77.ค่ายกลกักเทพเซียน
ณข้างบนหน้าผาสำนักพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศแห่งความหดหู่ วังเวง และกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในอากาศ
เหล่ามนุษย์ถูกดูดกลืนเลือดเนื้อและวิญญาณคนแล้วคนเล่าต่างนอนทอดกายแห้งเหี่ยวบนพื้น ดวงวิญญาณออกจากร่าง
ท่ามกลางความวุ่นวายขณะเหล่าจิตรมารอาละวาดและมนุษย์วิ่งหนีตาย เงาดำฉวัดเฉวียนเต็มท้องฟ้า ปะทะเข้ากับ กระบี่เซียนนับพันเล่มที่เกิดจากค่ายกลกระบี่ของเหล่าเซียนเกิดเป็นเสียงระเบิดตูมตาม เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของจิตมารที่ถูกทำลายเสียงแหวกอากาศของกระบี่
ทั่วทั้งผืนท้องฟ้าและผืนดินต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวายเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเมิ่งที่รีบรุดมาช่วยต้านเหล่ามาร ต่างพากันอ้าปากค้าง
“ไอ้ฉิบหาย...ความวุ่นวายระดับนี้จะเริ่มจากจัดการตรงไหนก่อนดีเนี่ย!!!”เสี่ยวไป๋ในร่างชายหนุ่มรูปงามใบหน้าล่มเมืองผู้มีผมสีเงินเงางามกล่าวขึ้นขณะยืนอ้าปากค้างมองความวุ่นวายตรงหน้า
“โป๊ก!”บางอย่างฟาดเข้าที่ศีรษะของเจ้าเสี่ยวไป๋ที่กำลังยืนทำท่าสับสนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
“โอ๊ย!”เสี่ยวไป๋ร้องลั่นขณะเอามือกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวดสัมผัสได้ถึงลูกมะนาวที่ค่อยๆปูดขึ้นบนหัวตัวเอง “มารดามันเถอะ! ใครมันบังอาจรังแกท่านเสี่ยวไป๋!”เจ้าเสี่ยวไป๋สบถลั่นด้วยความโมโหขณะหันขวับไปยังทิศทางที่คาดว่าผู้ลงมือน่าจะอยู่ทางนั้น
ทว่าพอมันเห็นว่าผู้ลงมือเป็นใครเจ้าเสี่ยวไป๋ก็พลันทำหน้าบิดเบี้ยวคล้ายกินของขมเข้าไป...เมื่อคนผู้นั้นทำสีหน้าดำทะมึนยกไม้เท้าหัวกะโหลกในมือฟาดใส่หัวเจ้าเสี่ยวไป๋ไม่ยั้ง
“โป๊ก/โป๊ก/โป๊ก/”เจ้าเสี่ยวไป๋ได้แต่ยืนนิ่งให้ถูกฟาด เมื่ออีกฝ่ายร่ายเวทร่ายเวทสาปให้มันตัวแข็งขยับไม่ได้
เสี่ยวไป๋น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดรู้สึกว่ามีมะนาวปูดขึ้นบนหัวอีกหลายลูกแม้ไม่ได้คลำดูมันนึกอยากจะแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย แต่คนร้ายผู้นี้ลงมือโหดยิ่งแม้กระทั่งปากของมันก็ถูกสาปไม่ให้พูดด้วย เพราะอีกฝ่ายรู้ทันว่าเจ้าเสี่ยวไป๋จะแหกปากโหยหวนชวนแสบแก้วหูหากมันถูกกระหน่ำตี!
“บังอาจด่าท่านยมอย่างข้าช่างรนหาที่ตาย!”เหยียนหลัวหวาง ตำแหน่งยมราช ผู้ปกครองนรกด่าเจ้าเสี่ยวไป๋ขณะทำท่ายกไม้เท้าที่มีหัวกะโหลกเหล็กเท่ากำปั้นประดับอยู่ปลายไม้ จะทุบเจ้าเสี่ยวไป๋อีกรอบ!
เสี่ยวไป๋ผู้ปากพล่อยรีบทำหน้าสำนึกผิดสายตาเศร้าสร้อยแสดงความเสียอกเสียใจที่พลั้งปากไปด่าท่านยมเข้าให้
เหยียนหลัวหวางเห็นดังนั้นก็กระแอมเบาๆทีนึงเนื่องจากถูกสายตาน่าสงสารของเจ้าเสี่ยวไป๋ทำให้รู้สึกหวั่นไหวจนเผลอใจอ่อนขึ้นมา ลดอาวุธในมือลงก่อนจะสะบัดมืออีกข้างที่ว่างอยู่เบาๆทีนึง เวทมนตร์ที่สาปเสี่ยวไป๋ไว้ก็คลายลง
“โอยยยย”คราวนี้เจ้าเสี่ยวไป๋ถึงกับทรุดลงนั่งยองๆกับพื้นเอามือกุมหัวที่เต็มไปด้วยลูกมะนาวหลายลูกขณะน้ำตายังคงคลอหน่วง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดชั่วร้าย
‘สักวันข้าจะหักเจ้าไม้เท้าเวรนี่ทิ้ง!’เจ้าเสี่ยวไป๋แอบคิดในใจด้วยความอาฆาตแค้น
“จะหักข้าทิ้งรึ!”เสียงเย็นเยียบคล้ายผีร้ายผุดขึ้นจากนรกดังขึ้นทำให้เสี่ยวไป๋ถึงกับสะดุ้งล้มหงายหลังด้วยความตกใจ
“จะ...เจ้าพูดได้!”เสี่ยวไป๋ร้องลั่นขณะกระถดร่างถอยหนีให้ห่างเจ้าไม้เท้านรกที่ขยับขากรรไกรอ้าปากโต้ตอบ
“โง่เง่า! ข้าเป็นของวิเศษประจำนรกก็ต้องพูดได้สิ”เจ้าไม้เท้าด่าเข้าให้ทีนึงทั่วทั้งสามภพ มีใครไม่รู้บ้างว่าไม้เท้าของพญายมราชเป็นของวิเศษที่มีจิตวิญญาณสถิตอยู่
เหยียนหลัวหวางและเฮยไป๋อู่ฉาง ยมทูตขาวดำต่างพากันหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของเจ้าเสี่ยวไป๋ดูท่าเจ้าโง่นี่จะไม่รู้จักหลาบจำ อยู่ต่อหน้าท่านยมและผู้มีตบะสูงกว่ายังกล้าปากดีด่าทอในใจมันคงลืมไปแล้วว่าผู้มีตบะสูงกว่าย่อมได้ยินในสิ่งที่มันคิด!
“ฟาดอีกสักทีจะดีไหม!”เจ้าไม้เท้าว่าขณะดิ้นจนเกือบหลุดจากมือพญายมราช
“ใจเย็นไว้ก่อน”เสียงจริงจังดังขึ้นจากเหยียนหลัวหวางผู้กำไม้เท้าไว้ในมือ ทำให้เจ้าไม้เท้าหยุดอาละวาด แม้จะทำเสียงจิจ๊ะขัดใจก็ตาม
“ไว้ค่อยทุบหัวมันทีหลังก็ยังไม่สาย”เหยียนหลัวหวางกล่าวขณะขมวดคิ้วมองบรรยากาศรอบตัวที่เต็มไปด้วยความตาย
เจ้าไม้เท้าหัวกะโหลกพยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจคล้ายจะบอกว่าข้าจดหนี้แค้นนี้เอาไว้แล้ว เจ้าเตรียมตัวโดนทุบได้เลย!
แต่เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วทำปากยื่นปากยาวอย่างไม่เห็นด้วยแน่ละใครมันจะยินดีถูกคนอื่นทำร้ายเล่า!
“ตุบ!”เสียงมนุษย์ที่วิ่งหนีผ่านหน้าเสี่ยวไป๋เพื่อหลบหลีกเงาดำสะดุดศพล้มลงห่างจากเจ้าเสี่ยวไป๋ไม่ไกลนักทำให้เหล่าเทพ และไม้เท้าถูกดึงเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน
เสี่ยวไป๋สะบัดมือร่ายเวทส่งดาบแสงสีขาวพุ่งออกไปผ่าร่างของเงาดำที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่มนุษย์ที่เกือบจะโชคร้ายทว่ามนุษย์ผู้นั้นก็ตกใจจนเป็นลมไปเรียบร้อยแล้ว
“ว่าแต่ท่านพญายมทำไมท่านจู่ๆก็มาทักทายด้วยการทำร้ายร่างกายข้าเล่า”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะก้าวถอยหลังให้ห่างเจ้าไม้เท้ากลัวท่านยมจอมขี้หงุดหงิด จะยกไม้เท้าโขกหัวตนอีก
“ยังจะถามอีก!”ท่านพญายมว่าพลางยกไม้เท้าขึ้นมาจะฟาดใส่เจ้าเสี่ยวไป๋อย่างที่มันคาดคิดไว้“เจ้ามาถึงควรจะช่วยป้องเหล่ามนุษย์ ไม่ใช่มายืนงงทำอะไรไม่ถูกแบบนี้!”หากพญายมราชอย่างตนสามารถก้าวก่ายชะตาชีวิตมนุษย์ได้คงลงมือช่วยมนุษย์เองแล้ว
“อ้อ...จริงด้วย”เจ้าเสี่ยวไป๋พยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ“ว่าแต่ทำไมท่านขึ้นมาจากนรกเองละ เดี๋ยววิญญาณมนุษย์เหล่านี้ก็ถูกเฮยไป๋อู่ฉางพากลับไปนรกให้ท่านนั่งพิพากษาแถวยาวเหยียดอยู่ดี”ว่าขณะช่วยกางเวทคุ้มครองเหล่ามนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงบางครั้งยังหันไปยิงเวทใส่เหล่ามาร
เหยียนหลัวหวางพญายมราช ขมวดคิ้วสีหน้าที่ปกติจริงจังอยู่แล้ว กลับดูจริงจังและกังวลมากกว่าปกติขณะสายตาทอดมองไปเบื้องหน้า
เสี่ยวไป๋เห็นแล้วเลิกคิ้วด้วยความสนใจก่อนจะมองไปตามทิศทางที่พญายมราชมอง ซึ่งก็เห็นแต่ความวุ่นวายของเหตุการณ์ทั้งหมดคิดไม่ออกว่าอะไรที่ทำให้เหยียนหลัวหวางเคร่งเครียดเป็นพิเศษ
“เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าดวงวิญญาณของมนุษย์หายไปหลังจากออกจากร่างได้ไม่นาน”เหยียนหลัวหวางกล่าวขณะหันมาจ้องตาเจ้าเสี่ยวไป๋ด้วยแววตาและสีหน้าที่กำลังบ่งบอกว่ากำลังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นทำให้เสี่ยวไป๋ขนลุกวูบ
เสี่ยวไป๋รีบหันควับมองหาดวงวิญญาณของมนุษย์พบว่ามีความผิดปกติขึ้นจริงๆปกติหากมนุษย์ตายดวงวิญญาณต้องล่องลอยไปมาบริเวณที่ตนตายไม่สามารถไปไหนได้ชั่วคราว แต่นี่กลับ...
“แอ๊ะ! ทำไมดวงวิญญาณพวกนี้ ออกจากร่างเพียงพริบตาก็หายไปหมดแล้วละ...เกิดอะไรขึ้นพวกเขาไปสวรรค์กันหมดแล้วรึหรือไปเกิดใหม่เองหมด...”เสี่ยวไป๋ถามด้วยความงุนงงแต่อย่างน้อยก็น่าจะไม่หายไปหมดจนแทบไม่เหลือสักดวงแบบนี้
ดวงวิญญาณที่มีบาปและบุญมากตามสภาวะแห่งกรรมจะสามารถไปสู่ภพภูมิใหม่ได้ด้วยตัวเองแม้กระทั่งนรกมีเพียงดวงวิญญาณที่ความดีและความชั่วก้ำกึ่งกัน จึงยังคงวนเวียนในโลกรอให้ยมทูตมานำทางไปสู่นรกเพื่อพิพากษาความดีความชั่ว
“นี่เอง คือสาเหตุที่ข้าต้องขึ้นมาบนโลกมนุษย์ด้วยตัวเอง”น้ำเสียงของท่านยมเคร่งเครียดจริงจังยิ่งกว่าครั้งใดๆ“ตอนนี้ข้าเองก็ยังหาต้นตอของเรื่องราวไม่เจอ”ท่านยมว่าพลางทำสีหน้าหนักใจ
“น่าโมโหจริงๆที่ไม่รู้ว่าวิญญาณเหล่านี้หายไปไหน!”เฮยอู่ฉาง ยมทูตชุดดำกล่าวขณะกัดฟันดังกรอดๆด้วยความโมโห“ข้าวิ่งตามจับวิญญาณดวงแล้วดวงเล่าแต่ก็จับไม่ได้สักดวง!”เฮยอู่ฉางว่าพลางฟาดโซ่ใส่พื้นระบายความหงุดหงิด ขณะที่เสี่ยวไป๋รีบถอยไปยืนให้ไกลจากยมทูตดำจอมหงุดหงิดด้วยเกรงว่าโซ่อาจจะฟาดมาทางตนได้ หากว่าอีกฝ่ายเกรี้ยวกราดจนต้องการหาคนรับเคราะห์
เสี่ยวไป๋เหลือบมองสีหน้าของไป๋อู่ฉางยมทูตขาวก็พบว่าคนใจเย็นอย่างยมทูตขาวก็ทำสีหน้าโมโหเช่นกัน อีกทั้งหมวกบนหัวยังเอียงคล้ายกับว่าวิ่งไล่จับดวงวิญญาณจนหัวหมุน
เสี่ยวไป๋เหงื่อแตกพลั่กที่ต้องมายืนท่ามกลางคนที่กำลังโมโหเหล่านี้ เนื่องจากรู้ตัวว่าตนเองปากเปราะหากพูดจาไม่เข้าหูทั้งสามท่าน ตนเองอาจถูกรุมเล่นงานได้
“เอ่อ...”เสี่ยวไป๋กล่าวขึ้นทำให้ท่านยมทั้งสามหันขวับมาด้วยสายตาวาววับแฝงความโกรธหงุดหงิดใจเอาไว้ คล้ายจะตำหนิว่า ‘เจ้าอย่าได้พูดจาไร้สาระรบกวนพวกข้า!’
เสี่ยวไป๋เห็นแล้วยิ้มแหยอดคิดไม่ได้ว่าเหตุใด ใครๆก็ต้องมองท่านเสี่ยวไป๋ผู้มีจิตใจดีงามอย่างตนเป็นคนไร้สาระไปได้ “ข้าคิดว่ามีบางคนอาจจะกำลังรวบรวมวิญญาณมนุษย์ไปใช้งาน...”เสี่ยวไป๋ออกความคิดขณะชี้ไปยังดวงวิญญาณมนุษย์ดวงหนึ่งที่หลุดออกจากร่าง คล้ายถูกบางอย่างกระชากถอยหลังไปแล้วหายวับไปด้วยความรวดเร็ว
เสี่ยวไป๋ร่ายเวทแสงสีเงินพุ่งไปทางที่วิญญาณดวงนั้นหายไปเกิดเป็นเส้นด้ายแสงสีเงินบางเป็นสายยาวพุ่งหายไปจนมองไม่เห็นปลายทางของด้าย
“ดูเหมือนมีคนกำลังร่ายเวทบังตาถึงเส้นทางของดวงวิญญาณที่หายไป หากตามเส้นด้ายนี้ไปจะสามารถหาดวงวิญญาณที่หายไปเจอได้”เสี่ยวไป๋ทำสีหน้าจริงจังขณะชี้ไปทางเส้นด้ายสีเงิน
“....”
“...”
“...”
เสี่ยวไป๋พลันขมวดคิ้วเมื่อไม่ได้ยินเสียงท่านยมทั้งสามกล่าวสิ่งใดเสี่ยวไป๋หันกลับไปมองจึงพบว่าคนทั้งสามหายตัวไปเสียแล้ว...
‘จะไปก็ไม่บอกสักคำ!’เสี่ยวไป๋คิดพลางแยกเขี้ยว ด้วยความไม่พอใจแต่ในไม่ช้ามันก็โยนเรื่องไร้สาระในหัวทิ้งไปหันไปช่วยชีวิตเหล่ามนุษย์ที่วิ่งวุ่นเพื่อหนีเอาชีวิตรอดจากเงาดำ
ณ ด้านล่างหุบเขา
ไป๋หลงที่เดินลึกเข้ามาในโพรงเรื่อยๆพลันพบว่าโพรงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนเป็นถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งแต่เดิมน่าจะเป็นพื้นที่ต่ำมากคาดว่าถ้ำแห่งนี้คงเป็นเส้นทางน้ำใต้ดิน เพราะมีบางจุดที่มีสายน้ำไหลผ่านแต่ลัดเลาะหายไปตามซอกเล็กๆมุดหายไปตามผนังถ้ำที่อยู่เหนือน้ำบางจุดพื้นดินค่อนข้างต่ำมีน้ำท่วมขังสูง ไป๋หลงใช้เวทเหาะผ่านน้ำนั้นไป เพราะสัมผัสได้ว่ามีสัตว์อสูรอยู่ในบ่อแห่งนั้นอาจเป็นปลากินเนื้อหรือจระเข้
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นดินแสงสีทองบนพื้นพลันสว่างวาบขึ้นลวดลายค่ายกลและอักขระสีขาวและดำลอยสับสนวุ่นวายไปทั่ว
ไป๋หลงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าจู่ๆตนกลับพลาดเหยียบถูกค่ายกลโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น...อาจเป็นเพราะว่าเมื่อครู่มัวแต่สนใจกลิ่นอายสัตว์อสูรที่อยู่ในบ่อน้ำนั่นจึงไม่ได้คาดคิดว่า อีกฟากของบ่อ จะมีคนตั้งค่ายกลเตรียมเล่นงานตนไว้แล้ว
“มารดามันเถอะเวทลวงตา!”ไป๋หลงสบถลั่นด้วยความโมโหในความโง่เขลาของตัวเองหากตอนนี้พาเจ้าเสี่ยวไป๋มาด้วย คงไม่ถูกเวทมนตร์ลวงตาเล่นงานแบบนี้
‘ว่าแต่ใครกันสร้างเวทมนตร์ลวงตาที่แข็งแกร่งขนาดนี้ขึ้นมาถึงกับสามารถลวงตาเทพมังกรขาวอย่างข้าได้?’ไป๋หลงคิดขณะพยายามขยับตัวแต่กลับทำไม่ได้ เพราะถูกค่ายกลเวทตรึงร่างเอาไว้กับพื้นขณะที่เริ่มรู้สึกว่าพลังชีวิตในร่างค่อยๆถูกดูดออกไป
“ไอ้ลูกเต่าตัวไหนมันบังอาจเล่นงานข้าไสหัวออกมา!”ไป๋หลงตะโกนก้องด่าทอด้วยความโมโห
เสียงของไป๋หลงสะท้อนไปมาในถ้ำขณะที่ร่ายเวทต้านทานพลังของค่ายกล แต่กลับพบว่ายิ่งตนใช้เวทมนตร์เรี่ยวแรงในร่างยิ่งถดถอยเร็วขึ้น...
“ฮึ ฮึฮึ”เสียงหัวเราะชั่วร้ายของใครบางคนดังขึ้น ไป๋หลงกลอกตามองหาที่มาของเสียงหลังพบว่ามันดังขึ้นทางซ้ายมือแต่บริเวณนั้นกลับไม่พบสิ่งแปลกปลอมใดๆที่น่าจะเป็นเจ้าของเสียง คาดว่ามันยังคงใช้เวทมนตร์ลวงตาอยู่จึงทำให้ไป๋หลงมองไม่เห็นเจ้าของเสียง
“หัวเราะได้น่าเกลียดจริงๆ”ไป๋หลงด่า“ทำไมไม่กล้าโผล่หน้าออกมาเล่าหรือว่าหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดยิ่งกว่าเสียงก็เลยไม่กล้าโผล่หน้ามาให้ผู้คนพบเห็น!”ไป๋หลงตะโกนด่ายั่วยุให้อีกฝ่ายเผยตัวขณะที่ในหัวคิดหาทางหลุดพ้นจากค่ายกลที่ตรึงร่างของตนเอาไว้
“ฮึ! จะตายอยู่แล้วยังปากอยู่ได้”เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นขณะที่ปรากฏตัวขึ้นทางซ้ายมือของไป๋หลง ไอสีดำทมิฬรอบร่างของชายหนุ่มเต้นเร่าราวกับมีชีวิต ขณะที่ปีสองนับสิบคนซึ่งทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยจิตมารกำลังยืนควบคุมค่ายกลตามจุดต่างๆ และมีชายชุดดำสวมผ้าคลุมหน้ายืนอยู่ข้างหลังหงซือจินคล้ายทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกัน
ไป๋หลงขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกว่ารูปร่างของคนผู้นี้ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกหากดวงตาคู่นั้นไม่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่ที่บดบังดวงตาไป๋หลงคงจะระบุได้ว่าคนผู้นี้ใช่คนที่ตนรู้จักหรือไม่...
ไป๋หลงพบว่าที่แท้ตนกำลังเหยียบอยู่กลางค่ายกล ถูกคนล้อมไว้ตรงกลาง จากระยะที่ถูกล้อมคาดว่าบ่อน้ำที่ตนเหาะข้ามคงเป็นภาพลวงตา(เดาเอาแม้ว่าจะไม่สามารถหันกลับไปมองด้านหลังได้)
“เจ้าคงรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร”ไป๋หลงแสร้งชวนคุยขณะพยายามรวบรวมพลังให้มากที่สุดเพื่อทำลายค่ายกลแม้ว่าพลังชีวิตในร่างจะค่อยๆเหือดหาย “ถึงได้ใช้ค่ายกลเวทกักเทพมาจัดการข้า”ไป๋หลงว่าพลางถลึงตาใส่หงซือจินด้วยความโมโห
ค่ายกลนี้จะค่อยๆดูดพลังทั้งหมดจนเทพเซียนถูกทำลายดวงจิตแตกซ่านหล่นหายไปในสามภพ ขณะที่จิตวิญญาณส่วนหนึ่งถูกขังไว้ในค่ายกลตลอดกาลดวงจิตที่เหลือแม้สามารถรวบรวมได้อีกครั้งก็จะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนโง่เขลาจิตใจมืดมน ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรสู่หนทางเทพเซียนได้อีกตลอดกาล
“แปะ แปะ แปะ”หงซือจินปรบมือให้สองสามทีด้วยท่าทางกวนประสาท “เก่งจริง สมกับเป็นเทพมังกรขาวมาจุติ”หงซือจินแสยะยิ้มเยาะเย้ยก่อนจะเดินย่างสามขุม เข้าไปหาน้องสาวต่างมารดา ที่ความจริงแล้วถูกเทพมังกรมาสิงร่าง
“เพี้ยะ!”ไป๋หลงถูกฝ่ามือใหญ่ตบเข้าที่ใบหน้า ขณะที่หูอื้อไปชั่วขณะ มุมปากมีเลือดไหลใบหน้าบวมแดงปรากฏเป็นรอยมือ เจ็บระบมไปทั้งครึ่งซีกหน้า
ไป๋หลงกัดฟันกรอด ดวงตาลุกวาวด้วยโทสะจ้องมนุษย์โอหังที่บังอาจทำร้ายตน หากไม่ติดว่าถูกค่ายกลตรึงร่างเอาไว้เจ้ามนุษย์โอหังนี่ต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆแน่นอน!
พลันไป๋หลงพบว่าข้างหลังหงซือจินชายชุดดำที่สวมผ้าปิดหน้าทอแววตาสังหารขึ้นวูบนึงเมื่อจ้องมองหงซือจินแต่เพียงพริบตาเดียวก็หายไป...
หงซือจินยื่นมือไปลูบแก้มที่บวมแดงของไป๋หลงแผ่วเบาขณะที่ไป๋หลงถลึงตาใส่ด้วยความแค้น
“เป็นอย่างไรแรงตบของข้า พอจะทำให้ท่านเทพมังกรเจ็บหรือไม่!”หงซือจินกล่าวขณะบีบหน้าเล็กๆนั่นสุดแรงแต่อีกฝ่ายกลับไม่ร้องสักคำ ทั้งๆที่แก้มบวมแดงเลือดกลบปาก น่าจะรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย
“ถุย!”น้ำลายของไป๋หลงลอยไปถ่มน้ำลายรดหน้าหงซือจินอีกฝ่ายชะงักด้วยความตกใจ สีหน้าแสดงความรังเกียจและโมโหอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าข้าหลุดไปได้เจ้าได้ถูกตบฟันล่วงแน่!”ไป๋หลงสบถด่าด้วยความโมโห
หากตอนนี้ตนอยู่ในร่างเทพไม่ใช่ร่างมนุษย์ รับรองได้ว่าหงซือจินไม่มีทางกักตนเอาไว้ในค่ายกลได้แน่นอน! และไม่มีทางได้มีโอกาสทำร้ายตนแม้แต่ปลายนิ้วก้อย...
“ไม่ต้องห่วงข้าไม่ปล่อยเจ้าหลุดออกมาง่ายๆแน่นอน!”หงซือจินยิ้มเยาะ “และข้าก็ไม่กลัวว่าเจ้าจะหลุดออกมาจากค่ายกลด้วย”หงซือจินว่าพลางยกคิ้วแสดงสีหน้าอย่างผู้ที่เหนือกว่า
ขณะที่ไป๋หลงขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะได้ยินหงซือจินกล่าว
“เพราะว่าข้ามีตัวประกันมาด้วย!”หงซือจินว่าพลางดีดนิ้วร่างของเด็กหญิงผู้หนึ่งก็ปรากฏที่ปลายเท้า
ไป๋หลงเห็นแล้วพลันหน้าซีดด้วยความตกใจ“มี่ถง!”ร้องลั่นขณะสีหน้าซีดเผือดก่นด่าหงซือจินในใจ
‘มารดามันเถอะข้าอุตส่าห์สะกดยัยตัวร้ายนี่ให้หลับใหลแต่ดูเจ้าโง่นี่ดันใช้นางเป็นตัวประกัน ถ้านางตื่นขึ้นมาได้ตายห่า...กันหมดแน่!’แม้ว่าไป๋หลงจะใช้เวทสะกดมี่ถงให้หลับใหลทว่าหากนางสัมผัสถูกพลังชั่วร้ายหรือจิตมาร นางจะต้องตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน...และนั่นจะกลายเป็นหายนะของเทพและมารในทันที
ไป๋หลงทำสีหน้าสมเพชมองอีกฝ่ายเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่า“มนุษย์ที่เพิ่งจะรู้จักโลกของเทพเซียนอย่างเจ้า ช่างไม่รู้จักเจียมตนคิดจะเล่นงานเทพมังกรอย่างข้า!”
หงซือจินที่กำลังทำสีหน้าเยาะเย้ยพลันสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น “หากไม่ใช่เพราะเจ้าครอบครัวข้าก็ไม่ต้องแตกแยก มารดาก็ไม่ต้องถูกขับไล่จากตระกูล!”หงซือจินตวาดเสียงกร้าว
ก่อนจะทำสีหน้าเยาะเย้ยเมื่อฉุกคิดได้“ฮึ...อย่ามาทำปากเก่งเพื่อถ่วงเวลาหน่อยเลย ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังรวบรวมพลังทำลายค่ายกล!”
ไป๋หลงได้ยินแล้วพลันก็ขมวดคิ้วคิดไม่ถึงว่าหงซือจินก็ยังพอมีสมองอยู่บ้าง
“ว้า...แย่จริงดันมีคนรู้ทันเสียได้”ไป๋หลงทำเสียงกวนประสาท“แม้ว่าค่ายกลนี้จะร้ายกาจก็จริง”ว่าพลางเหยียดยิ้มดูถูกไปที่หงซือจิน “ทว่าถูกควบคุมโดยพวกจิตมารที่อ่อนหัดและผู้ออกคำสั่งที่ไม่รู้จักเรื่องของค่ายกลแม้เพียงนิด”ไป๋หลงแบะปากใส่ด้วยความดูถูกแต่ในใจกับเดือดพล่านราวกับมดอยู่บนกระทะร้อนๆ
เดิมทีไป๋หลงกำลังลอบสะสมพลังเวททีละนิดเพื่อทำลายค่ายกลซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ จนถูกดูดพลังชีวิตไปหนึ่งในสี่ แม้ว่าจะอันตรายแต่ก็ยังพอใช้ทำลายค่ายกลนี้ได้และยังเหลือพลังมากพอไปจัดการจอมมารได้อีกด้วย
แต่เหตุการณ์ตรงหน้าช่างไม่เอื้ออำนวยดูท่าแล้วคงต้องใช้วิธีสุดท้าย ระเบิดพลังชีวิตกว่าครึ่งเพื่อทำลายค่ายกลนี้ให้เร็วที่สุดหาไม่หากเทพมังกรดำตื่นขึ้นมา จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
“เจ้าคิดว่าจะจัดการเทพมังกรอย่างข้าได้หรือ...ฮึ...ช่างโง่เขลานัก!”ไป๋หลงตวาดลั่น ขณะดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงก่อให้เกิดแรงกดดันขุมใหญ่ทำให้รู้สึกอึดอัดหงซือจินถึงกับเอามือกุมหน้าอกด้วยความรู้สึกคล้ายมีของหนักมากดทับหน้าอกจนหายใจลำบาก
“อ๊ากกก”เสียงจิตมารที่สิงร่างของมนุษย์ต่างกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อไฟสีขาวลุกท่วมไปทั่วค่ายกล
“ไฟชำระจิต!”เหล่าจิตมารสีหน้าตื่นตระหนกด้วยความหวาดกลัวไฟนี้เกิดจากพลังวิญญาณของเทพที่สามารถทำลายจิตมารได้
เหล่าจิตมารตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงสีขาวเปลวไฟชำแรกเข้าสู่ร่างที่พวกมันสิง เข้าไปเผาไหม้ทำลายจิตมาร จากภายในจนพวกมันสีหน้าบิดเบี้ยวลงไปดิ้นกับพื้นคล้ายไส้เดือนถูกน้ำร้อนลวก....
หงซือจินเห็นแล้วพลันหน้าซีด‘ไหนจอมมารบอกว่าค่ายกลนี้จะใช้จัดการไป๋หลงได้แล้วทำไมนางยังแผลงฤทธิ์ได้ขนาดนี้!’หงซือจินพลันรู้สึกว่าตนกำลังแส่หาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว