เช้าวันรุ่งขึ้นวาดจันทร์ตื่นมาพบกับตัวเองที่นอนอยู่บนเตียง เธอรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าเดินมานอนั้แ่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อคืนเธอได้คุยอะไรกับอินทร์เยอะเหลือเกิน วาดจันทร์พับผ้าห่มเก็บที่นอนเรียบร้อยพร้อมกับลุกไปเรียกย้อย
“แย้ม”
“เ้าคะแม่นาย”
“ไปอาบน้ำกัน” วาดจันทร์พูด
“วันนี้วันเสาร์แม่นายจะไปไหนเ้าคะ”
แย้มรู้สึกสงสัยนายของตนเพราะอาจจะด้วยเห็นท่าทีที่ร่าเริงนั้นมันช่างดูผิดหูผิดตา
“แม่นายเอ็งนะอยากไปซ้อมรบใจจะขาด”
เสียงที่พูดแซวอย่างทีเล่นทีจริงที่ดังมาจากอินทรที่อยู่ด้านหลังแย้มนั้นเล่นทำเอาคนเป็บ่าวสะดุ้งโหย่ง เมื่อหันไปพบกับนาย ย้อยจึงย่อตัวพร้อมก้าวถอยหลังออกไปอย่างสุภาพ วันนี้อินทร์เพียงแต่แค่นุ่งโจงสีดำเท่านั้น
ใช่!!
เขานุ่งแค่โจง!
การนุ่งห่มของสมัยโบราณ ผู้ชายมักมัดเพียงโจงกระเบน รึอาจมีเสื้อแขนสั้นใส่บ้าง ผู้หญิงก็จะห่มผ้าแถบไม่ก็ห่มสะไบนุ่งซิ่นนุ่งโจงกระเบนตามโอกาศ กับคนอื่นเธออาจจะเฉยๆ เพราะในเรือบ่าวไพร่ชายก็นุ่งเพียงโจงกระเบนเท่านั้น ส่วนบ่าวไพร่หญิงก็มัดผ้าแถบแล้วนุ่งโจงกระเบนธรรมดาไม่ต่างกับที่เธอเคยเห็นในละครพีเรียดในโทรทัศน์ แต่กับอินทร์เธอเห็นเท่าไหร่ก็ไม่เคยจะชินสักที วาดจันทร์เบนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความอาย เพราะรูปร่างของอินทร์นับว่าดีมาก ร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาเป็อย่างดี กล้ามเนื้อและกร้ามท้องนั้นดูไม่ต่างกับพวกเทรนเนอร์ตามฟิตเนสในสมัยของเธอเลย เพียงแค่มันไม่ได้ใหญ่เว่อร์จนเหมือนก้ามปูก็เท่านั้น
“พี่นี้ก็ชอบทำให้บ่าวไพร่ขวัญเสีย คนตัวผลุบๆ โผล่ๆ ยิ่งกว่าผี” วาดจันทร์ดุ
“เอ้า เร่งเข้าอีแย้ม เพราะแม่นายของเอ็งมีนัดกับท่านพระครูด้วย” อินทร์ย้ำ
“เ้าคะๆ ..แม่นายเชิญทางนี้เ้าคะ”
วาดจันทร์แลบลิ้นปริ้นตาพร้อมสบัดหน้าใส่อินทร์อย่างหมั่นไส้ ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าวิ่งไปที่ห้องสรงสนาน เสียงแย้มร้องดังเอ็นตะโลเมื่อเห็นแม่นายของตนมีกิริยาไม่งามอย่างนั้น
“แม่นายเ้าคะค่อยๆ เดินเ้าคะวิ่งแบบนี้ไม่งามเลยเ้าค่ะ!! เดี๋ยวหกล้มเ้าคะแม่นาย!”
เเละอีกสารพัดเสียงเอ็ดตะโรโวยวายจากบ่าวที่ทำเอาอินทร์ถึงกับขำ
ซนเป็ลิงเป็ค่าง
แก่นแก้วเสียยิ่งกว่าอะไร
เ้าจันทร์กะพ้อว่าหนักแล้วมาเจอเ้าวาดจันทร์นี้น่าจะหนักกว่า อินทร์ถึงกับอดขำไม่ได้ เพราะอีเเย้มคงจะปวดหัวหนักกว่าเดิมแน่นอนเพราะเ้าวาดจันทร์ธรรมดาเสียที่ไหน
เรือนนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้ว..
เมื่ออาบน้ำชำระกายเสร็จวาดจันทร์ก็รีบแต่งตัวทันที วาดจันทร์จัดแจงเอาผ้าผืนยาวสีน้ำตาลเข้มมาพันรอบตัวก่อนจะมัดรั้งคอเป็ตะเบงมานและใช้ผ้าโจงสีน้ำตาลมาผูกโจงอย่างรวดเร็ว วาดจันทร์พับชายโจงให้พ้นเหนือเข่า พร้อมกับเกล้าผมขึ้นแล้วมวยไว้ด้วยปิ่นไม้สองชิ้นเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้น
ชุดแบบนี้แหละที่เธอชอบ
“พี่อินทร์ ไปกันข้าพร้อมแล้ว”
วาดจันทร์พูดพร้อมเปิดประตูผลั้วออกมา ก็เห็นอินทร์นั่งรออยู่แล้วตรงชุดโต้ะของชาวฝรั่งที่ตั้งอยู่ข้างหอนอน
“เเต่งตัวไวนะเ้าวันนี้” อินทร์แซว
“ข้ารีบหรอก”
“มิต้องรีบดอกเรายังมีเพลาพอ ตอนนี้ลงไปเปิบข้าวก่อนเถิด วันนี้คุณแม่ลงครัวเอง เห็นว่าทำแต่ของอร่อยไว้ทั้งนั้น”
วาดจันทร์ตาวาว เพราะเธอชอบอาหารไทย และที่สำคัญเขาว่ากันว่าคนโบราณจะพิธีพิถันการทำอาหารมาก รสชาติจึงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะแบบฉบับชาววังขนาดไหน
“วันนี้คุณแม่ทำกับข้าวอะไรเ้าคะ”
“ก็มีแต่ของโปรดเ้าจันทร์ทั้งนั้นละกระมั้ง เพราะคุณแม่เอ็นดูเ้ามาก ยามที่ท่านทราบข่าวว่าเ้าตายแถมหาศพก็ไม่เจอท่านนี้เป็ลมเลยนะ”
“ของโปรดหรอ..”
“ไปดูเถิด ปานนี้บ่าวไพร่มันยกสำรับขึ้นเรือนแล้วกระมั้ง”
“ว้าว..แกงเทโพ แกงรัญจวน ยำทวาย”
วาดจันทร์ตาโตเมื่อบ่าวเปิดสำรับตรงหน้าให้เธอ จากเท่าที่เธอเห็นภาชนะที่ใส่กับข้าวก็เป็เครื่องเบญจรงค์เข้าชุดกัน ไหนจะการจัดวางกับข้าวและสีสันนั้นอีกมันช่างดูตื่นตาเสียจริงสำหรับเธอ
ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ก็ดูเหมือนว่าเธอจะชอบอาหารรสจัดแหะ
“น่าทานมากเลยเ้าคะ”
วาดจันทร์ยิ้มให้คุณหญิงแสร์ หญิงชรายิ้มกลับมาให้เธออย่างเมตตาและเอ็นดู เเต่ว่าที่เป็ปัญหาตอนนี้คือลำดวน เด็กสาวตัวน้อยที่เกาะเธอแจตอนนี้ก็ยังคงนั่งเกาะเอวเธอไม่ปล่อยและใบหน้าน้อยๆ นั้นก็ง่ำลงเหมือนไม่ค่อยสบายใจ
“ลำดวน มานั่งกับป้าทางนี้ลูก”
คุณหญิงแสร์เรียกเด็กสาวอย่างอ่อนใจแต่เด็กน้อยก็ดูจะไม่ยอมแต่โดยดี เธอรู้ที่ลำดวนเกาะเ้าจันทร์ไม่ปล่อยเพราะอะไร ก่อนที่เ้าจันทร์จะหายไปก็ไปในชุดที่จะไปรบแบบนี้ ลำดวนคงจำฝั่งใจ จะกลัวก็ไม่แปลก
“ลำดวนไม่อยากให้พี่จันทร์กะพ้อไปเ้าคะ”
“พี่ไปประเดี๋ยวเดียวเองลำดวน” วาดจันทร์เอ่ย
“ไม่เอา! เดี๋ยวพี่จันทร์กะพ้อหายไปอีก”
“ลำดวน..” คุณหญิงแสร๋ เรียกเด็กน้อยเสียงเนื่องๆ
“แล้วกันสิเ้าลำดวน พี่แค่พาเ้าจันทร์ไปพบท่านพระครูก็เท่านั้น” อินทร์ปรามน้องสาว
“แต่พี่จันทร์กะพ้อกำลังไปรบ..” ไม่ว่าเปล่าลำดวนกอดเอววาดจันทร์แน่นขึ้นแถมยังร้องไห้งอแงจนเ้าตัวทำอะไรไม่ถูกได้แต่เพียงแค่ลูบหัวเสียเท่านั้น
“รบอันใดวันนี้พี่จะไปหาท่านพระครูแล้วจะไปฝึกซ้อมกันที่โน่นท่านพระครูจะประสาทประสิทธิ์วิชาให้ เ้าเกาะเ้าจันทร์เยี่ยงนี้แล้วจะได้กินข้าวกินปลากันหรือไม่ ประเดี๋ยวตกเย็นพี่ก็เอาพี่สาวเ้ามาคืนแล้วมิต้องกังวลหรอกลำดวน”
“จริงนะเ้าคะ” เด็กน้อยเงยขึ้นมาถามด้วยเสียงสั่นคลอ
“จริง แล้วเมื่อใดแม่จะมานั่งกันฮึ เ้าทำเยี่ยงนี้พวกพี่เขายิ่งลำบากใจรู้หรือไม่”
เสียงเอ็ดดังมาอีกครั้งจากทางคุณหญิงแสร์ และในที่สุดเด็กดื้อก็พ่ายเเพ้ยอมลุกมานั่งข้างๆ คุณหญิงแสร์จนได้ วาดจันทร์มองดูคุณหญิงชุบมือลงที่ชามใส่น้ำข้างตัวก่อนจะเช็ดมือด้วยผ้าเช็ดมือที่อยู่ข้างตัวก่อนที่จะลงมือเปิบข้าวอย่างสุภาพโดยการใช้ปลายนิ้วเพียงสามนิ้วเท่านั้นคือนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง วาดจันทร์รูว่าการใช้เพียงสามนิ้วนั้นเป็กิริยาของพวกชนชั้นสูงหรือชาววังเท่านั้นถึงทำเป็ เธอมองคุณหญิงแสร์อย่างอดชื่นชมไม่ได้ เพราะคุณหญิงแสร์มีท่าทีสุภาพเสียยิ่งกว่าสตรีใด
แต่เธอสิ
คงลำบากหน่อย
แต่ก็ยังดีที่ยังเคยปั้นข้าวเหนียวกับเปิบข้าวกับปลาทูตอนเล็ก มันคงไม่ยากเท่าไหร่
“มองอยู่นั้น รึต้องให้ป้อนด้วย”
อินทร์ตักยำทวายไว้ที่ขอบจานเล็กน้อยพร้อมกับขำวาดจันทร์จึงถลึงตาเขียวปั้ดใส่เขาเข้าให้
“ไม่ต้องเ้าคะ”
วาดจันทร์พูดพร้อมกับตักแกงเทโพมาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ทำตามอย่างคุณหญิงแสร์
“พ่ออินทร์ อย่าล้อน้อง” คุณหญิงแสร์ได้แต่ลอบหายใจกับลูกชายของตน
“เอาละเ้าจันทร์ จากนี้ข้าจะให้เอ็งนั่งกรรมฐาน นั่งไปทุกวัน จนกว่าจิตเ้าจะสงบคงที่”
พระมหาเถรมองวาดจันทร์ที่เมื่อทราบคำสั่งแล้วก็เดินไปจุดธูปกราบพระประธานเพื่อบูชาพระ ก่อนจะเดินไปหามุมสบายด้านข้างกำแพงก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงทันทีอย่างพอใจ พระมหาเถระผู้ทรงศักดิ์หันมาพร้อมกับใช้ไม้ตะพดชี้มาทางอินทร์
“ส่วนเอ็งก็ต้องฝึกพร้อมนาง เพราะจิตที่เคยนิ่งของเอ็งมันสั่นไหวนัก่นี้”
พระมหาเถรคันฉ่อนเอ็ดเข้าให้ ซึ่งอินทร์ก็น้อมรับคำกล่าวโทษนั้นแต่โดยดีเพราะเขารู้ดีว่าที่เป็อยู่อาจจะเพราะเกิดเื่ยุ่งๆ และความพะว้าพะวงเกี่ยวกับวาดจันทร์ทำให้สมาธิเขาสั่นคลอน
“ขอรับ” อินทร์ขานรับคำสั่งพร้อมกหลับตาลงและเข้าสู่การกำหนดจิตเช่นกัน
“เอ็งทั้งคู่จงจำไว้ อารมณ์ที่ข้า้าให้เกิดนั้นก็คืออารมณ์สบาย นั้นคือการเจริญกรรมฐานที่ดี ไม่ใช่อารมณ์เครียด วิตกกังวลหรืออารมณ์ใดๆ พวกเอ็งจะนั่งจะนอนหรือจะอยู่ในอิริยาบทไหนก็ได้ เมื่อกายสบายจิตก็จะสบายและจะเกิดกำลังทางจิต คำภาวนานั้นอยู่ที่จริตของพวกเ้าข้าไม่ยึดติดตายตัว ภาวนาไปพร้อมกับรับรู้ถึงลมหายใจ รู้ตัวอยู่ว่ากำลังทำอันใดเป็พอ อย่าปล่อยให้กระแสจิตไหลไปตามความสนใจอื่นๆ หรือสิ่งเร้ารบกวนทั้งภายนอกและภายใน แล้วจงนึกถึงพระพุทธเ้า พระเถระครูบาอาจารย์ หรือพระพุทธรูปที่ชอบให้คิดเสียว่ามาลอยอยู่ตรงหน้า ให้ใใช้มโนยิทธิมองจนเห็นว่าใสดั่งแก้วและมีแสงดวงสีขาวอยู่ที่อกนั้นส่องมาที่หน้า หากมีอาการรับรู้หรือััทางจิตไม่ว่าจะมองเห็นััหรือความรู้สึกใดๆ ขอให้พวกเอ็งวางเฉยเสียอย่าได้ใส่ใจมัน หากเห็นพระสัมมาสัมพุทธเ้าหรือครูบาอาจารย์ให้กราบเท้าท่านเสียสามที และขอให้ท่านเป็กำลังในการทรงฌาน เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติหรือจะขอไปนิพะานไม่เกิดดับอีกก็แล้วแต่พวกเอ็ง เมื่อเข้าฌาน4ก็จะรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ให้ทรงกำลังจิตไว้แบบนั้นเสียจนกว่าขเาจะบอกให้ถอนออกจากสมาธิ”
พระมหาเถรคันฉ่องมองสองศิษย์อย่างภูมิใจ อินทร์เป็คนแข็งแกร่ง จิตแข็งก่อสมาธิได้ไว้และกำลังจิตนั้นเรียกว่ามากมายนัก และเ้าจันทร์แม้นจะไปเกิดยังภพภูมิใหม่ก็ดูเหมือนว่านางจะสะสมบุญเพิ่มขึ้นมากโข กำลังจิตที่เคยมีมากอยู่แล้วตอนนี้กลับมากขึ้นไปอีก แถมจิตยังไวกว่ากายมากนักดังนั้นจึงต้องคุมให้คงที่ ยิ่งกำลังกายและกำลังจิตมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ยิ่งไม่มีความหวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ ก็ยิ่งดีเพราะทั้งคู่เป็กำลังสำคัญขององค์นเรศวร
เวลาผ่านไปราวธูปหมดดอก พระมหาเถรมองทั้งคู่อย่างพึ่งพอใจ จิตที่เคยสั่นไหวนั้นเริ่มจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น
ปังๆ
“เอาละค่อยๆ ถอนจิตกลับมา”
พระมหาเถรเอ่ยพร้อมกับใช้ไม้ตะพดเคาะพื้นเพื่อเป็สัญญาณ วาดจันทร์และอินทร์ลืมตาขึ้นช้าก่อนที่จะก้มกราบพระพุทธรูปและกราบพระมหาเถร
“เป็อย่างไรไอ้อินทร์ นิ่งขึ้นหรือไม่?”
“นิ่งขึ้นขอรับ แต่อาจจะไม่มากพอเท่าที่ควรจะเป็ขอรับ”
“อย่างไร?”
“ยังติดอารมณ์กังวลอยู่บ้าง..นะขอรับ”
“เออเอ็งนะมันขี้ห่วง! แต่มิเป็ไรดอก ขอแบบนี้แก้ไขได้ มาฝึกการทรงจิตกับนางทุกวันอีกไม่นานเ้าก็จะนิ่งดั่งก่อนหรือดีไม่ดีอาจจะได้กำลังฌานที่มากขึ้นด้วย แล้วส่วนเ้าว่าอย่างไรเ้าจันทร์”
“ก็…ก็ไม่ยังไงเ้าคะ..” วาดจันทร์ไม่รู้จะตอบยังไงดี
“อุบ๊ะ!! แล้วมันอย่างไรเล่า
“ก็..เหมือนตามที่ท่านพระครูบอกเ้าคะแต่..ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อสมเด็จองค์ปฐมเ้าคะ..”
สมเด็จองค์ปฐม..
สมเด็จพระพุทธสิกขี
พระพุทธเ้าองค์แรกงั้นรึ?
อินทร์หันมาบอกวาดจันทร์อย่างอดทึ้งไม่น้อย จริงอยู่ที่เขากับเ้าจันทร์ฝึกวิชาทุกแขนงมาพร้อมกันแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาได้เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเ้ายามเข้ากรรมฐาน
“แล้วเหตุใด เหตุใดจึงมิเอ่ยขอพรใดๆ จากท่าน”
“ข้า..ข้าไม่มีสิ่งใดที่อยากได้เ้าคะ”
“ไม่มีเลยงั้นรึเ้า?” อินทร์ถามย้ำ
“ไม่คะ ไม่มี ข้าไม่เคยอยากได้สิ่งใด ไม่อยากไคร่อยากมีแบบผู้ใดเขาเ้าคะ”
ความไม่ละโมบ ไร้ซึ่งกิเลสใดๆ นับว่าเป็สิ่งดี
ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดสายตาของพระมหาเถรก็เหลือบชำเลืองมองไปทางประตูก็พบกับหญิงชาวสยามนางหนึ่งนั่งพับเพียบรออยู่ ผมสีดำคลับถูกมวยขึ้นแล้วปักด้วยปิ่นไม้ พร้อมกับเสื้อผ้าที่นางนุ่งห่มก็บ่งบอกให้เห็นว่านางหาใช้คนธรรมดาไม่ เมื่อท่านพยักหน้า นางก็ก้มลงกราบเพื่อแสดงความเคารพ
“พระแม่มณีจันทร์เสด็จมาถวายเพลเ้าคะ”
พระมหารเถรพยักหน้ารับ สักครู่ก็มีเหล่านางกำนัลเดินเข้ามาจัดแจงยกสำรับมาถวายกันง้วนไปหมดโดยจัดวางลงบนขันโตกและนำมาวางบนผ้ารับประเคนอีกที วาดจันทร์ถึงกับอึ้งกิมกี่ เธอกำลังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
พระแม่มณีจันทร์
นางแก้วคู่บารมีของสมเด็จพระนเรศวร!!
เหล่านางกำนัลเมื่อแจงสำรับอาหารเสร็จก็ต่างพากันรีบหมอบลงเพราะ ‘พระนาง’ ย่างพระบาทเข้ามาใกล้เต็มที่ วาดจันทร์ถูกอินทร์จับกดหัวลงให้หมอบลงแทบจะทันที แต่แน่นอนว่า คนอย่างวาดจันทร อัครสุนทร ต้อง ‘แอบมอง’ อยู่แล้ว
เ้าของร่างมีดวงหน้ารูปไข่ที่ผิวสีขาวเหลือง รูปร่างสูงโปร่งตามฉบับสาวไทยมอญในสมัยนั้น ร่างของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ตรงหน้านั้นนุ่งสไบสีน้ำเงินและมีผ้ากรองทองแล่นเงินทับอีกที ผ้าไหมสีเหลืองทองลายพิกุลนั้นก็ถูกพับจีบหน้านางอย่างเป็ระเบียบ พร้อมทั้งยังมีเครื่องประแบมากมายตามเรือนร่าง ทุกย่างก้าวแสดงถึงความทรงอำนาจและสง่างาม
งามแบบหาใครเหมือนได้ไม่
งามราวนางฟ้านาง์
พระนางมณีจันทร์ก้มลงกราบตรงหน้าพระมหาเถร
“วันนี้ข้านำอาหารและผลไม้มาถวายเ้าคะ” สุรเสียงหวานนั้นเอ่ยขึ้น
“นำมาเยอะเพียงนี้พระองค์คิดว่าอาตมาจะกินหมดหรือไม่” พระมหาเถรเอ่ยเย้า
“ข้าควรทำมามากกว่านี้ ข้าอยากให้พระคุณเ้าฉันมากๆ นะเ้าคะ”
“ถ้าหากอาตมาฉันหมดทั้งโตกนี้คงแย่เสียกระมัง แต่มิเป็ไรวันนี้อาตมามีลูกศิษย์ก้นบาตรอยู่ด้วยถึงสองคน” พระมหาเถรเอ่ยอย่างขบขัน
พระนางมณีจันทร์เหลียวมองหนุ่มสาวที่หมอบอยู่ด้านข้างพระมหาเถร
ขุนอินทรเทพ..กับ…
“ขุนอินทรเทพงั้นรึ” พระนางมณีจันทร์ตรัสถามขึ้น
“พะยะคะ” อินทร์ตอบพร้อมถวายบังคม
“แล้วข้างๆ นั้นเล่า..”
“พระองค์..นั้นเ้าจันทร์อย่างไรเล่า”
เสียงตอบของพระมหาเถรทำให้พระนางมณีจันทร์หันมองอีกครั้งเล่นเอาวาดจันทร์เสียวสันหลังว้าบ