กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนาน มาจนวันที่ศาลาลืมกระหายทำทานครั้งใหญ่ ในรอบ 3 ปี เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่นายน้อยหยวนจื่อิที่ครบรอบสามหนาว
ในประกาศบอกว่า นายน้อยจะปรากฏตัวครั้งแรกให้แก่ชาวเมืองได้เห็น ข่าวเย็นเช่นนี้ ย่อมต้องรายงานไปยังสายข่าวต่างๆ
“ท่านแม่ ิิไม่อยากใส่ชุดสีเขียว” ชุดสีเขียวของมารดาแม้จะดูสดใสแต่ก็จืดชืดเสียเหลือเกิน เขาย่อมไม่ปรารถนาจะใส่มัน
มารดาอย่างจื่อฮวา ปรายยตามองอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจออกมาหนึ่งรอบ ต้องบอกว่าั้แ่เ้าตัวน้อยเลือกได้ ก็เลือกปฎิบัติเรื่อยมา แม้จะไม่เคยทำให้ผู้ใดเดือดร้อน แต่นางกลับรู้สึกว่าตนเองเป็ผู้รับรู้มากเกินไป
“เช่นนั้นเ้าจะใส่สีใดเล่า” ถามออกไปหนึ่งประโยคพร้อมกับยกมือกอดอกจนเองเอาไว้
จื่อิที่ได้ยินเช่นนั้น จึงฉีกยิ้มกว้าง หยีตาเล็กน้อย ราวกับว่าได้พบเจอคำพูดที่ตรงกับใจ
“สีชมพูขอยับ วันดีๆ เช่นนี้ ย่อมต้องสีสันสดใส”
“ขอรับ มิใช่ขอยับ”
ทว่าเด็กน้อย จะเติบโตเกินวัยไปบ้าง หากแต่พัฒนาการที่ควรต้องส่งเสริมก็ยังคงต้องเรียนรู้กันไป
“ขอยับ”
“มิใช่ พูดใหม่ ขอรับ” จื่อฮวานิ่วหน้า ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง
“ขอรับ”
“อืม เก่งมาก เด็กดี”
“ขอรับ”
บุตรชายบ้านใดเป็นี้กัน นอกจากจะเถียงผู้เป็มารดาได้ชับถ้อยชับคำแล้วยังมีนิสัยพิลึกเช่นนี้
“ผู้ใดบอกเ้ากัน สีเขียวก็สดใสได้”
“เปล่าขอยับ ิิเห็นท่านน้าใส่แล้วงดงามยิ่ง”
“ฮิๆ ปากหวานนักเ้าตัวน้อย มานี่ หากมารดาเ้ามิให้แต่ง น้าจะแต่งให้เ้าเองดีหรือไม่ หืม”
หยวนจื่อิอายุ 3 ขวบหนาว หยวนจื่อหลินและหยวนจื่อหลิงเองก็ย่างเข้า 18 หนาวแล้วเช่นกัน เป็วัยที่ควรออกเรือนแล้ว
หลังผ่านงานปักปิ่นไป เพียงสามเดือน จวนหยวนก็มีแม่สื่อมาเยี่ยมไม่เว้นวัน คุณหนูใหญ่จื่อฮวาเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกทอดถอนใจไม่ต่างจากสองสตรี ที่มักมาแวะเวียนและอาศัยหลบภัยที่เรือนของนางกับบุตรชายเป็ประจำ
หลังจากนั้นสองปีให้หลัง คุณหนูทั้งสองได้ประกาศออกไปว่า ได้คบหากับบุรุษต่างแคว้นผู้หนึ่งที่มากับขบวณสินค้า
จนตอนนี้ย่างเข้าปีที่ 18 แต่กลับไร้วี่แววงานหมั้นและงานแต่ง จึงมีข่าวลือออกมา
ไม่ว่าจะเป็คุณหนูทั้งสองท่าจะเป็หม้ายสินสอด เพราะขนาดสินสอดทองหมั้นยังไม่เคยมีมา
หรือจะเป็การเจริญรอยตามพี่สาวอย่างจื่อฮวาท้องก่อนแต่งหรือไม่
ที่ร้ายแรงที่สุดคงจะเป็เื่ที่ ตระกูลหยวนกุข่าวขึ้นมาเพื่อสร้างเื่ราวทั้งหมดเพราะสตรีวัยปักปิ่นทั้งสองไร้คนหมายปอง
แต่แล้วอย่างไรเล่า เมื่อข่าวทั้งหมดเป็ความสบายใจของคนในจวนหยวนทั้งสิ้น
ปลายยามซื่อ (เวลา 09.00-10.59 น.) ขบวนเดินทางของตระกูลหยวน หยวนจื่อเซี่ย และผู้เป็หลักสำคัญของงานคุณหนูใหญ่จื่อฮวา คุณชายน้อยจื่อิ พร้อมด้วยคนอื่นๆ ก็ได้ออกเดินทางไปยังศาลาลืมกระหาย สาขาใหญ่ที่สุดภายในเมืองหยางโจว
การแจกอาหารอบนี้จะแจกในั้แ่ยามอู่ (เวลา 11.00-12.59 น.) ถึงยามเว้ย (เวลา 13.00-14.59 น.) นับว่ายาวนานและมากมายนัก
ขบวนเดินทางมิได้รวดเร็วหรือชักช้าจนเกินไป ด้วยั้แ่ออกมาจากจวนคุณชายน้อยที่ไม่เคยได้เห็นโลกภายนอกก็เอาแต่นั่งมองซ้ายที ขวาที วิ่งไปริมหน้าต่างซ้ายที ริมหน้าต่างขวาทีอย่างตื่นตา ตื่นใจ คำถามมากมายถูกส่งออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั้นไม่หยุด
“กระทั่งรถม้าที่กว้างใหญ่ กลับกลายเป็แคบลงด้วยเด็กที่วิ่งไปมาเพียงผู้เดียว”
“ท่านตาขอรับ ด้านนั้นคืออันใดขอรับเหตุใดจึงมีเดินเข้าออกมากมายนัก”
“หืม นั้นเรียกว่าโรงเตี๊ยม”
“โยงเตี๊ยมหรือ มีไว้ทานอาหารใช่หรือไม่ขอรับ”
“โรงเตี๊ยม มีไว้ทานอาหาร เมื่อเ้าหิวจึงเข้ามาอย่างไรเล่า”
“เช่นนั้นลูกต้องมีงเงินด้วย ใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่แล้วละ”
“ท่านตาๆ ทางด้านนั้นเล่าขอรับ เหตุใดจึงมีตัวอันใดหน้าตาพิลึกโดนเสียบไม้อยู่เล่า ”
“หืมอันใดกัน”
“ิเออร์ สิ่งนั้นเรียกว่าน้ำตาลปั้น ท่านลุงคนนั้นเพียงปั้นสัตว์ต่างๆ ออกมา เพียงแต่เ้ามิเคยพบเจอสัตว์เ่าั้จึงมิรู้ว่ามันคือตัวอันใด”
“หือ ข้าอยากเล่นขอรับ”
“นั้นคือของกิน มิใช่ของเล่น ไว้ทำทานเสร็จแล้วแม่จะพาเ้าเที่ยวตลาดดีหรือไม่”
“เย้ๆ ดีขอรับ”
“ฮวาเออร์ จะดีหรือลูก”
“ท่านพ่อ ลูกว่าเวลานี้ย่อมเหมาะสมแล้วเ้าค่ะ ลูกไม่อยากให้อาิต้องจมอยู่ในจวนเช่นเดียวกับเวลาที่ผ่านมา”
“หืม ตามนั้นเถิด เช่นนั้นก็ให้จื่อหลินจื่อหลิงตามเ้าไปด้วยแล้วกัน สองแสบนั้นเองคงดีใจนักที่เ้ายอมออกมาใช้ชีวิตเช่นนี้เสียที”
เมื่อคิดถึงเื่ราวแต่หนหลัง หยวนจื่อเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะคะนึงหา ก่อนหน้านี้ บุตรสาวของเขาสดใสร่างเริงยิ่งนัก เมื่อเติบโตมาในบรรพชนที่เป็เกษตร เขาจึงมิเคยบังคับบุตรสาวให้ยึดถือหลักคุณธรรมอันใดมากมายไปกว่าความสุขส่วนตนที่ควรจะมี
นางสามารถปลูกผักได้ทุกชนิด เรียกได้ว่าเป็ที่ชื่อชอบของบ่าวรับใช้ในสวนเป็อย่างมาก เพราะมิว่าพวกเขาจะมีปัญหาอันใดเกี่ยวกับผัก หรือจะปลูกชนิดใดไม่ขึ้นงอกงาม เื่ราวถึงหูจื่อฮวา นางจักสามารถแก้ปัยหาได้ทุกเมื่อไป
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะขี่ม้า ยิงธนู ล่าสัตว์ในป่าบนเขากับเหล่าบ่าวในจวน หรือจะให้เป็งานชุมนุมกวีของเหล่าสตรีในหยางโจวที่มีการจัดขึ้นทุกปี นางก็มักนำความยินดีมาสู่คนในจวนเสมอ
ทั้งความสามารถที่ปกปิดไว้เฉพาะคนในจวนได้รู้ในเื่ของศาสตร์ทั้งสี่ อย่าง ฉิน ฉี ซู ฮว่า