กระนั้น เื่ราวกลับไม่เป็อย่างที่คาดหวังเพราะห้าปีต่อมา ศัตรูของเผ่าหมาป่ารุกคืบเข้ามาใกล้อาณาเขตที่อาศัยอยู่ จำนวนคนที่น้อยกว่าจึงไม่อาจต้านทานได้แต่หนีไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเพื่อไปสมทบกับเผ่าหมาป่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ
หนิงลู่กังวลใจเป็อย่างยิ่งเพราะอาการของบุตรชายคนรองแย่ลงใน่เกิดาฆ่าล้าง นางพยายามทำใจสู้เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกว่าข้างกายยังมีมารดาคอยปกป้อง
หญิงสาวประคองบุตรชายอายุห้าขวบรั้งท้ายขบวน เสบียงอาหารและสมุนไพรร่อยหรอลงทุกวัน คนในเผ่าให้ความเห็นตรงกันว่าควรเก็บสิ่งของเหล่านี้ไว้ให้คนที่้ามันจริง ๆ จะดีกว่า
อีกทั้งอาการเจ็บป่วยยังทำให้ขบวนต้องหยุดชะงักเพื่อให้เด็กน้อยได้พักหายใจเป็่ ๆ ทำให้ศัตรูเริ่มใกล้เข้ามามากกว่าเดิม ทุกคนต่างมองว่าการเดินทางล่าช้าเป็เพราะมีตัวถ่วง
“ท่านแม่ไม่ควรอยู่กับข้าตรงนี้เลย” เด็กน้อยห้าขวบบอกนางด้วยสีหน้าจริงจัง หอบหายใจเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยล้า ั้แ่เกิดจนป่านนี้ เขาไม่คาดหวังสิ่งใดจากฝูงอีกแล้วเพราะรู้ตัวดีว่าตนเองยังคงได้อยู่ร่วมกับพวกเขาเพราะเหตุใด
คำพูดกรอกหูว่าเขาเป็พวกแปลกแยกเหมือนตัวประหลาดั้แ่จำความได้ย้ำเตือนให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่าต้องทำเช่นไรในสถานการณ์คับขันแม้ว่าจะหวาดกลัวาไม่แพ้ผู้ใดก็ตามที
“ข้าเป็แม่เ้านะ” นางยังยืนยันคำเดิม ต่อให้ผู้อื่นคิดอย่างไรก็ไม่สนและหากครั้งนี้จำเป็ต้องถูกขับไล่ออกจากฝูง นางยินดีรับคำตัดสินนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่นางกลัวที่สุดได้มาถึง ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเกิดการปะทะกันระหว่างเผ่าหมาป่าและศัตรูจนผู้คนาเ็มากมาย นางคอยปกป้องลูกน้อยทั้งสองคนเอาไว้แล้วพาหนีไปหลบยังที่ปลอดภัย
ระหว่างพักรอผู้นำฝูงกลับจากสำรวจเส้นทางหลบหนี นางคอยป้อนยาสมุนไพรและใช้พลังพยุงอาการร่อแร่ของบุตรคนรองโดยไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายของนางเองก็แทบรับไม่ไหว
หลิงโม่บอกให้มารดาหยุดพักแล้วคอยดูแลน้องพลางสอดส่องระวังภัยในฐานะว่าที่ผู้นำเผ่าหมาป่าขนเทาคนต่อไป
จิ่นสือกลับเข้ามาในถ้ำด้วยสภาพเหนื่อยหอบ าแเต็มร่างกายเพราะถูกซุ่มโจมตีระหว่างลาดตระเวน ด้านหลังมีชายฉกรรจ์เผ่าหมาป่าช่วยกันประคองคนเจ็บเข้ามาพักข้างในมากมาย
“สมุนไพรห้ามเืหมดแล้วหรือ ข้าจะทำอย่างไรดี” ผู้เป็แม่ของชายหนุ่มที่นอนนิ่งสีหน้าเหยเกเพราะเจ็บาแตรงท้องถามจิ่นสือ
ผู้นำเผ่ามองไปยังตะกร้าที่วางอยู่ข้าง ๆ หลิงโม่ พูดว่า “นำสมุนไพรที่เหลือมาให้ข้า”
“แต่ว่าน้องจำเป็ต้องใช้นะขอรับ” บุตรชายคนโตพูดเสียงหลงจึงถูกดุด้วยสายตาของบิดา “ข้าแบ่งให้ได้แค่ส่วนหนึ่ง เอาไว้ข้าไปหามาเพิ่มได้เมื่อไหร่จะแบ่งให้อีกนะขอรับ”
“ข้าบอกให้เอามาทั้งหมด เ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดหรือ” เขามองหน้าอีกฝ่าย “ข้าสั่งเ้าในฐานะผู้นำเผ่า”
“…” หลิงโม่จำใจต้องยกสมุนไพรที่เหลือให้บิดาเพื่อเอาไปรักษาทหารที่าเ็ แล้วสั่งให้ลูกชายทำหน้าที่ของตน ในเมื่อตอนนี้ไม่อาจสู้รบกับผู้ใดได้แต่ยังคงสามารถใช้พลังของตัวเองพยุงพลังชีวิตคนอื่นได้บ้างก็ควรทำตัวให้เป็ประโยชน์สมกับเป็สายเืของเขา
หลิงโม่ตั้งใจทำตามคำสั่งอย่างเต็มที่จนผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ระหว่างนั้น ผู้เป็บิดามองดูบุตรคนรองในอ้อมกอดของคนรัก ผู้าุโคนอื่น ๆ ต่างเข้ามาถามความคิดเห็นของเขา
“ข้ารู้ว่าเ้าไว้ชีวิตเด็กคนนั้นเพราะเป็ลูกของเ้า แต่เวลานี้อยู่ในศึกา เ้าไม่คิดหรือว่าต้องทำอะไรสักอย่าง” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหวังว่าผู้นำจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเสียที
“เ้าคิดจะเอาหนึ่งชีวิตแลกกับคนนับพันอย่างนั้นหรือ” ใครอีกคนเอ่ยสำทับ “เหตุใดจึงต้องให้คนมากมายคอยปกป้องคนอ่อนแอที่ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่งด้วยเล่า”
จิ่นสือเข้าใจดีว่าผู้าุโเ่าั้หมายความว่าอย่างไร หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง เขาไม่อาจเอาความรู้สึกส่วนตัวเป็ที่ตั้ง ชีวิตของคนอื่น ๆ ในเผ่าสำคัญไม่น้อยกว่ากัน
ชายหนุ่มอุ้มเด็กน้อยออกมาข้างนอกที่พัก ห่างไกลจนแทบไม่มีใครรับรู้ได้ว่าเกิดเื่ใดขึ้นบ้าง รอบตัวรายล้อมด้วยผู้าุโหกเจ็ดคนที่ตามมาด้วย
เขาปลุกคนตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม “เ้ารู้ตัวใช่หรือไม่ว่าไม่อาจตามคนอื่น ๆ ไปยังสถานที่แห่งใหม่ได้”
“…” คนถูกถามรู้ตัวดีแต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกขับไล่ใน่เวลาที่ศัตรูกำลังใกล้เข้ามา
เ้าตัวไม่อาจปริปากพูดสิ่งใดได้ สายตามองไปยังถ้ำใหญ่ข้างหน้า รอคอยจะได้เห็นมารดารีบวิ่งมากอดเขาเอาไว้เหมือนเคยแต่กลับััได้ว่าค่ำคืนนี้เงียบเหงายิ่งนัก
บิดาของเขามองหน้าบุตรชายอยู่พักหนึ่งแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะร่ายพลังเปลี่ยนเด็กน้อยไร้นามให้กลายเป็หมาป่าธรรมดาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
นับจากนี้ไป หมาป่าตัวน้อยขนสีเงินจะต้องดำรงชีวิตเป็เดรัจฉาน สติปัญญาเทียบเท่าสัตว์อื่น ๆ ในพงไพรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เ้าคิดดีแล้วหรือ” ผู้าุโถามจิ่นสืออีกครั้ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว” เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ในฐานะผู้นำไม่อาจเสี่ยงหนึ่งชีวิตแลกกับคนทั้งเผ่าได้ “เมื่อกลายร่างเป็หมาป่าธรรมดาเช่นนี้แล้ว อย่างน้อยอาจจะทำให้เขารอดพ้นจากสายตาของพวกมันได้”
“แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายเ้าเด็กนี่ก็อ่อนแอ ดวงตาแทบมองไม่เห็น แล้วจะอยู่รอดไปได้สักเท่าไหร่กัน” ผู้าุโอีกคนเอ่ยขึ้นแต่ในใจเห็นด้วยว่าควรขับออกจากฝูงไปั้แ่ห้าปีก่อนแล้ว
“เดิมทีก็ควรต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว” เขาพูดราวกับไม่แยแสแล้วนั่งลงข้าง ๆ หมาป่าตัวน้อย “ไปเสียเถอะ” หากแต่เ้าตัวเล็กไม่ยอมขยับราวกับรู้โดยสัญชาตญาณว่าถ้าจากไปตอนนี้คงโดนอันตรายถาโถมเข้ามาจึงถูกข่มขู่ด้วยเสียงคำรามน่ากลัวจนใวิ่งหนีไปในป่าทึบด้านหลัง
หมาป่าตัวน้อยวิ่งไกลห่างออกจากที่แห่งนั้นเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณเหมือนกับสัตว์ป่าพันธุ์อื่น ๆ ร่างกายยังคงอ่อนแอและมองเห็นเลือนรางเหมือนเดิมจึงทำให้หาอาหารประทังชีวิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร
มิหนำซ้ำยังเจอสัตว์ร้ายสารพัดระหว่างระหกระเหินไปตามทาง พวกมันเห็นว่าเขาอ่อนแอไม่อาจสู้ได้จึงเข้าโจมตีคิดจะกลืนกินหมาป่าน้อยเป็อาหารทุกวี่วัน
บางครั้งถูกจับได้โดนเสือกัดคอเอาไว้แต่เขาคงจะมีโชคดีอยู่บ้างที่สัตว์ใหญ่กว่าปรากฏตัวขึ้นพอดีจึงใช้โอกาสนั้นหนีหัวซุกหัวซุน บางครั้งเดินเหยียบกับดักของมนุษย์ ซี่เหล็กงับข้อเท้าบาดลึกจนถึงกระดูก เืไหลอาบดิ้นทุรนทุรายจนสลัดกับดักนั้นออกมาได้ เดินกะเผลกไปทางโน้นทางนี้อย่างไร้จุดหมาย เหนื่อยล้าเมื่อใดก็หลบอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้คอยเลียแผลจนผล็อยหลับไปอย่างเดียวดายท่ามกลางอันตรายรอบตัว
เขาใช้ชีวิตร่างสัตว์เดรัจฉานผ่านวันคืนโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากาลเวลาได้ล่วงเลยมาเกือบสองปีแล้ว
ไม่มีผู้ใดออกตามหาเขาและไม่มีใครรู้ว่าหมาป่าตัวน้อยเป็ตายร้ายดีอย่างไรเพราะวันนั้นจิ่นสือตัดสายใยระหว่างเผ่ากับบุตรชายเป็ที่เรียบร้อยเพื่อไม่ให้หนิงลู่ออกตามหา
ทุกคนต่างคาดคะเนว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้ได้ไม่นานเพราะสัตว์อ่อนแอจะต้องพ่ายแพ้ไปตามกฎของวัฏจักรแต่กระนั้นหมาป่าตัวน้อยกลับต่อสู้กับทุกสิ่งที่ถาโถมเข้ามาด้วยความหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกับความสงบสุข
จนกระทั่งจับพลัดจับผลูร่อนเร่เข้ามาในเขตป่ามู่หลินอันกว้างใหญ่ เพียงแค่ก้าวเท้าผ่านอาณาเขตแห่งนี้ก็ได้กลิ่นหอมตรึงใจจนเผลอเดินตามกลิ่นรัญจวนไปเรื่อย ๆ
เขาแทบไร้สิ้นเรี่ยวแรงจึงไม่อาจััถึงสิ่งอื่นใดได้เลย ไม่ว่าสัตว์น้อยใหญ่ ดุร้ายหรือเป็มิตรที่มุ่งหน้ามาทางเขา หมาป่าสีเงินก็ไม่รับรู้แม้แต่น้อย
เวลานี้จุดหมายหนึ่งเดียวของเขาคือไปยังต้นกำเนิดของกลิ่นหอมหมื่นลี้ที่ดึงดูดใจเขาให้ติดอยู่ในภวังค์ ทั้งรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นและสงบเงียบ
หมาป่าอ่อนแอเหมือนมีความหวัง หากเขาได้อยู่ใกล้สิ่งปริศนานั่น บางทีชีวิตนี้อาจมีทางรอดแต่ถ้าร่างกายของเขาจวนเจียนจะแหลกสลายแล้วก็ขอเพียงแค่ได้นอนหลับใหลตลอดกาลใกล้ ๆ ก็เพียงพอ
สายลมแห่งความหวังััได้ถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ จึงพัดผ่านมาโอบอุ้มหมาป่าสีเงิน ปกป้องชีวิตของเขาไม่ให้สัตว์ร้ายหมายพรากลมหายใจนำพาให้หมาป่าได้สมหวังเป็ครั้งสุดท้าย
ไม่นานนัก เ้าตัวเล็กได้มาถึงต้นกำเนิดของกลิ่นรัญจวนตรึงใจเขา เบื้องหน้าคือต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม เขาเดินเข้าไปทรุดตัวลงนอนอยู่ในร่มเงาด้านหลังของต้นไม้หลับตาพริ้มพลางสูดดมกลิ่นอบอวลด้วยสีหน้าอิ่มเอมราวกับได้พบความสุขหนึ่งเดียวที่โหยหามาเนิ่นนาน
ในใจคิดอยากอยู่ตรงนี้ตลอดไปเพราะกลิ่นหอมรัญจวนนั้นปลอบประโลมร่างกายอ่อนล้า าเ็และเดียวดายของเขาได้เป็อย่างดี
แม้จะได้ยินเสียงเอะอะของใครหลายคนที่แว่วผ่านหู เ้าตัวเล็กก็ไม่สนใจ หลับใหลอย่างเงียบ ๆ ในร่มเงาด้านหลัง ไม่คิดหนีไปที่ใดอีกเพราะรับรู้ได้ว่าต้นไม้ต้นนี้กำลังปกป้องเขาอยู่และคงไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายเขาอย่างแน่นอน
ครั้นเข้าสู่ภวังค์ด้วยความสุข หมาป่าตัวน้อยกลับถูกผนึกไปพร้อมไม้ใหญ่ต้นนี้ไปโดยปริยาย