ยามค่ำคืนอันเงียบสงัดไร้ซุ่มเสียงสัญญาณชีพของสิ่งมีชีวิต ความมืดมิดเข้าปลกคลุมผืนเมืองราวกับมีเงื้อมมือของปีศาจกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง
ภายในซอกหลืบของมุมตึกแห่งหนึ่งที่แสงสว่างของดวงจันทร์ไม่อาจสาดส่องถึง มีร่างสีดำทมิฬเคลื่อนขยับไปตามความมืดอย่างไร้ซุ่มเสียงปานกับยมทูตที่กำลังแฝงตัวหลอมรวมไปกับความมืดไม่นานร่างสีดำก็เลือนหายไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอยเหลือไว้เพียงบรรยากาศอันอึมครึมที่ก่อขึ้นมาอย่างไร้ทางต่อต้าน
ผ่านไปเพียงชั่วขณะแสงจันทร์ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าสาดแสงอ่อนๆไปตามซอกหลืบที่เคยก่อความลึกลับอย่างไร้ที่สิ้นสุดภายในชั่วขณะเดียวก็พัดพาบรรยากาศลึกลับไปอย่างสูญสิ้น
“ฮึม!....”
เสียงพึมพำงึมงำของชายแก่ร่างท้วมที่กำลังยืนอยู่หน้าซอกซอยด้วยใบหน้าแดงก่ำดวงตาแทบจะปิดจนมิด ในมือถือขวดเหล้าขวดหนึ่งไว้อย่างแหนหวงปานกับกำลังอุ้มลูกสุดที่รักเอาไว้ด้วยพิษจากสุราทำให้ชายแก่เดินกระเผลกจวนจะซวนเซแต่ก็ยังคงประคองสติสัมปชัญญะไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ชายแก่ยกเหล้าขึ้นมากระดกหนึ่งอึกก่อนจะพาร่างอันซวนเซของตนเดินเข้ามาในซอกหลืบหวังจะหาจุดบังตาสำหรับทำธุระส่วนตัวเมื่อเดินเข้ามาได้สักระยะก็ทำการหันซ้ายแลขวาเพื่อตรวจความเรียบร้อยแล้วรูดซิปกางเกงลงเตรียมจัดการธุระส่วนตัว
“ฮ้า!”
เสียงของความสุขสันหลังจากปลดปล่อยสิ่งที่ได้อัดอั้นเอาไว้ชายแก่ทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มพร้อมกับแหงนมองท้องฟ้าที่สว่างไสวพร้อมกับหมู่ดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนฟากฟ้า
แต่ในขณะเดียวกันก็มีสายลมเอื่อยเฉื่อยพัดกระทบร่างของชายแก่จนเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บจนต้องกระชับเสื้อนอกเอาไว้แน่นเขายืนทำธุระสักพักก็ทำการรูดซิปกางเกงขึ้นเตรียมพร้อมจะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป
“ฟืด!นี่มันกลิ่นอะไรกัน”ชายแก่ยกมือขึ้นมาอุดจมูกเอาไว้หลังจากได้กลิ่นฉุนอะไรบางอย่าง
สายลมที่เคยพัดพาลมหนาวมาบัดนี้ได้ค่อยๆพัดพาอะไรบางอย่างตามมาราวกับกำลังบอกหมดเวลาแห่งความสุขสันนั้นแล้วกลิ่นคาวคลุ้งลอยฟุ้งไปตามอากาศ แม้จะอุดจมูกเอาไว้แต่ก็ไม่อาจกันเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
ชายแก่เดินไปตามต้นทางของเหตุที่ก่อให้เกิดกลิ่นสัปดนนี้ขึ้นมาด้วยความประหม่ามือที่ถือขวดเหล้าเอาไว้เริ่มสั่นพล่าหัวใจเต้นแรงและเร็วราวกับจะทะลุออกมาด้านนอกทั้งที่อากาศค่อนข้างจะเหน็บหนาวแต่บัดนี้ใบหน้าของชายแก่ก็เริ่มมีเหงื่อซึมไหลออกมาพลั่กๆ
“ฮะ..ฮัลโหล มีใครอยู่มั้ย”
เสียงของเขากระทบไปตามซอกหลืบจนได้ยินเสียงก้องของตัวเองสะท้อนกลับมาแต่ก็ไร้เสียงตอบรับของสิ่งมีชีวิตตอบกลับมา ถึงแม้จะมีความหวั่นวิตก กังวลแต่ชายแก่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆเดินไปตามกลิ่นเหล็กที่ค่อนข้างจะเหม็นสาบโดยไร้ซึ่งสิ่งป้องกัน
แสงจันทร์สาดส่องแสงสีนุ่มตกกระทบไปตามหนทางด้านหน้าจนพื้นที่โดยรอบเริ่มสว่างไสวราวปานเป็่ก่อนรุ่งเช้าก็ไม่ผิดเบื้องหน้าปรากฏให้เห็นถังขยะเหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้าชิ้นใหญ่โดดเด่นวางหลาอยู่ใกล้ๆ
ถังขยะอาจจะดูไม่เด่นสะดุดตาเท่าไหร่นักเพราะเป็สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปตามซอกซอยในเมืองแต่ที่เด่นชัดจนซัดความสงบเสงี่ยมของชายแก่เอาไว้ได้อย่างอยู่หมัดก็คือสายน้ำสีแดงที่กำลังไหลซึมออกออกมาจากรอยแตกของตัวถังขยะที่ส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วทุกที่
“อึก!”
ชายแก่กลืนน้ำลายลงคอค่อยพาขาอันซวนเซเพราะฤทธิ์เหล้าและความหวาดกลัวปนเปกันแล้วเดินไปยังถังขยะที่ซึ่งปล่อยกลิ่นพึงประสงค์ออกมาค่อยๆก้มหน้ามองของเหลวสีแดงที่ไหลนองไปตามพื้นปูนด้วยสีหน้าเหยเกแม้อยากจะถอยกลับแต่ก็ไม่สามารถบังคับขาของตัวเองให้ก้าวถอยกลับไปได้
สายตาของเขาค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นจากกองของเหลวสีแดงอย่างอิดออดจ้องมองไปยังด้านในกล่องถังขยะซึ่งสูงประมาณหัวไหล่มองลึกเข้าไปยังด้านในตัวถังขยะ
“วะ...”
เสียงจากลำคอไม่อาจเปล่งออกมาได้ราวกับถูกปิดกั้นเอาไว้จากภายในอย่างสิ้นเชิงเบื้องหน้าปรากฏให้เห็นร่างของอะไรบางอย่างที่คล้ายกับมนุษย์กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในกองขยะมีเืไหลออกมาจากาแตรงซอกคอที่เหวอะหวะเพราะถูกของมีคมปาดตัดเส้นเืใหญ่จนขาด
เมื่อสายตาสามารถปรับแสงให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชัดๆก็เผยให้เห็นร่างอันไร้สัญญาณชีพของหญิงสาวผมยาวซึ่งกำลังนอนตาปิดมิดราวกับไม่สามารถที่จะลืมตาขึ้นมาได้อีกครั้ง
“ว้ากกกก!”
ชายหนุ่มร้องสุดเสียงก่อนจะล้มก้นกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงแต่บัดนี้ความเ็ปที่ส่งผ่านมาก็ไม่อาจบดบังความหวาดกลัวกับภาพที่เห็นตรงหน้าได้อย่างแจ่มชัดชายแก่ทิ้งขวดเหล้าซึ่งเคยเป็เหมือนกับลูกรักเอาไว้อย่างไม่แยแสแล้วรีบวิ่งจ้ำอ้าวออกมาจากซอกหลืบพร้อมกับแหกปากะโราวกับคนบ้า
เขาไม่อาจจะลืมเลือนภาพที่น่าหวาดเสียวได้อย่างหมดจดภาพของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งไปอย่างเลื่อนลอยชุดสีขาวที่บัดนี้ได้เปลี่ยนไปเป็สีแดงเืสาดส่องไปทั่วตัวริมฝีปากที่เปิดอ้าออกมาแต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ตลอดกาลและตัวอักษรสีเืที่เขียนอยู่บนหน้าผากของร่างอันไร้ิญญา
‘DEATH’