บทที่ 5 โองการ์มิอาจขัด
เสี่ยวซินยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อเบาๆ ก่อนมองไปยังกระปุกที่บรรจุครีมเหลวซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว นางก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ และเหตุใดคุณหนูต้องใช้ความพยายามเป็อย่างมากเพื่อทำสิ่งนี้ขึ้นมา
ปัง! ประตูห้องของหญิงสาวถูกเตะออกอย่างแรง เสี่ยวซินสะดุ้งโหยงด้วยความใก่อนหันหน้าไปมองคนที่บังอาจบุกรุกเข้ามา ในห้องส่วนตัวของคุณหนู
“ตึก ๆ ตึก ๆ”เสียงฝีเท้าหนัก คล้ายกลุ่มทหารที่เคยผ่านศึกามาอย่างโชกโชนดังขึ้นเป็จังหวะอย่างพร้อมเพรียง ลอยเข้าสู่โสตประสาทให้ได้ยินอย่างชัดเจนชั่วอึดใจเดียวร่างของทหารสวมชุดเกราะมากกว่าหนึ่งร้อยนายก็มายืนปรากฏกายอยู่ต่อหน้าพวกนางสองคนนายบ่าวแล้ว
เสี่ยวซินรีบลุกขึ้นยืน เอาตัวบังร่างเ้านายไว้ก่อนตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ “บังอาจพวกเ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้บุกเข้ามาในห้องส่วนตัวของคุณหนูซึ่งมีฐานะเป็ถึงบุตรสาวคนโตของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวใครให้ความกล้านี้แก่พวกเ้ากัน”
“หืมสาวใช้ตระกูลจ้าวช่างไม่กลัวตายเสียจริง” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมของบุรุษวัย50 ปีดังขึ้น ทหารองครักษ์ทั้ง 100 นายรีบเปิดทางให้เขาทันทีอย่างเคารพนอบน้อม
“เ้ากรมชุยบุตรสาวของข้านางยังคงนอนป่วย ไม่ได้สติมาหลายวันแล้ว ขอร้องท่านล่ะช่วยเห็นแก่หน้าสามีข้า ที่เป็ท่านแม่ทัพใหญ่ประจำอยู่ชายแดนใต้อย่างยากลำบากออกศึกไม่เว้นวัน ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องแว่นแคว้นชางของพวกเราให้มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ถือเสียว่าข้าขอร้องท่านเถอะนะ” จ้าวฮูหยินรีบวิ่งมาขวางหน้าเ้ากรมชุยไว้พร้อมกล่าวอ้อนวอนให้เขาเห็นใจ
เ้ากรมชุยซึ่งรั้งตำแหน่งเ้ากรมตุลาการมีศักดิ์เป็ท่านตาขององค์ชายรัชทายาทได้แต่ส่ายหัวไปมาให้กับเ้าฮูหยินอย่างคนปลงตกความจริงแล้วเขาก็มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำแต่อย่างใด แต่ด้วยคำสั่งจากเบื้องบนเขาก็จนปัญญาที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้จริงๆ
‘เฮ้อ!จะสงสารก็แต่แม่ทัพใหญ่จ้าว ที่ยอมขายิญญาอยู่ในสนามรบชายแดนใต้เขานั้นทั้งขึ้นชื่อในเื่ของความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เป็อันดับหนึ่งแต่เหตุใด์จึงมักกลั่นแกล้งคนดีเช่นนี้หนอ’
“จ้าวฮูหยินมิใช่ว่าข้านั้น ไม่เห็นใจคนในตระกูลจ้าวเลย แต่ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการออกมาแล้วให้นำตัวคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวเข้าวังเป็การเร่งด่วน โองการ์มิอาจขัด บางทีเหตุการณ์อาจมิได้เลวร้ายอย่างที่เ้าคิดก็เป็ได้ข้าให้คำมั่นสัญญา ว่าจะไม่ทำอันตรายใดๆกับบุตรสาวของเ้านอกเหนือจากคำสั่งของฮ่องเต้ และนี่คือสิ่งที่ข้าจะทำได้ทั้งหมดเ้าเองก็ช่วยเห็นใจข้าด้วยเถิด”
“ฮือ ฮือ ฮือบุตรสาวของข้า นางไปทำอะไรให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยเช่นนั้นหรือพระองค์ถึงได้ส่งทหารมากมายมาคุมตัวนางไปที่พระราชวังให้ได้ ทั้ง ๆที่นางยังคงนอนป่วยใกล้ตายอยู่เลยเหตุใด์ถึงได้ใจร้ายกับคนในตระกูลจ้าวนักเล่า” จ้าวฮูหยินปิดหน้าร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสารและทำได้เพียงกล่าวโทษฟ้าโทษดินที่ไม่ยอมเห็นใจ
“ท่านแม่ บางทีฮ่องเต้อาจทรงเห็นว่าพี่หญิงใหญ่ป่วยใกล้ตาย แม้แต่ท่านหมอซุนที่ฝีมือเป็เลิศทางการแพทย์ก็ยังไร้ซึ่งหนทางที่จะรักษาแล้ว แต่ด้วยคุณงามความดีของท่านพ่อที่อยู่ชายแดนใต้พระองค์จึง้าที่จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ก็เป็ได้เ้าค่ะหากท่านแม่ยังคงไม่สบายใจ ข้าก็จะขออนุญาตเ้ากรมชุย เพื่อติดตามพี่หญิงใหญ่ไปที่พระราชวังด้วยเ้าค่ะ” จ้าวเฟยเฟิ่งวิ่งเข้ามากอดมารดาแน่นแล้วเอ่ยปลอบด้วยท่าทางใสซื่อไร้เดียงสา แววตานั้นดูเป็กังวลยิ่งนัก
“เฟิ่งเอ๋อร์เ้าช่างเป็เด็กที่ไร้เดียงสายิ่งนักหากพี่สาวของเ้ารู้ว่าเ้าเป็ห่วงนางมากขนาดนี้ นางก็คงจะดีใจเป็อย่างมาก”จ้าวฮูหยินยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของบุตรสาวคนรองเบาๆ อย่างอ่อนโยนแววตานั้นเต็มไปด้วยความรักและทะนุถนอม จ้าวเฟยเฟิ่งก้มศีรษะลงต่ำแววตาอันใสซื่อไร้เดียงสา แทนที่ด้วยความเ็าดุจน้ำแข็งทันที
“จ้าวหนิงเจียวคำนับเ้ากรมชุยเ้าค่ะ” เสียงหวานอันไพเราะของหญิงสาวดังขึ้นอย่างกะทันหันท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดจนทุกคนต้องหันหน้าไปมองเ้าของวาจาเป็ตาเดียว
เฮือก! สตรีตรงหน้านี้แม้จะอายุยังน้อยแต่ก็เผยให้เห็นเค้าโครงความงามอันล่มเมืองออกมาแล้วโดยเฉพาะดวงตาเมล็ดซิ่งสีน้ำตาลอมเทา ที่ดูล้ำลึกแทบจะสูบิญญาคนมองได้เลยทุกคนยืนอึ้งตะลึงค้างมองหญิงสาวอย่างเหม่อลอย
“เจียวเอ๋อร์จะ เ้า ฟื้นแล้วหรือ…แต่เหตุใดถึงไม่มีใครไปแจ้งแก่ข้าเลยเล่า” จ้าวฮูหยินเอ่ยตะกุกตะกัก
จ้าวหนิงเจียวกระตุกมุมปากแค่นยิ้มเย็น เพราะตอนนี้ใจของนางด้านชาไปหมดแล้ว “บอกกับไม่บอก แล้วมันต่างกันอย่างไรสุดท้ายแล้วก็เป็จ้าวฮูหยินเอง ที่สั่งบ่าวให้โบยข้าจนเกือบตายแต่คนผิดยังลอยนวลอยู่ดีมิใช่หรือ ท่านเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจแต่ไฉนถึงไม่กล้าลงโทษนางเล่า ในเมื่อเป็เช่นนี้ต่อไปท่านก็อย่าได้แสดงน้ำใจอันจอมปลอมนี้ ต่อหน้าข้าอีกเลย”
อย่าว่าแต่เ้าฮูหยินเลยที่ต้องอึ้งงันไปกับคำพูดของจ้าวหนิงเจียวทุกคนในห้องรวมกระทั่งเ้ากรมชุยยังต้องตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ‘เหตุไฉนคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวผู้นี้ถึงได้เอ่ยคำเรียกขานมารดาเช่นนั้นเล่า ช่างให้ความรู้สึกห่างเหินราวกับพวกเขามิใช่แม่ลูกกันจริงๆ เสียอย่างนั้น อีกอย่างวาจาที่ฟังดูอกตัญญูเช่นนี้ สมควรแล้วหรือ’
“เจียวเอ๋อร์เ้าโกรธแม่จนต้องเปลี่ยนคำเรียกขานเลยหรือ” จ้าวฮูหยินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
จ้าวหนิงเจียวเบือนหน้าหนีแล้วหันไปกล่าวกับเ้ากรมชุยแทนโดยไม่สนใจว่าจ้าวฮูหยินจะคิดเช่นไร
“เ้ากรมชุยพวกเราอย่าได้รอช้ากันอีกต่อไปเลย เดี๋ยวฮ่องเต้จะทรงพิโรธเอาได้แล้วพาลให้ท่านต้องเดือดร้อนไปอีกคน หากเป็เช่นนั้นจริงๆ ข้าคงต้องรู้สึกผิดไปจนวันตาย”จ้าวหนิงเจียวกล่าวอย่างนอบน้อม
เ้ากรมชุยเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกชื่นชมหญิงสาวอยู่ภายในใจ แม้นางอายุยังน้อยและไม่รู้ว่าเมื่อเข้าไปในพระราชวังแล้ว ตนจะต้องเจอกับอะไรบ้างแต่ก็ยังมีจิตใจมาเป็ห่วงเขาอยู่อีก ช่างเป็สตรีที่แสนดีเสียจริงหากเป็สตรีนางอื่นคงได้แต่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ทำอะไรไม่ถูกหรือไม่ก็เป็ลมหมดสติไปแล้วเพราะความใกลัว
“ในเมื่อเ้าก็ไม่ได้ติดขัดอะไรถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด” เ้ากรมชุยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงผิดกับตอนก้าวเท้าเข้ามาในห้องเป็อย่างมาก จ้าวหนิงเจียวพยักหน้าให้กับเขาแล้วเดินออกไปทันที ทิ้งให้จ้าวฮูหยินยืนอึ้งน้ำตาน้องหน้ามองตามแผ่นหลังที่โดดเดี่ยวและอ้างว้างของบุตรสาวคนโตไปจนสุดสายตาโดยที่นางเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย
“ข้าช่างเป็แม่ที่แย่จริงๆแม้แต่บุตรสาวของตนแท้ๆ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยสมแล้วที่เจียวเอ๋อร์จะโกรธเกลียดข้าปานฉะนี้ ฮือ ฮือ ฮือ”
“ท่านแม่ท่านอย่าได้กล่าวโทษตนเองเช่นนี้เลยนะเ้าคะข้าเชื่อว่าสักวันพี่หญิงใหญ่จะต้องเข้าใจความหวังดีของท่านแม่อย่างแน่นอนเ้าค่ะ”จ้าวเฟยเฟิ่งโผเข้ากอดมารดา พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น
เสี่ยวซินมองสองแม่ลูกที่กอดคอกันร้องไห้คร่ำครวญ ด้วยแววตาหยามเหยียด ‘มีมารดากับน้องสาวเช่นนี้ คุณหนูช่างน่าสงสารเหลือเกิน’
ณ ห้องโถงท้องพระโรงในพระราชวัง อันใหญ่โตและหรูหราบนบัลลังก์ัมีฮ่องเต้ที่สวมชุดสีทองอร่ามทั้งตัวบนศีรษะสวมพระมาลาห้อยลูกปัดที่ดูก็รู้ว่ามันล้ำค่าเกินเอื้อมข้างพระวรกายมีชายชราผมขาวโพลน สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว
“จ้าวหนิงเจียวเ้าคือคนที่เกิดยามเฉิน ปีมะโรง มีรอยสักเป็รูปอัศวินขี่ัพ่นไฟที่อกด้านซ้ายใช่หรือไม่” บุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมที่แฝงไปด้วยเจตนาร้าย
จ้าวหนิงเจียวที่คุกเข่าก้มศีรษะอยู่บนพื้น ค่อย ๆเงยหน้างามขึ้นไปมองคนที่อยู่บนบัลลังก์อย่างมิหวาดกลัว ด้วยท่าทางเรียบเฉยผิดกับวิสัยของหญิงสาวในวัยเดียวกันที่เมื่อเห็นฮ่องเต้แล้วจะต้องรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าสบตาด้วยซ้ำ