นางเฉิงมองพื้นปูนซีเมนต์ที่สะอาดสะอ้านด้วยแววตาอิจฉาปนยินดีเมื่อผิงผิงเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าได้ละก็ อนาคตข้างหน้าก็ย่อมดีขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตย่อมมีความหวังเสมอ
รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของนางเฉิง“ยุวชนซู ฉันได้ยินผิงผิงบอกว่าคุณตั้งใจจะรับเธอเป็นศิษย์และเมื่อคืนก็ต้องขอบคุณสามีของคุณด้วยนะคะ นี่คือของเล็กๆ น้อยๆ จากใจพวกเราหวังว่าคุณจะรับไว้ ของเหล่านี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจ”
ขณะที่พูดนางเฉิงก็ยื่นของเหล่านั้นให้ซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวไม่ได้รับไว้ใบหน้าขาวผ่องน่ารักของเธอเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน “ป้าเฉิงคะพวกคุณเกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ต้องนำสิ่งของมาให้หรอกค่ะฉันเห็นว่าภรรยาของตงเซิงเป็นคนที่มีน้ำใจ จึงอยากจะช่วยเธอสักหน่อยส่วนจะเรียนได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้ว”
นางเฉิงยิ้ม“โบราณว่าไว้ อาจารย์ชี้ทาง ศิษย์ต้องบำเพ็ญเองการเรียนรู้จะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง หากเธอเรียนได้ไม่ดีนั่นก็เป็นเพราะเธอไม่มีพรสวรรค์ คุณยินดีรับเธอเข้าเรียนนั่นก็ดีมากแล้วถือว่าครอบครัวเฉิงติดหนี้บุญคุณคุณใหญ่หลวง ของเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้โปรดรับไว้เถอะค่ะ”
“ใช่แล้วค่ะยุวชนซู หากไม่ใช่เพราะคุณช่วยฉันไว้ละก็ฉันคงไม่มีหนทางในชีวิตเลย คุณทำให้ฉันเห็นความหวังในอนาคตฉันอยากจะขอบคุณคุณจากใจจริงค่ะ” เฉิงติ้งผิงกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
ในที่สุดนางเฉิงและเฉิงติ้งผิงก็กลัวว่าซูเจียวเจียวจะไม่ยอมรับสิ่งของ จึงรีบวางถุงแล้วจากไปอย่างรวดเร็วทำให้ซูเจียวเจียวได้แต่หัวเราะอย่างจนปัญญา
ซูเจียวเจียวไม่รับไม่ใช่เพราะดูถูกเฉิงติ้งผิงแต่เพราะเธอรู้สึกสงสารจริงๆ จึงอยากให้อีกฝ่ายเก็บไว้ใช้เองไม่คิดว่าพวกเธอจะวางของแล้ววิ่งหนีไปเลยแบบนี้
ซูเจียวเจียวหิ้วถุงกลับเข้าห้องโถงเปิดออกดูก็พบว่า ข้างในมีไข่แปดฟอง ขนมหวานหนึ่งถุง และขนมปังกรอบหนึ่งซอง
สิ่งของมากมายเหล่านี้สำหรับเฉิงติ้งผิงแล้วนับว่าเป็นของล้ำค่า ยามปกติคงเป็นของที่เธอไม่กล้ากินเองหากเป็นเช่นนั้น เธอคงไม่ซูบผอมถึงเพียงนี้ อายุครรภ์ห้าเดือนแล้วแต่กลับไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
เซียวหยวนซินเห็นการสนทนาในลานบ้านจากหน้าต่างแล้วเพียงแต่เธอยังไม่ออกมา “ดูเหมือนว่าภรรยาของตงเซิงเป็นคนรู้คุณคนนี่ก็เป็นการแสดงความขอบคุณของพวกเขา เธอรับไว้เถอะ”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ถ้าหิ้วกลับไปให้จริงๆ ก็คงไม่ดีนักเอาไว้คราวหน้าฉันจะส่งของขวัญตอบแทน”
“ดีเลย” เซียวหยวนซินยิ้ม
หลังจากซูเจียวเจียวทำงานในวันนี้เสร็จเรียบร้อยอย่างคล่องแคล่วเธอก็รอเซียวหยวนหมิงเลิกงาน
ระหว่างทางเซียวหยวนหมิงกับหลี่ต้าเฉวียนพูดคุยหัวเราะสนุกสนานส่วนลู่เหว่ยหมินเดินกะโผลกกะเผลกตามหลัง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาลู่เหว่ยหมินออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ขายังไม่หายสนิทต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันมาโดยตลอด ทำให้เขาไม่ได้ทำงานอะไรเลยและรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเฉาตายเพราะความว่างงาน
หลี่ต้าเฉวียนตบไหล่ลู่เหว่ยหมิน“ได้พักบ้างก็ดีสิ ดูฉันสิ ทำงานเหนื่อยเหมือนหมาทุกวันไม่มีเวลาพักเลย นายมันพวกสุขสบายไม่รู้ร้อนรู้หนาวจริงๆ!”
ลู่เหว่ยหมินเบะปาก“งั้นนายก็ไปหักขาซะสิ จะได้พักเดือนหนึ่ง”
หลี่ต้าเฉวียนรีบโบกมือ“ไม่เอาหรอก ไม่เอา ฉันไม่ทำหรอก เกิดหกล้มจนขาพิการขึ้นมาจะทำยังไง?เดี๋ยวก็หาเมียไม่ได้กันพอดี!”
ลู่เหว่ยหมินถาม“แม่นายยังไม่หาคู่ให้เลยเหรอ? นายก็อายุสิบแปดแล้วนะ”
“ทำไมจะไม่ได้หาล่ะ แม่ฉันก็หาไปทั่วแล้ว เพียงแต่ฉันไม่ชอบสักคน” หลี่ต้าเฉวียนบ่นกระปอดกระแปด
ลู่เหว่ยหมินถาม“แล้วนายอยากได้เมียแบบไหนล่ะ?”
“ฉลาด สวย และทำงานเก่ง” หลี่ต้าเฉวียนคิดแล้วตอบ
ลู่เหว่ยหมินมองเขาอย่างดูถูก“สภาพนี้อย่างนายยังคิดจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉลาด สวยและทำงานเก่งเหมือนยุวชนซูอีกเหรอ? นายเลิกคิดไปเลยดีกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนอาหมิง และอาหมิงเองก็เป็นคนเก่งมากด้วยยุวชนซูถึงจะมองอาหมิงไง”
หลี่ต้าเฉวียนลูบหัวป้อยๆ“เข้าใจแล้วน่าฉันไม่ได้บอกว่าจะหาคนที่เก่งและสวยเท่ายุวชนซูสักหน่อย แค่หน้าตาดีหน่อยก็พอนายยังไม่เคยเห็นผู้หญิงที่แม่ฉันหาให้เลย บางคนก็ผอมอย่างกับไม้เสียบผีบางคนก็ตัวใหญ่เท่าโอ่ง บางคนก็ดำปี๋ ฉันละพูดไม่ออกเลยจริงๆ”
“ฮ่าๆ เก่งนี่ เข้าใจพูดเปรียบเทียบนะ” ลู่เหว่ยหมินหัวเราะ
หลี่ต้าเฉวียนพูดเสียงดัง“อย่างน้อยฉันก็เรียนถึงชั้นประถมมาหลายปีแล้วนะ”
เซียวหยวนหมิงฟังทั้งสองคนคุยโวโอ้อวดกันก็รู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย
หลี่ต้าเฉวียนหันไปถามเซียวหยวนหมิงอีกครั้ง“พี่อาหมิง ผมจะไปล่าสัตว์บนเขา พี่จะไปด้วยกันไหม?”
เหตุผลหลักคือวันนี้เฉิงติ้งผิงนำสิ่งของบางอย่างมาที่บ้านของเขาโดยบอกว่าขอบคุณที่เขาช่วยเรียกเลขาธิการเจียงและหลี่เกินเซิงมาตัดสินความเมื่อคืนและขอบคุณที่ช่วยแยกทั้งคู่ออกจากกัน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องเจ็บตัว
แต่เขาไม่สามารถรับของได้โดยไม่ตอบแทน
ทว่าที่บ้านของเขาก็ไม่มีของดีอะไรจะตอบแทนได้หลี่ต้าเฉวียนจึงคิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็นของขวัญตอบแทน
เซียวหยวนหมิงเองก็ไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้วจึงพยักหน้าตอบรับ “ตกลงงั้นเดี๋ยวฉันกลับบ้านไปวางของ แล้วเราไปรวมตัวกันที่เชิงเขาด้านหลัง”
“เยี่ยมเลย!” หลี่ต้าเฉวียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุขแล้ววิ่งกลับบ้านไปหาอุปกรณ์
เมื่อเห็นหลี่ต้าเฉวียนจากไปลู่เหว่ยหมินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา “ถ้าขาฉันไม่หายดีละก็ฉันคงอยากจะขึ้นเขาไปกับพวกนายด้วยจริงๆ”
เซียวหยวนหมิงปลอบใจ“ร่างกายสำคัญที่สุด เมื่อขาของนายหายดีแล้ว มีเวลาอีกมากอย่าทำให้ตัวเองพิการไปเสียก่อนล่ะ”
ลู่เหว่ยหมินพยักหน้าทำได้เพียงมองเซียวหยวนหมิงกลับบ้านตาละห้อยแล้วเขาก็เดินกะโผลกกะเผลกกลับบ้านของตัวเอง
ซูเจียวเจียวเดินมาได้ครึ่งทางก็เห็นเซียวหยวนหมิงเลิกงานกลับมา เมื่อรู้ว่าเซียวหยวนหมิงจะไปล่าสัตว์บนเขาซูเจียวเจียวก็อยากจะตามไปด้วย
เธอไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้ว
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า“ได้เลย งั้นพวกเราไปพร้อมกัน” เมื่อมีเขาอยู่ด้วยการปกป้องภรรยาของเขาไม่ใช่ปัญหา
เขากลับบ้านไปหยิบตะกร้าสะพายหลังแล้วไปเอาหีบเหล็กใต้เตียงในห้อง ซึ่งบรรจุกระสุนหนังสติ๊กและลูกแก้วสิบลูก
สุดท้ายก็ไปที่ห้องครัวหยิบมีดเคียว ผูกเชือก แล้วเสียบมีดเคียวไว้ที่เอว
เมื่อเตรียมของครบแล้วเขาก็เดินจูงมือซูเจียวเจียวไปยังภูเขาด้านหลัง
เมื่อหลี่ต้าเฉวียนเห็นเซียวหยวนหมิงจูงซูเจียวเจียวกลับมาด้วยก็อดเอ่ยปากแซวไม่ได้ “พวกนายสองคนนี่ตัวติดหนึบเป็นตังเมจริงๆนะ ขึ้นเขาแค่นี้ก็ยังไม่อยากแยกจากกันเลย”
เซียวหยวนหมิงจ้องเขาเขม็ง“หมาป่าเดียวดายไร้คู่ครองอย่างนายน่ะ ไม่เข้าใจหรอก”
คำว่า‘หมาป่าเดียวดาย’ ซูเจียวเจียวเป็นคนพูดให้เขาฟัง
มันช่างเป็นวลีที่สดใหม่
ฟังดูน่าสนใจกว่าคำว่า‘ชายโสด’ ตั้งเยอะ
หลี่ต้าเฉวียนทำท่าเหมือนถูกเล่นงานอย่างหนัก“ดีนี่! มีเมียแล้วก็ไม่เอาผองเพื่อนเลยนะตอนนี้ฉันกลายเป็นหมาป่าเดียวดายไปแล้ว วันหลังฉันจะหาเมียให้ได้เลย!”
ทั้งสามคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานไม่นานก็มาถึงภูเขาด้านหลัง
ซูเจียวเจียวเดินตามหลังเซียวหยวนหมิงอย่างใกล้ชิดเธอเคยเห็นอาหมิงล่าสัตว์โดยใช้ลูกแก้ว ซึ่งแทบจะยิงถูกเป้าทุกครั้ง
ตอนอาหมิงยิงหนังสติ๊กน่ะเท่สุดๆ ไปเลย
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยเห็นอาหมิงยิงหนังสติ๊กเพราะไม่เคยออกไปกับเขา
ชาตินี้ได้เห็นมาสองครั้งแล้วเธอรู้สึกว่ามองเท่าไรก็ไม่พอ