะไม่รบกวนแล้ว อีกสักประเดี๋ยวจะให้คนนำน้ำแกงมาถวายอย่าหักโหมเกินไปจนร่างกายอ่อนล้า”
หลี่จิ่งหนานตอบรับอย่างนอบน้อม“ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่เป็นห่วง”
เจิ้งซูเหวินพอใจแล้วพยักหน้าจากนั้นก็นำหน้าเหล่านางกำนัลติดตามออกไป
หลี่จิ่งหนานมองตามเจิ้งซูเหวินจนลับสายตาแล้วยิ้มมุมปากอย่างไม่แยแส
เสี่ยวโต้วจื่อลุกขึ้นจากพื้นจัดฎีกาบนโต๊ะหนังสือให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจัดเตรียมพู่กันและหมึก
“พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้ว”หลี่จิ่งหนานมองด้วยสายตาบอกว่ารำคาญ “อ่านพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร?พวกเขาจัดการมาให้หมดแล้ว ข้าแค่ต้องอนุมัติให้ผ่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้จะอ่านหรือไม่อ่านมีอะไรแตกต่าง?”
เสี่ยวโต้วจื่อลังเลเล็กน้อยสุดท้ายก็วางพู่กันหมึกในมือลง
“ไป ไปเล่นกับหวาชิงเสวี่ยกัน!”หลี่จิ่งหนานยกยิ้ม คิ้วขยับขึ้นและสีหน้าสดใส “ข้ารู้เคล็ดลับของเกมเรียงห้าแล้ว!คราวนี้ต้องเอาชนะนางให้ได้!”
เสี่ยวโต้วจื่อลังเลก่อนจะเอ่ยว่า“ฝ่าบาท อีกสักพักท่านราชครูก็จะมาถวายการสอนแล้ว ตอนบ่ายยังมีเรียนขี่ม้า...”
เมื่อหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกท้อแท้
เมื่อวานเขาขอลาหยุดไปหนึ่งวันแล้ววันนี้ห้ามขอลาอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกขุนนางแก่ๆ เหล่านั้นจะพูดว่าเขายังเด็กและขาดประสบการณ์เอาแต่เล่นจนไม่สนใจกิจการบ้านเมือง
“ต้องไปฟังตาแก่คนนั้นพูดพล่ามอีกแล้ว...”หลี่จิ่งหนานบ่น “เอาล่ะ รีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าเร็ว อีกเดี๋ยวต้องไปเรียนแล้ว”
เสี่ยวโต้วจื่อพยักหน้าตอบรับแล้วเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หลี่จิ่งหนาน
หลี่จิ่งหนานสั่งอีกครั้งว่า“เดี๋ยวเอากระจกทั้งหมดออกมาเช็ดให้สะอาดด้วยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
...
ผลการเรียนของหลี่จิ่งหนานดีมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นความรู้ศาสตร์ทั้งสี่ด้าน คือ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ บทกวี และงานเขียนไปจนถึงทักษะขี่ม้าหรือศิลปะการต่อสู้ ถือว่ายอดเยี่ยมกว่ามากเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน
แต่เขาเป็นโอรสสวรรค์แม้จะฉลาดเฉลียวและมีความเป็นผู้ใหญ่ คนรอบข้างก็ยังมองว่าเป็นเรื่องสมควร
ดังนั้น ต่อให้มีผลการเรียนดีก็ไม่ได้รับรางวัลแต่ถ้าหากมีข้อบกพร่องหรือทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย มันก็จะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่าเพื่อรับการอบรมสั่งสอน
คนนั้นจะให้เขาบำเพ็ญตนฝึกฝนจิตใจคนนี้จะให้เขาระงับความเย่อหยิ่ง เขาเป็นถึงฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ แต่กลับต้องรู้สึกเหมือนใครๆก็มีสิทธิ์มาสั่งสอนได้เสียอย่างนั้น เรื่องเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่ปกติ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
หลี่จิ่งหนานอดทนฟังคำสอนที่เหมือนกล่อมให้นอนหลับของท่านราชครูจนจบแล้วกลับมายังพระตำหนัก
ด้านนอกทางเดินมีเหล่านางกำนัลและขันทีคุกเข่าอยู่เป็นแถว
ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่จิ่งหนานมีสีหน้ามืดครึ้มเขาสาวเท้าเข้าไปในห้องอย่างเร็ว พอเข้าไปเห็นเศษกระจกหลายชิ้นบนโต๊ะ ความโมโหก็ปะทุขึ้นมาทันที!
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”หลี่จิ่งหนานถีบขันทีที่อยู่ใกล้ที่สุด “เจ้าพวกไร้ประโยชน์! เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำให้ดีไม่ได้!”
“ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย!ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย!” เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบลงไปกับพื้นเป็นแถบ
มีคนกลัวว่าตนจะโดนลูกหลงจึงชี้นิ้วไปทางขันทีคนหนึ่ง แล้วตะโกนว่า “เป็นจ้าวซีที่ทำกระจกแตกพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีชื่อจ้าวซีมีสีหน้าซีดเผือดหมอบกราบลงกับพื้นขอความเมตตา “ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย! บ่าวเผลอทำหลุดมือ! บ่าวไม่ได้ตั้งใจ!...”
“เจ้าโง่!” หลี่จิ่งหนานถีบไปเต็มแรง!
แม้จะอยู่ในวัยเยาว์แต่ก็ได้รับการฝึกฝนด้านวรยุทธ์มาตั้งแต่เล็ก มือและเท้าจึงมีกำลังมาก ทันทีที่ออกแรงถีบขันทีคนนั้นกลิ้งไปหนึ่งตลบ!
“ลากออกไปตัดหัว!” หลี่จิ่งหนานตะโกน
ผู้คนในห้องสะดุ้งโหยงหน้าซีดตัวสั่นกันทั้งแถบ
“ฝ่าบาทโปรดคลายโทสะ...”เสี่ยวโต้วจื่อพยายามเกลี้ยกล่อม แต่หลี่จิ่งหนานหันกลับมามองด้วยสายตาโกรธเคือง ดวงตาสีดำนั้นเต็มไปด้วยโทสะ!
เสี่ยวโต้วจื่อสั่นเทาวาจาที่ออกจากปากพลันเปลี่ยนเป็น “ฝ่าบาทโปรดคลายโทสะ บ่าวรับใช้เหล่านี้สมควรตาย ถ้าหากท่านอัครมหาเสนาบดีหรือไทเฮาทราบเรื่อง...เกรงว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก”
เมื่อหลี่จิ่งหนานนึกถึงข้อจำกัดของตนสีหน้าก็ยิ่งดำมืด
พวกขันทีและนางกำนัลที่รับใช้ในวังของเขามีไม่กี่คนที่ใสสะอาด ทุกคนล้วนมีเจ้านายอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น
วันนี้หากเขาลงโทษข้ารับใช้ตามอำเภอใจไม่เกินชั่วยาม เรื่องราวก็จะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว!
“ลากออกไป โบยห้าสิบไม้!”หลี่จิ่งหนานมองขันทีและนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความโกรธ “คนที่เหลือทั้งหมดจับขังให้หมด!”
ไม้ที่ใช้โบยตี เป็นไม้เนื้อแข็งยาวหนึ่งจั้งเมื่อโบยไปห้าสิบไม้ จะต้องมีคนตายหรือพิการแน่นอน
แม้จะรู้ว่าอย่างไรก็ถึงตายเสี่ยวโต้วจื่อก็ไม่กล้าทูลทัดทานอีก ทำได้เพียงมองจ้าวซีถูกทหารองครักษ์ลากออกไป...
หากกล่าวถึงเรื่องนี้ตอนแรกที่เขาถูกส่งมาอยู่ในวังเพื่อรับใช้ฮ่องเต้ จ้าวซีคนนี้เคยรังแกเขามาก่อน เพราะเขาพูดน้อยตัวเล็ก และหน้าตาไม่ฉลาด จ้าวซีจึงมักจะจงใจสั่งให้เขาทำงานที่สกปรกและเหนื่อยยากเสมอ
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นจ้าวซีถูกลากออกไปเสี่ยวโต้วจื่อกลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลย กลับรู้สึกว่ากระต่ายตายจิ้งจอกก็เศร้าไปด้วย...[2]
หลี่จิ่งหนานเดินไปที่โต๊ะด้วยสีหน้ามืดครึ้มเขาหยิบเศษกระจกบนนั้นขึ้นมา และพยายามจะต่อกลับให้เป็นเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าจะต่ออย่างไรระหว่างชิ้นส่วนก็ยังมีรอยร้าวเส้นยาวที่ดูแล้วขัดตา!
อารมณ์ของเขาย่ำแย่สุดๆ!
“คนซุ่มซ่ามแบบนั้นเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรไม่ใช่หรือ?!” หลี่จิ่งหนานกล่าวอย่างเหี้ยมโหด“บอกคนลงทัณฑ์ด้วย หากตายก็แล้วไป แต่ถ้ายังรอด ก็ตัดนิ้วมันเสีย!”
เสี่ยวโต้วจื่อใจหายใจคว่ำก้มหน้าลงต่ำเพื่อปิดบังความตื่นตระหนก “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท...”
“เปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าจะออกจากวัง”หลี่จิ่งหนานก้าวไปด้านในด้วยความหงุดหงิด
เสี่ยวโต้วจื่อเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตามหลี่จิ่งหนานไป
...
เวลาที่หลี่จิ่งหนานรู้สึกหงุดหงิดจะมีที่ไปเพียงที่เดียว นั่นก็คือไปหาหวาชิงเสวี่ย
ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยกำลังวุ่นอยู่กับงานนางใช้กรรไกร ตัดไปตามเส้นที่วาดไว้บนกระดาษทีละเล็กทีละน้อย
นางได้ยินเสียงฝีเท้าจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหลี่จิ่งหนานและเสี่ยวโต้วจื่อ
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความประหลาดใจว่า“ฝ่าบาทออกจากวังตามใจชอบได้ด้วยหรือ?”
“ข้าเป็นฮ่องเต้แล้วทำไมจะไม่ได้?” หลี่จิ่งหนานเข้ามาดูของในมือนาง แล้วถามด้วยความสงสัยว่า“นี่อะไรหรือ?”
“อ้อ...นี่เรียกว่าเกมเศรษฐีข้ากำลังเตรียมทำเอาไว้เล่นกับเจ้า แต่ข้าวาดรูปไม่สวย หน้าบัตรก็เลยยังทำไม่เสร็จ...”
“ไม่เห็นจะยากเลย ไปหาช่างวาดภาพมาสิ!”หลี่จิ่งหนานเสนอความคิด
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า“ทำเองสิถึงจะสนุก”
เมื่อนางพูดจบก็มองไปที่หลี่จิ่งหนานแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ แล้วเจ้าวาดรูปเป็นหรือไม่?”
——————————————————————
[1]ยามอู่(午时)ช่วงเวลาระหว่าง11:00 น. – 13:00 น.
[2]กระต่ายตายจิ้งจอกก็เศร้าไปด้วย(兔死狐悲)เปรียบเปรยว่าในหมู่สัตว์เดรัจฉานย่อมเห็นใจซึ่งกันและกัน ใช้อธิบายความสัมพันธ์ที่เหมือนจะเกลียดกันแต่ถ้ามีคนใดคนหนึ่งตายไปก็อดที่จะเศร้าเสียใจไม่ได้