เย่เหว่ยซวนมันรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าของเฟิงฉือจินโดยมิทราบสาเหตุทว่ามันก็ได้ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ เลิกคิดดีกว่ามันคงจะหน้าเหมือนขยะบางคนที่ข้าได้จัดการไป ’’ “นายน้อยมีอะไรรบกวนใจท่านอยู่หรือขอรับ ? ’’ เย่เต้าเหวินสังเกตเห็นถึงความประหลาดใจของเย่เหว่ยซวนจึงกล่าวถามด้วยความสงสัย“ ไม่มีอะไรหรอก อย่าได้สนใจเลย ’’เย่เหว่ยซวนส่ายหน้าก่อนจ้องมองไปยังเฟิงฉือจินที่อยู่ในสนามประลองอีกครั้ง
ตอนนี้ทั่วทั้งรอบๆสนามประลองัคลั่งต่างเงียบกริบทุกๆคนล้วนตะลึงในผลลัพธ์การประลองของคู่แรกเป็อย่างมาก พวกมันตะลึงที่เฟิงฉือจินสามารถเอาชนะกงอี้จิงได้อย่างสบายๆแถมดูเหมือนว่าเฟิงฉือจินยังคงเก็บซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้อีกมากมายด้วย
“ มันทําได้อย่างไรกัน หรือว่ามันผู้นั้นจะปลอมแปลงระดับพลังบ่มเพาะลมปราณ ?’’ จอมยุทธ์น้อยผู้หนึ่งจ้องมองเฟิงฉือจินด้วยความสงสัย
“ ไร้สาระน่า การปลอมแปลงระดับพลังบ่มเพาะลมปราณแม้จะทําได้ทว่ามันก็ทําได้เพียงแค่นั้นแต่จะไม่สามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์แบบนี้! ’’
“ งั้นแสดงว่ามันเป็ผู้ที่มีอํานาจท้าทายกฏแห่ง์รึ ? ’’
“ เื่นั้นใครจะสามารถรู้ได้ มีเพียงมันเองเท่านั้นแหละที่รู้ ! ’’
“ หรือว่าเด็กน้อยผู้นี้จะมาจากนิกายใหญ่บางนิกาย ? ’’
“ ไอ้เ้าเฒ่าหน้าโง่ เ้าไม่เห็นชุดศิษย์สํานักเทวาลัยที่มันสวมอยู่รึไงศิษย์จากนิกายใหญ่มักจะหยิ่งยโสไม่แยแสสํานักเล็กกระจ้อยร่อยเช่นสํานักเทวาลัยหรอกโดยเฉพาะเื่ที่จะให้พวกมันสวมชุดศิษย์สํานักเทวาลัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ’’
“ แล้วจอมยุทธ์น้อยผู้นี้มันเป็ใครมาจากไหนกันล่ะเหตุใดมันถึงสามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้เช่นนี้ ? ’’
ผู้คนมากมายต่างแสดงความคิดเห็นและตั้งคําถามต่างๆนานาเกี่ยวกับตัวตนของเฟิงฉือจินเนื่องจากพวกมันไม่เชื่อว่าเฟิงฉือจินจะเป็ศิษย์ของสํานักเทวาลัยจริงๆด้วยรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มแล้วพวกมันสามารถคาดเดาได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มเช่นเฟิงฉือจินจะต้องมีอายุไม่เกินสิบหกปีดังนั้นพวกมันจึงมิเชื่อว่าสํานักเทวาลัยจะมีอัจฉริยะปีศาจที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้เช่นนี้อยู่
ปิ๋งเิเองก็ตะลึงหนักมิใช่น้อยตัวมันที่เป็ถึงผู้บ่มเพาะลมปราณระดับชั้นลึกลํ้าขั้นสองไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อนโดยเฉพาะการต่อสู้ข้ามระดับแม้มันจะเคยพบเจอมา อย่างมากก็แค่หนึ่งถึงสองระดับแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เนื่องจากมันเป็การต่อสู้ข้ามระดับถึงหนึ่ง่ชั้นนี่มันน่าตะลึงยิ่งนัก “ เ้าหนุ่มนี่เป็ใครกันแน่เหตุใดมันถึงมีความสามารถแข็งแกร่งเช่นนี้ ’’ มันมองเฟิงฉือจินด้วยแววตาอยากรู้
เฟิงฉือจินที่เห็นว่าปิ๋งเิยังมิได้ประกาศผลลัพธ์การประลองเขาจึงกล่าว“ ผู้าุโรบกวนท่านประกาศผลลัพธ์การประลองนี้ด้วย ’’จากนั้นเขาไม่รอช้าที่จะทะยานกลับไปยังที่ๆพวกเจียงหลิวอยู่อย่างรวดเร็วปิ๋งเิไม่รอช้าเช่นกันที่จะขึ้นไปบนสนามประลองัคลั่งและประกาศผลลัพธ์ที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วออกไปพร้อมกับเรียกคู่ต่อสู้คู่ต่อไปขึ้นไปบนสนามประลองัคลั่ง
จั่วม่อที่นั่งอยู่ในกลุ่มฝูงชนก็ได้หันไปมองเฟิงฉือจินที่ได้ทะยานกลับสู่ที่นั่ง“ เป็มัน เหตุใดมันถึงได้มาอยู่ที่นี่ว่าแต่ทําไมระดับพลังชั้นจุติขั้นสิบของมันถึงได้ก้าวหน้าขึ้นเป็ชั้นิญญาได้ล่ะแถมยังสามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้หลายขั้นอีกด้วย นี่มันไปพบเจอเื่อัศจรรย์แบบใดมา?’’ มันรู้สึกสงสัยและประหลาดใจในเวลาเดียวกันเนื่องจากมันไม่คิดว่าเฟิงฉือจินศิษย์สายในจะมาเข้าร่วมการประลองยุทธ์ครั้งนี้ทั้งยังสามารถต่อสู้กับผู้บ่มเพาะลมปราณชั้นอวตารได้ด้วยระดับชั้นิญญาขั้นหนึ่งนี่มันแปลกประหลาดเกินไป ตัวมันจึงเชื่อว่าใน่เวลาไม่กี่วันมานี้เฟิงฉือจินจะต้องได้พบเจอบางสิ่งบางอย่างมาแน่หากไม่เป็เช่นนั้นมันจะไปมีความสามารถในการเอาชนะผู้ที่มีระดับชั้นอวตารได้อย่างไร
ฉินฮูหลิงที่อยู่ในจุดที่โดดเด่นที่สุดทําเพียงเหลือบมองเฟิงฉือจินพร้อมกับคิดในใจ“ หรือว่ามันจะมีกายาธาตุ ?’’ จากนั้นนางก็ได้ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนี้ก่อนจะกลับสู่ความเงียบงําเช่นเดิม
หลังจากที่เฟิงฉือจินกลับมายังที่นั่งแล้วเขาก็ได้ถูกเจียงหลิวและพรรคพวกของมันจ้องมองด้วยแววตาสงสัยที่ผสมความตะลึง
“ เฟิงฉือจินนี่เ้าทําได้อย่างไรกัน ? ’’
“ ใช่ ข้าไม่คิดเลยว่าเ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ’’
“ หรือว่าเ้าจะบ่มเพาะด้วยทักษะพิเศษ ? ’’
เฟิงฉือจินที่เผชิญหน้ากับคําถามมากมายของเจียงหลิวและพรรคพวกจึงได้กล่าวสั้นๆว่า“ จริงๆแล้วระดับพลังบ่มเพาะลมปราณของข้านั้นอยู่ในชั้นอมตารขั้นหนึ่งเพียงแต่ข้าได้ใช้วิธีพิเศษทุกๆคนจึงััได้ว่ามันเป็ชั้นิญญาขั้นหนึ่งอย่างที่เห็น’’เขาเลือกที่จะอธิบายเช่นนี้มันเป็เพราะเขาไม่้าที่จะตอบคําถามอื่นๆอีกแล้ว
“ เป็งั้นเองหรอกรึ ถึงว่าทําไมเ้าถึงได้ต่อสู้กับมันได้อย่างง่ายดายนัก’’ เจียงหลิวพยักหน้าเข้าใจ เนื่องจากมันเชื่อว่าเฟิงฉือจินคงมิได้โกหกเพราะมันเองรู้ดีว่าการต่อสู้ข้ามระดับหากมิได้เป็อัจฉริยะจริงๆคงจะทํามิได้โดยเฉพาะการต่อสู้ข้ามระดับชั้นมันยิ่งเป็ไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ดังนั้นแล้วมันจึงเชื่อว่าสิ่งที่เฟิงฉือจินบอกมาจะต้องไม่ใช่เื่โกหก
เมื่อเฟิงฉือจินอธิบายเสร็จสิ้น คนอื่นๆจึงมิได้กล่าวถามต่อเนื่องจากพวกมันเชื่อในแบบเดียวกันกับที่เจียงหลิวเชื่อในเวลานี้เองเฟิงฉือจินก็ได้เหลือบมองไปยังเย่เหว่ยซวนที่อยู่ห่างไกลพร้อมกับคิดในใจ“ ดูเหมือนว่ามันจะจําข้าไม่ได้จริงๆ ’’ จากนั้นเขาก็ละความสนใจก่อนที่จะมองไปยังการประลองยุทธ์ที่กําลังจะเริ่มขึ้น้า
การประลองยุทธ์คู่ที่สองเป็คู่ระหว่างพวกที่ไม่มีชื่อเสียงชั้นิญญาดังนั้นมันจึงจบลงค่อนข้างเร็ว จากนั้นก็ผ่านไปอีกสิบคู่ จนมาถึงคู่ของเจียงหลิวคู่ต่อสู้ของเจียงหลิวนั้นคือจั่วม่อ !
เจียงหลิวได้ทะยานขึ้นไปบนเวทีก่อนกล่าวกับจั่วม่อด้วยนํ้าเสียงสุภาพ“ ขอคําชี้แนะด้วย ’’ มันััได้ว่าระดับพลังของจั่วม่ออยู่ในชั้นอวตารขั้นห้าดังนั้นมันที่อยู่ในชั้นอวตารขั้นหนึ่งจึงได้เตรียมใจยอมแพ้เอาไว้แล้ว
“ เข้ามา ’’ จั่วม่อทําเพียงพยักหน้าพร้อมกับยืนตั้งท่ารับ “ รับมือ ’’เจียงหลิวไม่รอช้าที่จะโคจรลมปราณในร่างเพื่อใช้วิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของมันออกมา“ วิชาหมัดลมปราณห้าสาย ’’ฉับพลันปรากฏออร่าลมปราณขนาดั์ที่เป็กําปั้นออกมาทั้งห้าสาย
กําปั้นทั้งห้าสายมันได้พุ่งเข้าหาจั่วม่อที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายจั้งจั่วม่อมองไปยังวิชาหมัดลมปราณห้าสายของเจียงหลิวด้วยสายตาเ็าก่อนที่จะแค่นเสียง“ หึ ’’จากนั้นมันก็ได้ซัดหมัดตรงที่เต็มไปด้วยลมปราณอันทรงพลังเข้าปะทะกับกําปั้นทั้งห้าสายของเจียงหลิว
เพล้ง
กําปั้นทั้งห้าสายของเจียงหลิวแตกกระจายระเหยไปอย่างรวดเร็วเจียงหลิวไม่รอช้าที่จะกล่าว “ ข้าขอยอมแพ้ ’’จากนั้นมันก็ได้ทะยานกลับเข้าสู่ที่นั่งเช่นเดิมเฟิงฉือจินจึงพยักหน้าต้อนรับก่อนมองจั่วม่อที่ได้ทะยานกลับสู่ที่นั่งด้วยความครุ่นคิด“ มันเองแม้จะหยิ่งยโสแต่ก็มิได้เลวร้ายนัก ’’เขาคิดว่าการที่จั่วม่อไม่ลงมือทําร้ายเจียงหลิวด้วยความหยิ่งยโสมันก็เป็อะไรที่ค่อนข้างดีมิใช่น้อยเพราะส่วนใหญ่พวกหยิ่งยโสมักจะไม่ปรานีคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าตนโดยเฉพาะการต่อสู้ที่ผ่านมาหลายรอบนั้นมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสโอหังที่มิอ่อนข้อให้ผู้อ่อนแอกว่าตนแม้แต่น้อย
ไม่นานพรรคพวกทั้งหมดของเจียงหลิวก็ได้ขึ้นไปประลองทั้งหมดได้จบลงที่ความพ่ายแพ้ แต่พวกมันนั้นไม่ได้เศร้าเสียใจเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากพวกมันมาที่นี่เพื่อประลองหาประสบการณ์เฉยๆดังนั้นแล้วพวกมันเมื่อรู้ว่าตนสู้ไม่ได้พวกมันก็จะยอมแพ้ทันที
ฉินฮูหลิงปะทะหลินซูเหอ !
ทันที่ที่คู่ต่อสู้ปัจจุบันได้ถูกประกาศขึ้นทุกๆคนต่างสงเสียงดังลั่นที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นพวกมันอยากจะเห็นว่าฉินฮูหลิงหลังจากที่ก้าวขึ้นไปอยู่ในชั้นลึกลํ้าแล้วจะเก่งกาจแค่ไหนส่วนหลินซูเหอนั้นพวกมันมิได้สนใจแม้แต่น้อย เนื่องจากพวกมันทราบว่านางนั้นมีระดับพลังเพียงชั้นอวตารขั้นห้าดังนั้นพวกมันจึงเชื่อว่าหลินซูเหอจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
ฉินฮูหลิงนางได้ทะยานขึ้นไปบนสนามประลองก่อนกล่าวกับหลินซูเหอที่ได้ทะยานขึ้นมา“ เ้าจะยอมแพ้หรือจะให้ข้าจัดการเ้า ? ’’ นํ้าเสียงของนางมิได้หยิ่งยโสทว่ากลับเต็มเป็ไปด้วยความทะนงตนหลินซูเหอขมวดคิ้วแน่นก่อนกล่าวด้วยนํ้าเสียงหงุดหงิด “แม่นางเ้าจะไม่หยิ่งยโสเกินไปหรอกรึ ข้าแม้จะมีระดับชั้นอวตารขั้นห้าทว่าข้าก็มิได้เป็พวกละทิ้งศักดิ์ศรีง่ายๆหรอกนะ ’’
“ ดี งั้นข้าจะทําให้เ้าพ่ายแพ้เอง ’’ ฉินฮูหลิงเพียงแค่สะบัดมือ ลมปราณของระดับชั้นลึกลํ้าก็ได้พุ่งออกไปปะทะเข้ากับร่างของหลินซูเหอจนมันกระแทกนางตกสนามประลองไป“ อั๊ก ’’นางกระอักเืออกมาเนื่องจากแรงปะทะของลมปราณชั้นลึกลํ้ามันมิใช่อะไรที่นางจะสามารถรับมือได้
ฟิ้ว
ฉินฮูหลิงหายตัวไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของหลินซูเหอก่อนจะซัดฝ่ามือออกไปดั่งเช่นเฟิงฉือจิน
ตุบ
หลินซูเหอร่างกระแทกเข้ากับพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับหมดสติไป
“ โอ้ นี่หรือพลังระดับชั้นลึกลํ้าของแม่นางฉินฮูหลิงปีนี้หากแม่นางไม่ใช่ที่หนึ่งแล้วก็คงจะไม่มีที่สอง ’’
“ ใช่ ด้วยระดับพลังชั้นลึกลํ้านี้ คาดว่านางน่าจะแข็งแกร่งที่สุดในงานประลองยุทธ์ครั้งนี้’’
“ มันก็ไม่แน่หรอกพวกเ้าไม่เห็นหรอกรึว่ายังมีอีกคนที่ยังไม่ได้เผยความแข็งแกร่งออกมา ’’
สายตาของพวกมันได้เบนไปยังร่างของชายหนุ่มรุ่นเยาว์ที่มีคิ้วเฉียงตรงดุจกระบี่มันผู้นี้มีนามว่า เล้งซาน เล้งซานมันสวมชุดศิษย์สายในของนิกายกระบี่จันทราทั้งนี้มันยังมีใบหน้าที่หล่อเหลาและแผร่กลิ่นอายเ็าที่หยิ่งยโสทะนงตนออกมาผิวของมันขาวซีดราวกับภูติผี
“ โอ้ นั่นมันเล้งซานแห่งนิกายกระบี่จันทรามิใช่รึมันผู้นี้มาทําอะไรที่อาณาจักรชะตาฟ้าแห่งนี้กัน ’’
“ เ้าโง่ เ้าไม่เห็นชื่อมันในรายชื่อผู้เข้าแข่งขันรึไง ’’
“ อะไรนะ มันมาเข้าร่วมงานประลองยุทธ์นี้ด้วยรึ ’’
ฝูงชนต่างใที่ศิษย์สายในอย่างเล้งซานจากนิกายกระบี่จันทราได้มาเข้ารวมงานประลองยุทธ์ครั้งนี้พวกมันได้มองไปยังรายชื่อคู่ต่อสู้ของเล้งซานอย่างรวดเร็วก่อนที่จะตะลึงเล้งซานปะทะฉินฮูหลิง !
“ เล้งซานมันยังมิได้เริ่มสู้เลยไม่ใช่รึ เหตุใดมันถึงได้เจอกับแม่นางฉินฮูหลิงเลยล่ะ? ’’ จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกล่าวถามด้วยความสงสัย
“ เ้าโง่ เ้าไม่เห็นรึไงว่ามันมีคนยอมแพ้ออกจากการแข่งขันไปดังนั้นคู่ต่อสู้ของเล้งซานมันจึงว่างเปล่านี่เลยทําให้ฉินฮูหลิงต้องต่อสู้กับเล้งซานเป็คู่สุดท้ายยังไงล่ะ ’’จอมยุทธ์รุ่นเยาว์อีกคนได้กล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงเยาะเย้ย
“ โอ้ เข้าใจแล้ว ’’จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ได้กล่าวถามออกมามิได้โกรธเคืองแม้แต่น้อยมันทําเพียงพยักหน้าเข้าใจเนื่องจากมันเป็ฝ่ายที่โง่เขลาและไม่มองดูเอง
ไม่นานการต่อสู้ก็ได้ดําเนินขึ้นเรื่อยๆจนเหลือเพียงแค่สี่คู่เท่านั้น
เฟิงฉือจินปะทะจั่วม่อ
สิงเทียนปะทะจวินฟง
เย่เหว่ยซวนปะทะิหวางป้อ
เล้งซานปะทะฉินฮูหลิง
ทั้งสี่คู่ที่ว่ามานี้ล้วนได้ประลองกันไปคนละหนึ่งรอบยกเว้นเพียงเล้งซานและเย่เหว่ยซวนเพราะคู่ต่อสู้ของพวกมันยอมแพ้ไปเสียก่อนดังนั้นแล้วพวกมันจึงมิได้เข้าร่วมการต่อสู้และตอนนี้ก็มาถึงรอบต่อสู้ที่เฟิงฉือจินจะต้องขึ้นประลองอีกครั้งแล้วคู่ประลองของเฟิงฉือจินก็คือจั่วม่อ !
เฟิงฉือจินไม่รอช้าที่จะทะยานขึ้นไปบนสนามประลองัคลั่งอย่างรวดเร็วจั่วม่อเองก็ได้ทะยานขึ้นมาแล้วเช่นกัน ทั้งสองประสานสายตากันเพียงแว็บหนึ่งโดยที่จั่วม่อเป็ฝ่ายเปิดปากกล่าวขึ้นก่อนว่า“ ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเ้าจะแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้ ’’
“ งั้นเองหรอกรึข้าเองก็ไม่คิดเช่นเดียวกันว่าเ้าจะมาเป็คู่ต่อสู้ของข้าในรอบนี้ ’’เฟิงฉือจินหน้านิ่งเฉยกล่าวยอกย้อนโดยมิเกรงกลัว “ หึ แม้เ้าจะไปพบเจอสิ่งใดมาแต่ข้าจะบอกให้เ้ารู้เลยว่าแม้เ้าจะแข็งแกร่งขึ้นถึงขนาดนี้แต่ยังไงซะเ้าก็ยังคงมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี ’’มันเชื่อว่าขีดจํากัดของเฟิงฉือจินคงจะไม่เกินพลังของมัน
“ โอ้ งั้นเ้าจะทํายังไงล่ะหากเ้าเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ ? ’’ เฟิงฉือจินแกล้งทําสีหน้าประหลาดใจ “ หึ หากข้าพ่ายแพ้ให้แก่เ้า ?แน่นอนว่าเื่เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้น นํากระบี่ออกมาได้แล้ว ! ’’จั่วม่อมันแค่นเสียงเ็าก่อนชักกระบี่ออกมาและชี้ตรงไปยังใบหน้าของเฟิงฉือจิน
เฟิงฉือจินก็มิได้ปฏิเสธอีกฝ่ายจึงได้หยิบกระบี่ออกมาจากแหวนมิติของเขามันเป็กระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่งที่มีเป็จํานวนมากในแหวนมิติของกลุุ่มโจรทงทว่ากระบี่ที่เฟิงฉือจินนําออกมาในตอนนี้กลับมีแสงสีเงินสว่างไสวสะท้อนแสงแดดของดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าบนท้องฟ้า
ใช่แล้วเฟิงฉือจินได้ทําการเปลี่ยนมันให้เป็ธาตุเหล็กที่แข็งแกร่งที่สุดก่อนที่จะได้นํามันออกมานั่นเองที่เขาทําตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายเนื่องจากเขารู้สึกว่าแม้อีกฝ่ายจะหยิ่งยโสและเ็าทว่ามันกลับมิได้เป็พวกชั่วช้าสารเลวเช่นเย่เหว่ยซวนหรือน้องชายของมัน ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะตั้งใจประลองยุทธ์กับมันด้วยกระบี่จริงๆจังๆซักครั้งเพราะั้แ่ที่เขามายังโลกใบนี้เขายังมิได้สู้จริงๆจังๆอย่างสุดฝีมือเลยดังนั้นแล้วเขาในตอนนี้จึงอยากที่จะสู้เพื่อความสนุกของตนเองบ้าง
“ แม้เ้าจะไม่ใช่อาวุธคู่ใจของข้า ทว่าในยามนี้ข้าคงต้องใช้เ้าอย่างไม่มีทางเลือก’’ เฟิงฉือจินมองไปยังกระบี่เหล็กสีเงินในมือของเขาด้วยความคิดซับซ้อนเนื่องจากตอนที่เขาเป็นักเล่นแร่แปรธาตุ อาวุธคู่ใจของเขาก็คือดาบคาตานะดังนั้นกระบี่มันจึงไม่ใช่อาวุธคู่ใจของเขาและเมื่อเขามองไปยังกระบี่เหล็กสีเงินในมือมันก็ทําให้เขารู้สึกนึกถึงอาวุธคู่ใจขึ้นมา
“ ในเมื่อเ้ากล้าสู้กับข้า ข้าก็จะต่อให้เ้าสิบกระบี่ ’’จั่วม่อกล่าวในขณะที่ตวัดกระบี่ในมืออย่างเชี่ยวชาญ “ ดีงั้นข้าจะรับข้อเสนอของเ้าเอาไว้ ’’เฟิงฉือจินมิปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายจึงได้พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วพร้อมกับฟาดกระบี่ในมือเข้าปะทะ
เคร้ง
จั่วม่อตั้งรับด้วยกระบี่แต่ในตอนที่มันตั้งรับมันก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ“ เหตุใดกระบี่ของมันถึงหนักหน่วงเพียงนี้ ’’ มันไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่มันรู้สึกราวกับกระบี่ของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าของมัน ทั้งนี้แรงปะทะของกระบี่ยังจัดอยู่ใน่ชั้นอวตารขั้นสองอีกด้วย
ในตอนนี้มันจึงเข้าใจแล้วว่าทําไมกงอี้จิงถึงได้พ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายนักเพราะแรงปะทะที่มันได้ลองรับไปเมื่อครู่นั้นเป็สิ่งที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในชั้นอวตารขั้นสองแล้วก็ว่าได้ดังนั้นแล้วกงอี้จิงที่มีระดับชั้นอวตารขั้นหนึ่งจะไปสามารถรับมันได้อย่างไร
“ กระบี่ที่หนึ่ง ’’ จั่วม่อกล่าวสั้นๆเฟิงฉือจินมิได้สนใจจึงได้ฟาดกระบี่เข้าปะทะอีกครั้ง “ กระบี่ที่สอง ’’จั่วม่อยังคงกล่าวเช่นเดิมก่อนแค่นเสียงเย้ยหยัน “ หึเ้าไม่มีวิชากระบี่ดีดีเลยรึไง เหตุใดถึงได้เอาแต่ฟาดฟันมั่วๆเช่นนี้ ? ’’เฟิงฉือจินมิตอบแต่ได้ฟาดเข้าใส่อีกครั้งแทน
เคร้ง
“ กระบี่ที่สาม ’’จั่วม่อยังคงรับกระบี่ของเฟิงฉือจินอย่างสบายๆในขณะที่กล่าวนับ “ข้าแค่อยากจะลองดูซักหน่อยน่ะว่ากระบี่กับดาบมันต่างกันยังไง ’’เฟิงฉือจินกล่าวพร้อมกับะโถอยหลังออกไปนับห้าจั้ง “แต่คราวนี้ข้าจะใช้วิชาดาบที่เ้าเฝ้าถวิลหาให้ดูเอง ’’