กลิ่นหอมของเครื่องเทศ โชยลอดผ่านบานประตูที่ถูกแง้มไว้ครึ่งบาน ปลุกร่างของคนที่นอนหลับใหลให้ตื่นจากภวังค์ ภู่กันต์ยันตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขาใช้มือกุม คลึงนวดเบาๆที่ขมับทั้งสองข้าง
“โอ๊ย ปวดหัวฉิบ” อาการปวดที่หัวยังไม่ทันเคลียร์ ก็ต้องรับมือกับอาการมวนท้อง ผะอืดผะอม จนหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นเรื่องปกติของนักร้องกลางคืนอย่างภูกันต์ที่หนีไม่พ้นเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์ แต่เมื่อคืนไม่รู้ว่าดื่มไปมากเท่าไหร่ ถึงสามารถล้มเจ้าของฉายานักดื่มคอทองแดงอย่างภู่กันต์ลงได้ เขาสาวเท้ายาวๆพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงเดินตามกลิ่นเสบียงเพื่อเติมพลัง
“OK ครับ สายๆผมเข้าไป” ธันวาเสิร์ฟชุดอาหารแก้เมาค้างที่ประกอบไปด้วยไข่ต้ม และขนมปัง ขึ้นโต๊ะอาหารเมื่อคนที่พึงฟื้นเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง
“น้ำส้มคั้น แก้แฮงค์” เป็นเครื่องดื่มแก้แฮงค์แบบบ้านๆที่มีวิตามินซีช่วยลดอาการเวียนหัว และยังช่วยชดเชยภาวะขาดน้ำหลังการดื่มหนักได้ด้วย ภู่กันต์รับเอาแก้วน้ำส้มมาดื่มจนเกลี้ยงในอึกเดียว
“อ้า สดชื่นสุดๆ” เย็นจี๊ดขึ้นสมองให้ความรู้สึกโล่งปลอดโปร่ง
“แล้วมู๋ธันไม่กินหรอ” ที่ถามเพราะเห็นอาหารเพียงชุดเดียว
“จิบกาแฟกับขนมปังไปแล้วล่ะ” ซึ่งมื้อเช้าของธันวาในทุกๆวันก็มีเพียงแค่นั้น
“ยิ้มอะไรของนาย” ธันวาถามขึ้นเมื่อเห็นอีกคนยิ้มกริ่ม สายตามีเลศนัย
“ก็ ผ้ากันเปื้อนเป็ดน้อยมันน่ารักดี เหมาะกับมู๋ธันนะ” นาทีนี้ไม่ว่าอีกคนจะทะอะไรก็น่าดูไปหมด
“น่ารักกับผีสิ คงมีแต่นายที่กล้าซื้อมาใช้” ธันวารีบปลดผ้ากันเปื้อนออกเดินหนีไปอีกทางด้วยท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ภู่กันต์เอนตัวลงนอนเหยียดขายาวบนโซฟา หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้วก็นอนเอาแรงปล่อยให้ระบบย่อยอาหารทำงานให้เต็มที่
“จะไปไหนอ่ะ” ชายหนุ่มร่างใหญ่เอ่ยถามเมื่ออีกคนพลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดลำรอง
“นิติคอนโดโทรมา ก็เลยจะเข้าไปดูหน่อย เผื่อมีอะไรขาดเหลือ”
“อ้อ แล้วนายก็พักผ่อนอยู่บ้านดีๆนะ อย่าก่อเรื่องให้ฉันต้องวุ่นวายเหมือนเมื่อคืนอีก”
“คร๊าบ” เขารับคำกับอีกคนที่วันนี้ดูจะพูดมากกว่าปกติ คอยสั่งการโน่นนี้ จนผิดวิสัย แต่ก่อนสนทนากันไม่กี่ประโยค ถามคำตอบคำ บางครั้งตีมึนเงียบไปดื้อๆก็มี เป็นเขาเองเสียมากกว่าที่ชอบจอแจกับธันวา จนบางทีก็แอบคิดว่าที่เขาไม่ค่อยพูดอะไร เป็นเพราะรำคาญหรือเปล่า แต่ก็ใช่ว่าจะหยุดความจุ้นจ้านของเขาได้ ยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน ถึงขั้นประกาศต่อหน้าผู้คนในโรงเรียน ห้ามใครยุ่งกับมู๋ธันนอกจากเขาคนดียว แม้แต่ชื่อมู๋ธันที่เขาเป็นคนตั้งก็ห้ามใครเรียกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นจะต้องเจอดีกับขาใหญ่ประจำโรงเรียนอย่างเขาแน่นอน ความเกเรของ
ภู่กันต์เป็นที่กล่าวขานในระดับหนึ่ง แต่ใช่ว่าจะก่อกวนไปกับทุกคน เขาจะเอาเรื่องเฉพาะกับคนที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของเขาเท่านั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมู๋ธันทั้งนั้น ซึ่งเป็นแค่เรื่องเดียวที่สามารถเรียกร้องความสนใจจากมู๋ธันได้ สำหรับธันวานั้นจะว่าดีไหมก็ดีอยู่หรอก นอกจากสายตาแล้วแม้แต่คำนินทราหรือพูดถึงก็ไม่เคยเล็ดลอดเข้าหูให้ได้ยิน ต่างจากแต่ก่อนตอนเข้าเรียนใหม่ๆ ความน่ารักที่โดดเด่นและดึงดูดเป็นที่สนใจของเพื่อนๆและรุ่นพี่ มันก็เป็นเรื่องที่ดีหากแต่โรงเรียนที่ธันวาศึกษาอยู่ไม่ใช่โรงเรียนชายล้วน บรรดาคนที่เข้าหาไม้รู้ว่าเข้ามาเพื่อผูกมิตรหรือเพื่อจุดประสงค์อื่น
และที่ภู่กันต์จบมัธยมปลายมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือจากธันวานั่นแหละ ความจุ้นจ้านทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ‘มันเพราะอะไรกันนะที่ทำให้เป็นแบบนั้น’ เพราะมีเวลาว่างทำให้ภู่กันต์หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา เขาไม่เคยใส่ใจอะไรแค่ทำตามความรู้สึกเท่านั้น มันคือมิตรภาพระหว่างเพื่อนจริงๆนะหรอ
“อีกไม่นานมู๋ธันก็จะย้ายออกแล้วสินะ ยังงี้ก็เหงาแย่” ภู่กันต์ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผาก ในบ้านหลังเล็กๆ ที่ตอนนี้ดูจะกว้างใหญ่เกินไปสำหรับเขา
เย็นวันนั้น ธันวากลับจากทำธุระข้างนอก ภู่กันต์นั่งดูทีวีที่โซฟา หูก็คอยฟังเสียงการเคลื่อนไหวของธันวาที่อยู่ในห้อง
“เก็บของเสร็จแล้วหรอ” ภู่กันต์รีบเอ่ยถามเมื่ออีกคนเดินพ้นประตูห้องด้วยสภาพเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“อื้อ”
“แต่ยังไม่ย้ายหรอก จะอยู่เป็นเพื่อนนายอีกสักสองสามวัน” เมื่อเห็นอาการหน้าจ๋อยของภู่กันต์ก็อดสงสารไม่ได้ กลัวจะปล่อยตัวเละเทะเหมือนเมื่อคืนอีก
“ทำไมอ่ะ ห่วงผมหรอ ผมไม่เป็นไร ผมพร้อมแล้ว” ภู่กันต์ยันตัวลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆเจ้าตัว
“นั่นอะไร” ธันวาถามพร้อมกับชี้นิ้วไปที่กระเป๋าสีดำนั่น
“ก็ เสื้อผ้าแล้วก็ของใช้ส่วนตัวของผมไง ผม จะ ไป อยู่ กับ มู๋ ธัน” ภู่กันต์ให้ความกระจ่างแก่ธันวาพร้อมกับเน้นคำที่หลังประโยคคำตอบ
“นะ ผมอยู่คนเดียวไม่ได้ มองไปทางไหนก็มีแต่ความทรงจำเก่าๆ ในห้องนอน ห้องน้ำ แม้แต่ห้องครัว ก็เจอแต่หน้าเขาคนนั้น ถ้ายังเป็นยังงี้อยู่ผมจะลืมได้ไง” เขารีบอธิบายถึงสาเหตุ ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เมื่ออีกผ่ายมีสีหน้าฉงน ใช่ว่าอยากจะสร้างความวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน แค่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่จริงๆแล้วเพราะความรู้สึกลึกๆเริ่มก่อตัวขึ้น เข้ามาแทนที่ความรู้สึกเจ็บ เมื่อเป็นแบบนี้เขาจึงอยากอยู่ใกล้แค่ได้เห็นหน้าอึนๆแล้วรู้สึกดี
“อื้อ เดี๋ยวฉันเก็บของอีกหน่อย งั้นก็ย้ายเย็นนี้เลยแล้วกัน” ธันวาวางแก้วน้ำที่อยู่ในมือลงเมื้อดื่มเสร็จ แล้วปลีกตัวเข้าห้องจัดของต่อ ข้าวของที่มีก็ใช่ว่าจะเยอะมากมายอะไร ตอนที่มาก็มีแค่กระเป๋าใบเดียวอาจจะมีซื้อเพิ่มนิดหน่อยแต่ก็ไม่ต้องใช้เวลาตะเตรียมนานขนาดนี้ แต่เวลาที่ใช้ไปจริงๆแล้วเพราะคนข้างนอกนั่น ธันวาครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเอายังไงกับภู่กันต์ดี จะทิ้งให้อยู่คนเดียวก็เป็นห่วง แต่เมื่อเขาตัดสินใจไปด้วย จะปฏิเสธไม่ให้ไปด้วยก็ใช่เรื่อง ในตอนที่ธันวาเดือดร้อนก็เพราะได้ความช่วยเหลือจากภู่กันต์จึงมีที่พัก แล้วก็อยากรู้เหมือนกันที่หายหน้าไปนานถึงสามปีนั่นช่วยให้เขาลืมความรู้สึกที่เคยมีกับภู่กันต์จริงๆแล้วหรือยัง ความรู้สึกตอนนั้นที่ถูกปิดตายไว้ในส่วนลึกของใจ เมื่อนึกถึงอดีตชีวิตที่เงียบสงบของธันวาถูกทำลายด้วยมือของภู่กันต์ เขาพยายามพังกำแพงที่ธันวาสร้างไว้ป้องกันตัวเองจากคนอื่นจนทลายลง แล้วก็เอาตัวของเขาเข้ามาผูกติดกับชีวิตของธันวา ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรภู่กันต์ก็จะเป็นดั่งเงาตามตัว คอยติดตามไปทุกที่ ทำอะไรด้วยกันเสมอมา ในชีวิตของธันวานอกจากพ่อแม่และย่าแล้วก็มีภู่กันต์อีกคนที่มีตัวตนอยู่ในวงจร
“อะไรกัน สุดท้ายก็มานั่งกังวลเรื่องของนาย” ใจสั่นๆหวิวๆ เริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าลืมเขาได้จริงๆ