“เยวี่ยเยวี่ย ทำไมไม่กินปลาล่ะลูก?” หูฉางหมินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเตรียมใช้ตะเกียบคีบปลาให้หลันเยวี่ย
หลันเยวี่ยรีบโบกมือ“พ่อคะ หนูไม่กินปลาน่ะค่ะ กินทีไรมีผื่นขึ้นเต็มตัวเลย”
หลันเยวี่ยพูดความจริงแต่ก็ไม่ทั้งหมด
ตอนเด็กๆเธอแพ้อาหารทะเลจริง แต่พอโตขึ้นอาการก็หายเป็ปลิดทิ้ง
ทว่าเธอเห็นในจานมีปลาอยู่นิดเดียวเลยอยากให้พ่อกับถิงถิงกินเยอะๆ
เมื่อรู้ว่าหลันเยวี่ยกินปลาไม่ได้หูฉางหมินก็เลยไม่คะยั้นคะยอต่อ “เยวี่ยเยวี่ยกินแต่ผักดองก็ไม่ไหว ไปผัดไข่มาม้วนกินกับแป้งจี่ดีกว่ามั้ง”
หลันเยวี่ยรีบตอบ“ไม่ต้องหรอกค่ะพ่อ หนูว่าแบบนี้ก็ดีแล้วต่อไปนี้หนูจะไม่กินเนื้อกับไข่แล้ว หนูจะลดน้ำหนักค่ะ”
พอได้ยินลูกสาวพูดเื่ลดน้ำหนักจ้าวหงเหมยก็เอ็ด “ยัยเด็กคนนี้เป็อะไรถึงอยากลดน้ำหนักล่ะ? อ้วนท้วนสมบูรณ์สิถึงจะดีคนอื่นเขาอยากอ้วนยังอ้วนไม่ได้แบบนี้เลย”
หลันเยวี่ยพูดอย่างจนใจ“แม่คะ หนูไม่อยากโดนหูหลิงหลิงด่าว่าเป็ยัยหมูตอนทุกวันนี่นา”
การที่หลันเยวี่ยอยากลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เพราะโดนหูหลิงหลิงพูดจาทำร้ายจิตใจเท่านั้นแต่หลักๆ แล้วเป็เพราะเธออยากให้ตัวเองผอมเพรียวขึ้น
เพราะเธอรู้ว่าถ้าลดน้ำหนักได้สักยี่สิบหรือสามสิบจิน[1]เธอจะดูดีกว่าตอนนี้อีกหลายเท่า
ที่เธอพูดกับพ่อแม่ว่าจะลดน้ำหนักเนื่องจากโดนหูหลิงหลิงเสียดสีเป็เพราะเธออยากให้พ่อแม่ค่อยๆ เอือมระอาบ้านรองจะได้ไม่ต้องยอมถอยให้ทุกเื่อีกต่อไป
ชาติที่แล้วหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยถูกแม่เฒ่าบังคับให้ยกน้องเล็กให้คนอื่นไป
หลังจากนั้นปีเดียวจ้าวหงเหมยก็ท้องอีก ตอนนั้นนโยบายวางแผนครอบครัวก็เข้มงวดกว่าตอนนี้
หูฉางหมินที่อยากได้ลูกชายใจจะขาดก็เลยพาจ้าวหงเหมยที่กำลังท้องหนีไปซ่อนตัวเองก็ฝากให้บ้านรองกับบ้านสามช่วยดูแลที่ดิน
บ้านสามช่วยดูแลที่ดินที่ทางการแบ่งให้
ส่วนบ้านรองก็ช่วยดูแลที่ดินรกร้างสองหมู่[2]กว่าที่หูฉางหมินบุกเบิกเอง
ต่อมาจ้าวหงเหมยแท้งลูกทั้งสองคนก็เลยกลับมาที่หมู่บ้าน แต่บ้านรองไม่ยอมคืนที่ดินให้พวกเขา
หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยที่ซื่อๆจึงจำต้องยอมจำนนต่อความอยุติธรรมที่ได้รับมองดูที่ดินรกร้างที่ตัวเองบุกเบิกถูกบ้านรองยึดไปจนหมดสิ้น
หลันเยวี่ยสังเกตเห็นว่าพ่อแม่เป็พวกที่ยอมเสียเปรียบเื่ผลประโยชน์ส่วนตัวได้แต่ถ้าลูกถูกทำร้ายหรือโดนรังแกเมื่อถึงคราวจำเป็พวกเขาก็จะลุกขึ้นต่อต้านและตอบโต้
แน่นอนว่าพอรู้ว่าหลันเยวี่ยอยากลดน้ำหนักเพราะโดนหูหลิงหลิงด่าว่าเป็ยัยหมูตอนหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยก็ไม่พอใจบ้านรองขึ้นมาทันที
ถึงพวกเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่หลันเยวี่ยก็รับรู้ได้จากสีหน้าท่าทางของพวกเขา
เมื่อบรรยากาศเริ่มอึมครึมหลันเยวี่ยก็เลยรีบเปลี่ยนเื่คุย
“พ่อคะแม่คะ น้องเล็กยังไม่มีชื่อเลยนี่นา ถ้าตอนไปแจ้งเกิดยังไม่มีชื่อบางทีเลขานุการหมู่บ้านอาจจะตั้งชื่อส่งๆ ให้อย่างเช่นชื่อฮวาเอ๋อหงอะไรแบบนั้นก็ได้นะคะ”
หูฉางหมินเอ่ยตอบ“ชื่อของน้องสามพ่อคิดไว้นานแล้ว ชื่อ พ่านพ่าน เป็ไงลูกให้สมกับที่พวกลูกรอคอยน้องชาย”
พอหลันเยวี่ยได้ยินชื่อที่พ่อตั้งให้ลูกสาวคนเล็กเธอก็แทบจะเก็บความขยะแขยงเอาไว้ไม่อยู่
ตอนแรกพวกเขาตั้งชื่อลูกสาวคนโตว่าเชี่ยนเชี่ยน พ้องเสียงกับคำว่า ‘เป็หนี้’ ซึ่งสื่อความหมายว่ายังเป็หนี้ลูกชายอยู่
ลูกสาวคนที่สองชื่อถิงถิง พ้องเสียงกับคำว่า ‘หยุด’ สื่อความหมายว่าให้หยุดมีลูกสาวได้แล้ว
และลูกสาวคนที่สามก็ตั้งชื่อตรงๆว่า พ่านพ่าน ที่แปลว่าความหวัง เพราะหวังว่าเธอจะนำพาลูกชายมาให้ครอบครัว
หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยรู้สึกว่าชื่อพ่านพ่านเหมาะสมกับลูกสาวคนเล็กมาก
พ่านพ่านนำพาลูกชายมาให้ครอบครัว
หลันเยวี่ยรู้สึกว่าพ่อแม่ยังคงยึดติดกับความปรารถนาที่จะมีลูกชาย เมื่อก่อนเธอไม่เข้าใจตรงนี้เลยแถมยังแค้นเคืองพ่อแม่ที่เห็นลูกชายสำคัญกว่า
แต่ตอนนี้ถึงเธอจะยังไม่เข้าใจความยึดติดของพ่อแม่แต่ก็ไม่ได้แค้นเคืองพวกเขาอีกแล้ว
เพราะเธอรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีลูกชายก็เลยรู้สึกด้อยกว่าญาติๆ ที่มีลูกชายอยู่เสมอ
สภาพแวดล้อมมันเป็แบบนั้นจะโทษพวกเขาก็ไม่ได้
แต่จะให้น้องเล็กชื่อพ่านพ่านหลันเยวี่ยก็ไม่ยอมคล้อยตามความ้าของพ่อแม่แน่
หลันเยวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูด
“พ่อคะแม่คะ ถ้าหนูจำไม่ผิด ในหมู่บ้านเรามีคนชื่อพ่านพ่านหลายคนเลยนะคะหนูว่าตั้งชื่อที่ไม่ซ้ำกับใครให้น้องเล็ก แล้วก็ยังเรียกง่ายๆ จะดีกว่า”
หูถิงถิงก็คิดว่าให้น้องสาวชื่อพ่านพ่านไม่ดีเหมือนกันพอหลันเยวี่ยพูดขึ้นมา เธอก็รีบเห็นด้วย “พี่สาวพูดถูกหมู่บ้านเรามีคนชื่อพ่านพ่านหลายคนจริงๆ หมู่บ้านที่น้าอยู่ก็มีหลายคนชื่อนี้อีกแถมยังมีเด็กผู้ชายด้วย บ้านเราพี่มีความรู้มากที่สุดหนูว่าให้พี่ตั้งชื่อให้น้องสามดีกว่าค่ะ”
สำหรับครอบครัวนี้หลันเยวี่ยที่จบชั้นมัธยมปลายมา ถือว่ามีความรู้สูงที่สุดแล้ว
หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยเข้าเรียนในชั้นเรียนที่จัดขึ้นในหมู่บ้าน
หูถิงถิงก็ไม่ได้เรียนหนังสือเลยสักวันเดียว
หูฉางหมินครุ่นคิดอยู่สักพักก็พูดกับหลันเยวี่ย“เยวี่ยเยวี่ย ถ้าลูกอยากตั้งชื่อให้น้องสาว ก็เอาเลย”
หลันเยวี่ยเอียงศีรษะครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วก็บอกชื่อที่เธอตั้งให้น้องสาว “หนูคิดว่าน้องสามต้องชื่อหูหลันหยา หวังว่าโตขึ้นมาเธอจะสง่างามเหมือนกล้วยไม้ป่า ส่วนชื่อเล่นก็ชื่อ ยายาพ่อกับแม่คิดว่ายังไงบ้างคะ?”
“หลัน ในชื่อหลันหยา เป็ตัวเดียวกับ หลัน ในชื่อหลันเยวี่ยใช่หรือเปล่าคะ?”ถิงถิงถามเสียงค่อย
หลันเยวี่ยคลี่ยิ้มแล้วพยักหน้า“ใช่แล้ว ตัวเดียวกัน เป็ตัวเดียวกับคำว่ากล้วยไม้พี่เคยฟังพ่อแม่อุปถัมภ์เล่าว่าที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่าหลันเยวี่ยก็เพราะพี่เกิดในเดือนเจ็ด และในภาษาจีนโบราณเดือนเจ็ดเรียกว่า หลันเยวี่ย”
“พ่อแม่อุปถัมภ์ของพี่มีความรู้เยอะจังเลย” ถิงถิงชมก่อนจะพูดต่อ“ถ้าชื่อของพี่กับน้องสามมีคำว่า หลัน เหมือนกันงั้นหนูก็อยากให้ชื่อของตัวเองมีคำว่า หลัน เหมือนกันค่ะ”
หลันเยวี่ยพูดอย่างใจกว้าง“เื่นี้ง่ายมากเลย พี่ตั้งให้ใหม่เลยแล้วกัน เธอชื่อ หูหลันถิงแบบนี้ในชื่อก็มีคำว่า หลัน แล้ว”
ตอนแรกหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยก็ยังรู้สึกว่าให้น้องสาวคนเล็กชื่อพ่านพ่านเหมาะกว่าแต่ลูกสาวคนโตสองคนไม่เห็นด้วย แถมชื่อที่หลันเยวี่ยตั้งให้ก็เพราะดีพวกเขาเลยตามใจลูกสาว
พอเห็นว่าพ่อแม่ไม่ยืนกรานจะให้น้องสามชื่อพ่านพ่านหลันเยวี่ยก็โล่งอก
จากนั้นหลันเยวี่ยก็พูดกับพ่อแม่“พ่อคะแม่คะ การที่พ่อแม่มีลูกสาวสามคนก็เหมือนมีดอกไม้งามสามดอกถือเป็ความโชคดีที่คนอื่นเขาอิจฉา หนูรู้ว่าพ่อแม่กังวลเื่อะไร หนูเป็พี่สาวอนาคตหนูจะหาเขยแต่งเข้าบ้านเอง แบบนี้ตระกูลเราก็จะไม่ขาดคนสืบสกุลแล้ว”
พอได้ยินลูกสาวคนโตบอกว่าจะหาเขยแต่งเข้าบ้านจ้าวหงเหมยก็รีบส่ายหน้า “ไม่ได้เด็ดขาดนะเยวี่ยเยวี่ยผู้ชายที่ยอมเป็เขยแต่งเข้าบ้านน่ะ ถ้าไม่ขี้เหร่จนดูไม่ได้ก็ี้เีจนเอาแต่กินกับนอน หรือไม่ก็มีปัญหาบางอย่างติดตัวมา”
หูฉางหมินก็เห็นด้วย“ใช่แล้ว พวกลูกสามคนห้ามมีใครแต่งเขยเข้าบ้านเด็ดขาดถึงพ่อจะไร้วาสนาได้มีลูกชาย พ่อก็ไม่ยอมให้ลูกสาวต้องหาเขยแต่งเข้าบ้านหรอก”
ถึงหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยจะยึดติดกับการมีลูกชายอยู่แถมยังไม่ยุติธรรมกับลูกสาวคนที่สองที่ไม่ใช่ลูกชายอยู่หลายเื่
แต่พวกเขาก็ยังเป็พ่อแม่ที่ดีที่ยังคำนึงถึงลูกสาว
หลันเยวี่ยเพิ่งเข้าใจเื่นี้ตอนที่ตัวเองใกล้ตายในชาติที่แล้ว
หลังจากคุยกันอีกสักพักทั้งครอบครัวก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ถึงบ้านจะมีไฟฟ้าใช้แล้วแต่ก็มีแค่หลอดไฟดวงเดียว อย่าหวังว่าจะได้ซื้อโทรทัศน์มาสร้างความบันเทิงเลย
ไม่ใช่แค่บ้านหูฉางหมินที่เป็แบบนี้แต่ทั้งหมู่บ้านซิ่วสุ่ยก็ไม่มีบ้านไหนมีโทรทัศน์ดูสักบ้าน
ขนาดหลอดไฟพวกเขายังพยายามประหยัดกันสุดๆ เพราะค่าไฟมันแพง
ตอนที่หลันเยวี่ยอยู่บ้านพ่อแม่อุปถัมภ์หน้าร้อนเธอจะต้องอาบน้ำทุกวัน
บ้านพ่อแม่อุปถัมภ์มีห้องน้ำ
แต่บ้านพ่อแม่แท้ๆของเธอนี่ไม่ต้องพูดถึงห้องน้ำเลย แม้แต่กะละมังอาบน้ำดีๆ สักใบก็ไม่มี
หลันเยวี่ยยังอยากจะอาบน้ำทุกวันเหมือนเดิมก่อนหน้านี้เธอจะใช้ให้ถิงถิงต้มน้ำให้
ในครั้งนี้หลันเยวี่ยตั้งใจจะต้มน้ำเอง
เชิงอรรถ
[1]จิน (斤) ค่าน้ำหนักของจีน1 จิน เท่ากับ 500 กรัม หรือ 0.5กิโลกรัม
[2]หมู่ (亩) หน่วยวัดพื้นที่ของจีน1 หมู่ เท่ากับ 666.67 ตารางเมตร