ตอนที่4
ข้าเป็ตำรวจ
คุณหญิงอุ่นเดินนำบ่าวไพร่หลายคนมาที่เรือนแก้ว แล้วสำรวจความเรียบร้อยไปทั่วเรือนจุดไหนควรปรับปรุงก็เรียกบ่าวให้มาจัดการโดยด่วน หลวงอินทราบดีศรีราชนั่งกินขนมที่บ่าวนำมาให้ ส่วนบัวดินนั่งพับเพียบบนพื้นที่หอกลางนางเหลือและผู้หญิงอายุราวสิบห้าปีคนหนึ่งเดินมานั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นชานเรือน
“เป็อย่างไรบ้างแม่บัวดิน ห้องหับพออยู่ได้หรือไม่”
“เรือนสวยงามน่าอยู่มากเ้าค่ะ” บัวดินยิ้มแก้ปริ
“ข้าพาจำปามาเป็ต้นห้องให้เอ็ง” ด้วยความที่คุณหญิงอุ่นจัดการภายในเรือนอย่างรอบคอบเสมอจึงพาบ่าวต้นห้องมาให้บัวดินโดยที่หลวงอินผู้เป็ลูกยังไม่ทันออกปากด้วยซ้ำ
เด็กสาวรีบคลานมาทางบัวดินแล้วไหว้อย่างนอบน้อมบัวดินยิ้มกว้างให้ต้นห้องของตัวเองก่อนจะไหว้คุณหญิงอย่างงดงามที่สุดในชีวิตรู้สึกซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของท่าน
“ข้าขอบพระคุณคุณหญิงมากเ้าค่ะ หากไม่ได้พบคุณหญิงและหลวงอิน ข้าต้องแย่แน่ๆ”
“คำพูดคำจาของเอ็งแปลกหูดีนักขอบพระคุณกระนั้นรึ” คุณหญิงอุ่นยิ้มน้อยๆ
หลวงอินรีบเอ่ยขึ้น “เอ็งคงหมายถึงขอบน้ำใจกระมัง”
บัวดินหน้าเหวอนิดๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก“ขอบน้ำใจคุณหญิงมากเ้าค่ะ”
“คิดเสียว่าเป็ลูกหลานข้ามิต้องเกรงใจไป” คุณหญิงยิ้มกว้างดูอบอุ่นกว่าตอนแรกพบมากนัก
หลวงอินอมยิ้มเมื่อเห็นว่ามารดาของตนมีเมตตายิ่งนัก
“สำรับมาแล้วเ้าค่ะ” นางเหลือเอ่ยแจ้งคุณหญิงอุ่น
“นำขึ้นมา”
สิ้นเสียงคุณหญิงก็มีบ่าวผู้หญิงห้าคนช่วยกันยกสำรับอาหารขึ้นมาวางไว้ที่โต๊ะไม้จนแทบล้นโต๊ะก่อนจะถดถอยไปนั่งอยู่ที่มุมเรือน
“กินข้าวกินปลากันเถิด ข้าจะกลับเรือนหลวงอินอยู่กินข้าวกับแม่บัวดินเสียที่นี่เถิด”
“ขอรับ” หลวงอินเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง
บัวดินเห็นรอยยิ้มของหลวงอินแล้วรู้สึกใจเต้นแปลกๆ อีกครั้ง คิดว่าเขาเป็ผู้ชายที่มีรอยยิ้มทรงเสน่ห์อย่างเหลือร้ายถึงขนาดทำให้คนจิตใจแข็งแกร่งด้านเพศตรงข้ามอย่างเธอเผลอมองได้บ่อยถึงเพียงนี้เธอรู้สึกตัวก็เมื่อหลวงอินเดินไปส่งคุณหญิงถึงหน้าเรือนจึงรีบเดินตามไปส่งด้วยหลังจากนั้นจึงพากันกลับมานั่งที่หอกลางเพื่อรับประทานอาหาร
เมื่อได้กลิ่นอาหารบัวดินก็ท้องร้องขึ้นมาทันที
“จะว่าไปฉันยังไม่ได้กินข้าวมาั้แ่เมื่อวานเลยนี่ ก่อนมาที่นี่จิบกาแฟไปนิดเดียวเองถึงว่าสิหิวชะมัดยาด”บัวดินนึกถึงกาแฟที่แวะซื้อที่ปั๊มน้ำมันขณะเดินทางไปสืบคดีของขวัญข้าวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเธอมัวแต่นั่งคุยเื่คดีกับผู้กองศรชัยจึงดื่มกาแฟไปได้ไม่ถึงครึ่งแก้ว
หลวงอินมองตาปริบๆ สีหน้างงงวย “จิบกาแฟรึ อาหารเมืองเอ็งนามประหลาดนัก”
บัวดินได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้ เธอหิวจนี้เีมานั่งอธิบายจึงพุ่งความสนใจไปที่อาหารตรงหน้าแทนก็พบว่าอาหารถูกบรรจุในถ้วยชามลายครามที่แลดูแพงราวกับไปนั่งที่ร้านอาหารไทยตำรับชาววังหรือโรงแรมหรูหราเธอคิดว่าจานสวยๆ แบบนี้น่าจะเอาไปประดับบ้านมากกว่าจะมาใส่อาหารคาวหวานแบบนี้หญิงสาวคิดแล้วก็ไม่กล้ากินแต่ท้องนี่สิกลับร้องออกมาเสียงดังจนหลวงอินหัวเราะลั่นบัวดินจึงได้แต่ยิ้มเก้อเขิน เมียงมองชายหนุ่มล้างมือในขันทองเหลืองแล้วใช้มือจับข้าวใส่ปาก เธอจึงทำตามแต่ก็เลอะเทอะมือไปหมดหลวงอินจึงสอนการใช้มือหยิบจับอาหารให้เธอเสียยกใหญ่
“พรุ่งนี้คุณหลวงว่างไหมเ้าคะ” บัวดินตัดสินใจเอ่ยถามหลังจากที่คิดทบทวนมาหลายรอบแล้วมือหยิบผลไม้ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
“ว่างรึ” หลวงอินพยายามแปลความหมายจากศัพท์ที่ได้ยิน
“ข้าหมายถึงพรุ่งนี้คุณหลวงต้องทำงานรึเปล่าเ้าคะ”
“ข้าต้องเข้ากรมแต่เช้า เหตุใดเอ็งจึงถามเล่า”
“ข้าอยากให้คุณหลวงพาไปจุดที่ข้านอนสลบอยู่ บางทีอาจมีหนทางกลับบ้านได้”
“ได้สิ ข้าออกเวรเมื่อใดจะมารับเอ็งที่เรือน”
หญิงสาวถลาไปเกาะแขนหลวงอินด้วยความดีใจ
“จริงนะเ้าคะ คุณหลวงใจดีจังเ้าค่ะ” ร่างแบบบางยิ้มกว้างแต่ก็ต้องรีบปล่อยมือเมื่อหลวงอินทำหน้าดุทั้งที่แววตาพราวระยับ
“เป็แม่หญิงเหตุใดจึงเกาะแขนชายเยี่ยงนี้ อย่าทำให้แม่ข้าเห็นเล่า เอ็งโดนลงหวายหลังลายเป็แน่” หลวงอินขู่เสียงเข้มแต่แววตากลับยิ้มได้
“ขอโทษเ้าค่ะ ข้าดีใจเกินไปหน่อย” หญิงสาวยิ้มเก้อ
หลวงอินเผยรอยยิ้มน้อยๆ เขาแอบพินิจหญิงตรงหน้าอย่างเผลอไผลเธอมีรูปหน้ากลมสมส่วน คิ้วดำโค้งรับกับดวงตากลมโตสดใสแฝงความแน่วแน่ไว้ภายในจมูกโด่งปลายหยดน้ำสมส่วน ปากเรียวบาง อีกทั้งแม่หญิงผู้นี้มีลักษณะบางอย่างที่ผิดแผกจากแม่หญิงทั่วไปเรียกได้ว่ามีความคิดอ่านเป็ของตัวเอง ดูฉลาดทันคน ซ้ำยังใจเด็ดนักดูเอาเถิดคราที่นางพยายามรัดคออ้ายเอี้ยงที่ตัวใหญ่กว่ามากโข แม้จะโดนเหวี่ยงลงพื้นแต่ก็ไม่ทำให้นางขลาดกลัวแม้แต่น้อยนับเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากอยู่ใกล้แม่หญิงสักคนด้วยความรู้สึก ‘สนใจ’ ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากนางได้
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าแม่หญิงที่ตนควรชมชอบมีลักษณะเช่นไร ด้วยเพราะแต่ละวันเขามักหมกมุ่นกับหน้าที่การงานอีกทั้งเขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่บิดาเลือกให้แล้วทำไมต้องมีหญิงในฝันให้เสียเวลาเล่า แต่ครานี้ช่างแปลกนักภาพในหัวของเขาล้วนคิดถึงคุณสมบัตินานัปการที่บัวดินน่าจะมี และคุณสมบัติเ่าั้เองคือสิ่งที่เขา้า
‘รักเอย...เอ็งคือรักแรกของข้าหรือไม่หนอ แม่หญิงบัวดิน’
บ่ายแก่วันรุ่งขึ้น
“คุณหลวงเมื่อไรจะมาสักทีล่ะน้องจำปา”บัวดินนั่งกระสับกระส่ายอยู่ที่ศาลาท่าน้ำชะเง้อคอมองไปที่แม่น้ำตลอดเวลา วันนี้เธอสวมรองเท้าหนังสานซึ่งคุณหญิงอุ่นให้บ่าวนำมาให้จึงรู้สึกเดินได้สบายขึ้นมาก
“ประเดี๋ยวก็มาเ้าค่ะแม่หญิง” จำปาเอ่ยพลางมองนายใหม่ด้วยรอยยิ้มสดใส
ั้แ่จำปามาเป็ต้นห้องเมื่อวานนี้ก็ช่วยดูแลนายใหม่สารพัดทั้งการอาบน้ำ เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย อาหารการกินแล้วต้องมาคอยตอบคำถามสารพัดอย่างที่บัวดินอยากรู้อีกด้วยตอนนี้บัวดินจึงยกให้จำปาเป็ครูวิชาวิถีชีวิตอโยธยาไปแล้ว
บัวดินมองท่าทียิ้มๆของจำปาอย่างสงสัย
“ยิ้มอะไรจ๊ะน้องจำปา”
“บ่าวขออภัยเ้าค่ะ บ่าวชื่นชมแม่หญิงบัวดินนัก”
“ทำไมล่ะ”
“แม่หญิงงามนักเ้าค่ะ ใบหน้าโค้งมนดั่งพระจันทร์ข้างขึ้นผิวรึก็เนียนละเอียดปานน้ำผึ้งเดือนห้า ดวงตากลมโตสุกใสดุจกวางป่ารูปร่างรึก็อรชรอ้อนแอ้นนัก”
“พูดซะพี่สวยเว่อร์เลยนะถ้ารู้ั้แ่ก่อนเกิดว่าหน้าตาแบบนี้สวยในสมัยอยุธยาพี่คงขอแม่ย้อนเวลามาเกิดที่นี่แล้วล่ะ...เอ๊ะนั้น!” หญิงสาวร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นเรือของหลวงอินทราบดีศรีราชลอยลำเข้ามาใกล้ท่าน้ำแล้ว
“ประเดี๋ยวจำปามานะเ้าคะ” จำปาเอ่ยจบก็รีบวิ่งเข้าไปในเรือนทันที
บัวดินยืนยิ้มกว้างรอต้อนรับเมื่อเผือกพายมาถึงท่าน้ำเรียบร้อยแล้ว จำปาก็เร่งฝีเท้าเดินกลับมาพร้อมกับถาดใบเล็กในนั้นมีขันใส่น้ำฝนใบหนึ่ง
“ขอบใจจ้ะน้องจำปา” บัวดินเห็นขันน้ำก็รู้ทันทีว่าควรทำอะไร
หลวงอินก้าวขึ้นมาบนศาลาด้วยรอยยิ้มกว้างร่างสูงเดินกำดาบไปนั่งที่ม้านั่งด้านหนึ่งของศาลา
“เหนื่อยไหมเ้าคะ น้ำเ้าค่ะคุณหลวง” บัวดินรีบไปนั่งใกล้ๆชายหนุ่มก่อนจะยกขันน้ำส่งให้เขาอย่างเอาใจ คุณหลวงรับน้ำไว้ก่อนจะค่อยๆดื่มแล้วส่งขันคืนมาให้
“ชื่นใจยิ่ง ขอบน้ำใจเอ็งนัก”
“คุณหลวงหายเหนื่อยรึยังเ้าคะ” บัวดินถามน้ำเสียงเกรงใจไม่อยากจะเร่งเร้านักแต่มันจำเป็
หลวงอินนิ่งคิดก่อนจะเอ่ยออกมาเหมือนพึ่งนึกได้
“ข้าลืมไปเสียสิ้น ข้าต้องพาเอ็งไปที่เกิดเื่ใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ ข้าต้องไปขออนุญาตคุณหญิงหรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ
“มิต้องดอก เมื่อวานข้าบอกแม่ไว้แล้ว ถ้าเช่นนั้นไปกันเถิด”
หลวงอินเดินนำไปลงเรือรำเล็กซึ่งมีเผือกซึ่งได้ยินคำสนทนาของเ้านายนั่งรอในเรือเรียบร้อยแล้ว
บัวดินก้าวลงเรืออย่างกระฉับกระเฉงเธอแอบเห็นสายตายิ้มๆ ของหลวงอินก็บ่นในใจเพราะรอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเจอหน้าเขาเมื่อครู่เสียอีกหากเขายิ้มพร้อมเสน่ห์ประจำกายออกมาบ่อยเกินไปดูท่าจะไม่ดีต่อหัวใจของเธอสักเท่าไร
หลวงอินสั่งให้เผือกพายเรือไปย่านป่าถ่านบัวดินลงมือพายเรือช่วยเผือกอีกเช่นเคยเมื่อเห็นเผือกจะอ้าปากค้านเธอก็ทำเป็ไม่สนใจเผือกจึงคร้านจะห้ามปรามจึงปล่อยให้หญิงสาวพายเรือไปให้สมใจ
เรือล่องตามแม่น้ำไปเรื่อยๆริมตลิ่งมีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมไปทั่ว มีบ้านเรือนไม้ไผ่ริมน้ำเรียงรายเป็ย่อมๆบางบ้านเด็กว่ายน้ำเล่นน้ำกันดูสนุกสนาน มีผู้หญิงหลายคนนั่งซักผ้าอยู่ริมน้ำ ถัดไปอีกหน่อยเห็นผู้ชายสองคนกำลังเหวี่ยงแหหาปลาหญิงสาวก้มมองผืนน้ำอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก คำว่า ‘น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา’ มันมีความหมายแบบนี้นี่เองความงดงามของผืนน้ำทำให้เธอััถึงความเย็นฉ่ำของน้ำใสด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข
บัวดินมองวิถีชีวิตเรียบง่ายนี้ด้วยความสนใจตอนที่เธออยู่ในสวนของตาและยายก็ใช้ชีวิตไม่ต่างจากนี้นักเธอนึกถึงภาพของตาเดินกลับมาในบ้านพร้อมกล้วยเป็เครือมืออีกข้างถือถังใส่ปลาช่อนตัวใหญ่สองตัวส่วนเธอก็ไปเก็บผักที่มีอยู่รอบบ้านไปให้ยายทำอาหารในครัวไม้เล็กๆหลังบ้านไม้สองชั้นหลังเก่าซึ่งเธออาศัยอยู่ที่นี่ั้แ่อายุเจ็ดขวบ
หญิงสาวทำหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงครอบครัวที่ไม่มีอยู่แล้วของตนเองทุกคนจากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ เริ่มั้แ่พ่อที่ไปจับคนร้ายจนถูกยิงเสียชีวิตส่วนแม่เป็โรคมะเร็งลำไส้เมื่อสิ้นพ่อและแม่ไปแล้วญาติทางฝั่งพ่อก็ไม่อยากเลี้ยงเธอไว้เป็ภาระเมื่อตาและยายรู้เื่จึงรีบพาตัวเธอไปเลี้ยงดูที่สวนฝั่งธนบุรีเธอมีความสุขมากที่ได้อยู่กับตาและยาย แต่ท่านก็มาด่วนจากไปด้วยโรคภัยหลายโรคทั้งคู่ในเวลาไล่เลี่ยกันทั้งที่อีกแค่ปีเดียวเธอก็จะได้เป็ตำรวจดั่งที่ฝันไว้แล้วแท้ๆแต่ในวันที่เธอประสบความสำเร็จกลับไม่มีครอบครัวอยู่ข้างเธอเลยสักคน
เธอสลัดความเศร้าทิ้งไปเมื่อรู้ว่าตอนนี้เธอควรใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดเพื่อให้ตาและยายบน์เบาใจว่าเธอสามารถเอาตัวรอดและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้บัวดินค่อยๆ ปรับโหมดความเศร้าจนสีหน้าเริ่มสดใสขึ้นอีกครั้งเธอมองซ้ายทีขวาทีอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ทันสังเกตสายตาพินิจพิจารณาของหลวงอินเลย
หลวงอินนั่งมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอารมณ์ของหญิงสาวอย่างสนใจเพียงเวลาไม่นานแต่นางก็เปลี่ยนอารมณ์กลับไปกลับมาหลายตลบ เห็นได้ชัดว่าหากเธอไม่ระวังตัวก็มักแสดงออกทางสีหน้าและแววตาอย่างหมดเปลือก