บทที่ 7 สถานการณ์บานปลาย
“เธอ ลูกสาวร้านขายเนื้อ”
นิ้วเขาชี้มา ตอนแรกเด็กสาวขานรับด้วยความดีใจ เพราะคิดว่าในที่สุดเขาก็ต้องตาต้องใจกับการแสดงอันสมจริงของตนเสียที ...ที่ไหนได้
“เป็นตัวประกอบหน้ากล้อง แต่ทาปากแดงแจ๊ดแย่งซีนชาวบ้านแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ไปลบออก!”
เฉินอิ๋งอิ๋งไม่เชื่อหูตน “...พูดว่าอะไรนะคะ?”
“ฟังไม่รู้ภาษาเรอะ” รองผู้กำกับหวงไม่มีอารมณ์มาพูดจาอ่อนหวานกับเด็กสาว เขาต้องแบกรับแรงกดดันจากเบื้องสูงและมีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่จากผู้กำกับเจิ้ง ตวาดลั่น “ปากแดงขนาดนั้นไปกินลาบเลือดมาเรอะ! ยังไม่ไปลบสีปากออกอีก!”
เขาตำหนิจริงจัง แต่ผู้คนพากันหัวเราะครืนใหญ่ เพราะถ้อยคำจากปากกรรไกรของรองผู้กำกับหวงสร้างสรรค์เกินไปจนน่าขบขัน
ทว่าในมุมมองของเด็กสาวผู้ถูกกระทำ เธอกลับรู้สึกว่าทุกคนหัวเราะเยาะเธอ ดูถูกเธอ โจมตีเธอ
เฉินอิ๋งอิ๋งเดือดดาล ยิ่งรายล้อมด้วยผู้คนคุ้นหน้าในหมู่บ้าน กำปั้นเธอสั่นระริก อาศัยความกล้าบ้าบิ่นตอบโต้รองผู้กำกับหวงและเหล่าทีมงานว่า
“เรื่องพรรค์นี้จะโทษว่าเป็นความผิดหนูคนเดียวได้ไง ถ้าถามหาคนผิด ก็ต้องโทษคนรับผิดชอบแต่งหน้าหนูไม่ใช่เหรอ!”
บรรยากาศเงียบสงัด ไม่มีใครคาดคิดว่าระเบิดลูกแรกถูกจุดปะทุฉับพลัน
มู่เสวี่ยตื่นตระหนก อยากรั้งเพื่อนสาวไม่ให้ใจร้อน ทว่ากลับอยู่ห่างคนละโยชน์
“หา?”
“ไม่ใช่ฉันนะคะ!” พี่สาวช่างแต่งหน้าแหว เขม่นมองผู้ฟ้องอย่างอาฆาต “รองผู้กำกับหวงก็รู้ว่าฉันทำงานในกองมาหลายปี ออกกองกับละครย้อนยุคหลายต่อหลายเรื่อง จะพลาดความรู้การแต่งหน้าขั้นพื้นฐานง่าย ๆ อย่างนี้หรือ โดยเฉพาะเอ็กตร้าที่ต้องถ่ายภาพโคลสอัพ[1] ฉันยิ่งต้องบรรจงแต่งหน้าให้เป็นเท่าตัว เธออย่ามาใส่ร้ายฉันมั่ว ๆ นะ”
หัวหน้าช่างแต่งหน้าอีกคนเสริม “ฉันจำเธอได้ ตอนแรกเธอไม่ได้ประจำตัวแหน่งนี้ไม่ใช่หรือ เธอสิโผล่มาแสดงหน้ากล้องได้อย่างไร”
“พวกพี่แต่งหน้าให้คนเป็นร้อย จะมาจำหน้าตาตัวประกอบทุกคนได้ยังไง” เฉินอิ๋งอิ๋งเม้มปากแน่นคล้ายคนถูกปรักปรำ “พี่สาวพูดอะไรก็ได้เพราะคนในกองถ่ายเป็นพวกของพี่นี่ พวกเขาก็ต้องเข้าข้างพี่สิ ฉันไม่กล้ามีปากมีเสียงกับพี่หรอก”
“ไม่กล้ามีปากมีเสียงแต่หน้าด้านโกหกปาว ๆ ? ตรรกะป่วย ๆ ของเธอช่างน่าเลื่อมใสนัก เฮอะ ไม่ยักรู้ว่าคนบ้านนอกคอกนาจะหน้าไหว้หลังหลอกอย่างเชี่ยวชาญปานนี้”
“พี่จะด่าจะว่าฉัน ฉันทนได้ แต่พี่อาศัยอะไรมาด่าบ้านเกิดฉัน ถือโอกาสที่ตัวเองเป็นคนเมืองแล้วจะทำตัวสูงส่งและดูถูกคนอื่นอย่างไรก็ได้งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวกลับไปเมืองตัวเองสิ”
“เอ๊ะ ยัยเด็กคนนี้พูดจากวนกันจริง ๆ ถ้าเธอไม่ใส่ความฉันก่อน ฉันจะด่าเธอไหมล่ะ ยัย...”
“หุบปาก!” รองผู้กำกับหวงตะคอกทีมงานผู้หญิง “หยุดแก้ตัวกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ โตจนหมาก้นไม่ถึงแล้วเธอจะมาเถียงกับเด็กทำบ้าอะไร เธอไม่อาย แต่ฉันอาย จะใครผิดใครถูกฉันไม่สนใจ แค่ไปลบลิปสติกให้จบ ๆ เรื่องไม่ได้เรอะ”
เขาหันมาทางเฉินอิ๋งอิ๋ง ไม่พอใจที่ถูกผู้เยาว์ปีนเกลียว
“ส่วนเธอ ไม่มีใครกล่าวหาเธอสักคน แค่ลบเครื่องสำอางออกง่ายจะตาย ทำไมต้องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องใหญ่ด้วย รักสวยรักงามน่ะรักได้ แต่ต้องรักให้ถูกที่ถูกเวลา เด็กสมัยนี้ไม่คิดเคารพต่อความเป็นมืออาชีพเลยรึไง ไร้สัมมาคารวะจริง ๆ !”
ตั้งแต่เกิดมา เฉินอิ๋งอิ๋งเพิ่งเคยโมโหขนาดนี้เป็นครั้งแรก
เฉินอิ๋งอิ๋งเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว พ่อแม่ทะนุถนอมเธอปานแก้วตาดวงใจ ปู่ย่าตายายแทบประคองเธอไว้บนฝ่ามือไม่ให้แตก เธอคือเจ้าหญิงของบ้านตระกูลเฉิน เป็นเด็กผู้หญิงไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ครอบครัวเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม
ในหมู่บ้านชนบท ผู้หญิงมักมีสถานะต่ำกว่าผู้ชายโดยปริยาย เพราะไม่อาจสืบสกุลและเมื่อโตขึ้นผู้หญิงต้องแต่งงานเข้าไปอยู่ตระกูลสามี การแต่งงานของบุตรสาวก็เหมือนน้ำที่สาดออกนอกบ้าน นอกจากนี้ พินิจในแง่เศรษฐศาสตร์แรงงานในครอบครัวเกษตรกรรม เพศหญิงมีเรี่ยวแรงน้อยกว่าและไม่แข็งแรงเท่าเพศชาย ความสำคัญและบทบาทจึงไม่อาจเทียบเท่ากัน
ฉะนั้น กรณีของเฉินอิ๋งอิ๋งจึงเป็นกรณีพิเศษ นานทีปีหนที่ครอบครัวเกษตรกรรมจะปฏิบัติต่อลูกสาวอย่างรักใคร่ สาเหตุเพราะพ่อแม่ของเธอมีลูกยาก หมอวินิจฉัยว่าพวกเขาอาจเป็นหมันและไม่สามารถมีทายาทตลอดชีวิต พอตัดอกตัดใจได้ พวกเขาเลยรับบุตรบุญธรรมชายมาเลี้ยงเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล
ทว่าปาฎิหารย์พลันบังเกิด สามีภรรยาให้กำเนิดเฉินอิ๋งอิ๋งอย่างมหัศจรรย์ในบั้นปลายวัยหนุ่มสาว
ครอบครัวที่อาจสิ้นทายาทที่มาจากเลือดเนื้อเชื้อไขตน กลับมีลูกสาวโผล่มาอย่างไม่คาดฝัน เช่นนั้นจะไม่ให้พวกเขาเลี้ยงดูฟูมฟักเธออย่างดีได้อย่างไร?
สำหรับเฉินอิ๋งอิ๋ง การทะเลาะกับซุนซูลี่ถือเป็นการทะเลาะวิวาทของเด็ก ๆ ที่สามารถตอบโต้ได้ หากการถูกรองผู้กำกับหวงเหยียดหยามดูแคลนต่อหน้าผู้คนในหมู่บ้าน ต่อหน้าทีมงานจากเมืองหลวง ต่อหน้าผู้คนเป็นโขยง ความอัปยศอดสูเช่นนี้มีหรือเธอจะยอมทน?
เธอย่อมไม่ทน!
“คนไม่มีสัมมาคารวะมันคุณมากกว่ามั้ง คิดว่าตัวเองหน้าใหญ่มากนักสิถึงมาเที่ยวไล่ด่าคนอื่นเขาเป็นหมูเป็นหมา ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างล่ะ!”
เฉินอิ๋งอิ๋งระเบิดอารมณ์ เขวี้ยงชิ้นเนื้อบนแผงสินค้าของ ‘ร้านขายเนื้อ’ ร้านที่ตนประจำตำแหน่งลงพื้น หยาดเลือดของเนื้อสดกระเซ็นเปื้อนหน้าเธอ
“ใครควรทำตัวให้สมกับเป็นมืออาชีพกันแน่? คุณสิมาถึงก็ด่ากราด คิดว่าชาวบ้านทุกคนเป็นข้ารับใช้ที่ต้องคอยก้มหัวให้คุณเหยียบงั้นสิ กะอีแค่มีอำนาจและมีตำแหน่งเหนือกว่าคนเขาก็หน่อยก็ทำตัวหยิ่งยโส ไม่คิดเคารพใคร แล้วยังมาเรียกร้องคนอื่นให้เคารพตัวเองอีก ตลก!”
รองผู้กำกับหวงช็อก
ทำงานมาจนอายุปูนนี้ ไม่เคยมีทีมงานหรือแม้กระทั่งนักแสดงคนไหนกล้าชี้หน้าด่าเขาโต้ง ๆ เลยสักคน ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวบ้านป่าในชนบทจะเป็นลูกวัวแรกเกิด ไม่กลัวเสือ[2]
“ดี ดีมาก พูดจาสามหาวนัก เด็กอย่างเธอมันไม่มีความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่รู้จักยอมรับผิดยังไม่พอ ยังโทษแต่ฟ้ากับผู้อื่น ไม่ยอมโทษตัวเอง[3]”
“ฉันมันคนบ้านป่าบ้านเขา มีอะไรก็ทะเลาะกันตรง ๆ ไม่ชอบมาจีบปากจีบเป็นคนอ้อมค้อมเหมือนคนเมืองอย่างคุณหรอก” เฉินอิ๋งอิ๋งเชิดหน้าด้วยความผยอง “ฉันเคารพคนเป็น แต่เคารพเฉพาะคนที่คู่ควรเท่านั้น คุณลองมองไปรอบ ๆ สิว่ามีชาวบ้านคนไหนเขาเคารพเลื่อมใสคุณบ้าง”
จบประโยคของเฉินอิ๋งอิ๋ง ทัศนคติของคนในหมู่บ้านที่มีต่อเหล่าทีมงานเอนเอียง
หลายคนในกลุ่มนักแสดงตัวประกอบเริ่มแสดงความไม่พอใจกันเป็นทอด ๆ คำพูดของเฉินอิ๋งอิ๋งน่าขบคิดและไม่ใช่ว่าไร้ที่มาที่ไป ในใจของพวกคนเมืองที่แสนเย่อหยิ่งคงดูถูกดูแคลนชาวบ้านชนบทอย่างพวกเขา สังเกตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีทีมงานบางคนเผลอหลุดปากด่าพวกเขามาคำหนึ่ง ตอนนี้ยังมาข่มเหงลูกหลานของพวกเขาต่อหน้าต่อตาอีก
อีกอย่างหนึ่ง เทียบกับคนในเมืองหลวง สมาชิกภายในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น นิสัยของลูกหลานแต่ละบ้านย่อมล่วงรู้ แม้เฉินอิ๋งอิ๋งไม่ใช่เด็กเรียบร้อย ทว่าเธอไม่ใช่เด็กเลวร้าย เธอวิวาทกับเด็กสาวคนอื่นบ่อย ๆ มีกรณีถึงเนื้อถึงตัวบางครั้ง แต่มันก็เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ของเด็กวัยรุ่น ซึ่งแตกต่างจากกรณีวิวาทกับรองผู้กำกับหวงนัก มิหนำซ้ำต่อให้สาว ๆ ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตาย ทุกคนก็เป็นคนบ้านเดียวกัน
และคนบ้านเดียวกันย่อมไม่ปล่อยให้คนนอกมารังแกเด็ก ๆ ในบ้านตนถึงถิ่น!
ผู้กำกับเจิ้งและหมิงฮ่าวซึ่งเพิ่งมาถึงตื่นตระหนก ฝูงชนแบ่งออกเป็นสองฟากยืนประจันหน้ากัน ฝั่งหนึ่งคือทีมงาน อีกฝั่งหนึ่งคือชาวบ้าน สถานการณ์บานปลายจนเกินจะควบคุม พวกเขาสองคนสบตากันอย่างหนักใจเพราะรู้ดีว่าจะแตกหักกับคนในหมู่บ้านไม่ได้
วินาทีอันตึงเครียด หมิงฮ่าวก้าวออกมากลางวง รับหน้าแทนผู้กำกับเจิ้ง
“ทุกคนอย่าเพิ่งอารมณ์ร้อนเลยนะครับ นี่ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่” เขาจับไหล่เด็กสาวเบา ๆ “คุณหนูเองก็อย่าโกรธเลย เด็กสาวอย่างคุณเหมาะกับรอยยิ้มน่ารัก ๆ มากกว่านะ”
เฉินอิ๋งอิ๋งที่กำลังจะสะบัดไหล่ออกจากการกอบกุมของคนไร้มารยาทพลันหยุดชะงัก พบใบหน้าคมสันของดาราหนุ่มที่เคยเห็นผ่านจอโทรทัศน์ฉีกยิ้มหวานมาให้ตน
“พะ พี่หมิง?”
“ทุกคนครับ ผมไม่ได้ออกมาแก้ตัวแทนใคร แต่ออกมาบอกเล่านิสัยและลักษณะการทำงานของเพื่อนร่วมงานตัวเองเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ผู้กำกับหวงเป็นคนใจร้อน ชอบพูดจาโผงผางไม่รักษาน้ำใจ เป็นคนบ้างานถึงขั้นไม่สนใจไยดีผู้คน แต่เขาไม่มีเจตนาร้ายอย่างที่ทุกคนคิดแน่นอน” หมิงฮ่าวพูดเสียงดังฟังชัด สะกดทุกความสนใจของผู้คนรอบกายมาไว้ที่เขาเพียงคนเดียว
“ทุกคนคิดดูสิครับ ผมทำงานในวงการมาตั้งนาน ไม่ใช่เด็กใหม่ไร้ประสบการณ์ แต่ผมยังโดนเขาเอ็ดบ่อย ๆ เพราะทำงานไม่ตรงตามใจเขาเลย” เขาแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนปนขวยเขิน “ดังนั้นเรื่องการแบ่งเขาแบ่งเรา เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดทั้งนั้น จริงไหมครับรองผู้กำกับหวง ผู้กำกับเจิ้ง”
เหล่าผู้กำกับรีบก้าวออกมาสนับสนุนคำพูดของหมิงฮ่าว
แม้ไม่เต็มใจ หากปะทะสายตามีโทสะของเจิ้งข่าย รองผู้กำกับหวงส่งเสียงลอดไรฟันว่า “จริงครับ ผมต้องขอโทษที่สร้างความขุ่นเคืองใจแก่ทุกคนจริง ๆ ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง” และปิดปากเงียบ
คนรอบข้างเงียบเสียงลงและตกอยู่ในภวังค์ อิทธิพลของนักแสดงหนุ่มอย่างหมิงฮ่าวและอดีตนักแสดงรุ่นใหญ่อย่างเจิ้งข่ายส่งผลให้คนในหมู่บ้านใจเย็นลง และรอรับฟังคำอธิบายของเหล่าทีมงาน
หมิงฮ่าวชักพาบรรยากาศให้ผ่อนคลาย กล่าว
“ก่อนหน้าที่ผมเป็นนักแสดงที่ผู้คนจดจำชื่อได้อย่างทุกวันนี้ ผมก็เคยเป็นนักแสดงตัวประกอบเหมือนพวกคุณทุกคน การถูกตำหนิและโดนใช้งานสารพัด ผมผ่านมาหมดทุกรูปแบบไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงเข้าใจดีว่าทุกคนโกรธ กดดัน และรู้สึกแย่มาก ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผมต้องขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าทีมงานทุกคนไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอย่างที่ทุกคนคิดหรอกครับ
“พวกเราดั้นด้นจากเมืองหลวงจนมาถึงบ้านเกิดของพวกคุณ ก็เพราะพวกเราอยากให้คนทั่วทั้งประเทศได้ทราบว่าบ้านเกิดของพวกคุณสวยงามแค่ไหน วิเศษแค่ไหน และน่าภูมิใจแค่ไหน ฉะนั้นไม่มีทางที่พวกเราจะไม่ชื่นชมพวกคุณหรือไม่ให้ความเคารพแก่พวกคุณเป็นอันขาด” เขาไกล่เกลี่ยต่อ “ถ้าหากการกระทำของพวกเราสื่อสารผิดทิศทางจนำทให้ทุกคนเข้าใจผิด ผมในฐานะตัวแทนทีมงานต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”
ชายหนุ่มค้อมตัว ใบหน้าของเขาฉายแววลุแก่โทษอย่างจริงใจ
อุณหภูมิร้อนระอุเย็นลง บรรดาคนในหมู่บ้านค่อยคลายความไม่พอใจลงหลังจากถ้อยคำแสดงความจริงใจของนักแสดงหนุ่มและการก้มหัวขอโทษอย่างพร้อมเพรียงกันของทีมงานภาพยนตร์
หมิงฮ่าวหันกลับมายังเฉินอิ๋งอิ๋ง “อีกอย่าง ต้องขอบคุณสาวน้อยผู้กล้าหาญคนนี้ด้วยที่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าพวกเราต้องนำคำแนะนำของเธอไปปรับปรุง เพียงแต่ไม่ทราบว่าคุณหนูจะยกโทษให้กับพวกเราไหม”
“พี่...พี่หมิง” เฉินอิ๋งอิ๋งอ้าปากพะงาบ สักพักค่อยตั้งสติ เธอพยักหน้าคอแทบหลุด “ยกโทษค่ะ ยกโทษค่ะ ฉันไม่ถือสา เรื่องนี้เป็นการเข้าใจผิดของฉันเอง พี่อย่าทำอย่างนี้เลย”
“ถ้าหากคำขอโทษของผมทำให้เธอหายโกรธไม่เข้าใจผิด จะกล่าวอีกกี่ครั้งผมก็ทำได้ครับ”
“ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง ไม่โกรธ ไม่เข้าใจผิดแล้วค่ะ”
“แน่นะ?”
“แน่ใจค่ะ!”
เฉินอิ๋งอิ๋งใจละลาย เขาเป็นคนที่เธอปลาบปลื้มและพร่ำเพ้อในจอโทรทัศน์มาหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ตนจะได้รับความสำคัญจากเขาตัวเป็น ๆ
เขาบอกว่าเธอเป็นเด็กกล้าหาญ บอกว่าคำแนะนำของเธอเป็นประโยชน์ บอกว่าเด็กสาวกับเธอเหมาะกับรอยยิ้ม เฉินอิ๋งอิ๋งปลาบปลื้มเสียจนลืมเลือนความหงุดหงิดทั้งปวงหมดจด
“ค่อยยังชั่ว” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเจิดจ้า หยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อ มอบให้แก่เด็กสาวสำหรับรอยเปื้อนข้างแก้มเธอ “แค่คุณหนูไม่โกรธ ผมก็สบายใจแล้วครับ หวังว่าเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านของคุณจะไม่พลอยโมโหทีมงานคนอื่น ไม่อย่างนั้นผมคงลำบากใจมาก”
“ถ้าพวกเขาโมโห ฉันจะอธิบายจนกว่าพวกเขาเข้าใจถูกต้องแน่นอนค่ะ” เฉินอิ๋งอิ๋งรับคำอย่างมาดมั่น “ฉันจะไม่ทำให้พี่เดือดร้อนเด็ดขาด ขอบคุณที่ออกมาปกป้องฉันนะคะ ฉันเฉินอิ๋งอิ๋งค่ะ”
“ขอบใจนะ เสี่ยวเฉิน”
เฉินอิ๋งอิ๋งจะเป็นลม เขาเรียกชื่อสกุลเธอด้วย
ถ้าหากวันนี้ไม่ใช่วันมงคลของเธอ จะเป็นวันอะไรไปได้เล่า?
หลังจากปรับความเข้าใจผิดกับคนในหมู่บ้าน ผู้กำกับเจิ้งสั่งพักกองก่อนเวลา ทั้งบอกให้ทีมงานลงจากเขาเพื่อไปซื้อกับข้าว ผลไม้ และของกินเล่นมาเสริมระหว่างมื้อกลางวันให้แก่เหล่าเอ็กตร้าเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนนักแสดงหนุ่มเจ้าเสน่ห์นั่งล้อมวงสังสรรค์กับชาวบ้านอย่างไม่ถือตัว โดยมีแฟนคลับจำนวนมากคอยเอาอกเอาใจ
เฉินอิ๋งอิ๋งผู้เป็นจุดศูนย์กลางความสนใจนั่งไม่ห่างดาราหนุ่ม ลืมเพื่อนสาวตนโดยสิ้นเชิง
เพราะกลัวทำให้เด็กสาวคนนี้ไม่พอใจจนปลุกระดมชาวบ้านอีกครั้ง ทีมงานเปลี่ยนบทให้เฉินอิ๋งอิ๋งมาประกบคู่กับหมิงฮ่าว รับส่งบทสั้น ๆ 1 - 2 ประโยคกับนักแสดงหนุ่มเป็นการปลอบใจในการแสดงช่วงบ่าย
เฉินอิ๋งอิ๋งยินดีปรีดาจนแทบเป็นลม อาศัยจังหวะนี้แสดงอัธยาศัยไมตรีกับเขา
ในทางกลับกัน ตัวประกอบคนอื่นไม่ได้รับอภิสิทธิ์เช่นเด็กสาว พวกเขาส่วนที่เหลือต้องรอคิวจนกว่าหมิงฮ่าวและนักแสดงสาวจางลี่เซียนแสดงจบ จึงค่อยถูกเรียกเข้าซีนที่ 26 ‘ยามเช้าในตลาดชุมชน’ เพื่อถ่ายแก้ในตอนเย็น
กว่าจะสิ้นสุดการทำงาน เข็มนาฬิกาเดินมาถึงเลข 6 ในตอนเย็น
หลังเปลี่ยนชุดเสร็จ มู่เสวี่ยเก็บสัมภาระตนเดินมายังทีมงานฝ่ายรับผิดชอบดูแลเอ็กตร้า พี่สาวอลิสนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะลงทะเบียนตัวเดิม ทำหน้าที่จ่ายค่าแรงให้เอ็กตร้าแต่ละคน พอเห็นเด็กสาวคนสนิทยืนเบื้องหน้า ใบหน้าเธอแสดงความเย็นชาผิดจากเมื่อเช้าตรู่เป็นคนละคน
“ทำงาน 13 ชั่วโมง นี่เงินตอบแทน 60 หยวน” อลิสบอกเสียงห้วน “พรุ่งนี้เช้าเจอกันเวลาเดิม 6 โมงเช้าที่โรงยิมโรงเรียน อย่ามาสายซะล่ะ”
“พรุ่งนี้งั้นหรือคะ”
“ใช่ นัดเฉพาะเอ็กตร้าบางคนที่ร่วมแสดงในเซ็ต ‘ตลาดชุมชน’ เพราะซีนที่ถ่ายไม่ทันในวันนี้เป็นซีนต่อเนื่อง เลยต้องนัดมาเพิ่มเพื่อเข้าซีนแสดงส่วนที่เหลือ” หล่อนมองป้ายห้อยคอหมายเลข ‘23’ ในมือมู่เสวี่ย “เธอคงไม่ค่อยเต็มใจมาทำงานล่ะซี่ เสียใจด้วยนะ ทน ๆ อีกวันหนึ่งเดี๋ยวก็ไม่ต้องแสดงแล้ว”
มู่เสวี่ยจับสังเกตน้ำเสียงเหน็บแนมและอารมณ์ผิดปกติที่อลิสสื่อได้ เธอเม้มปากทบทวนคำพูดตนครู่หนึ่ง ค่อยถามพี่สาวอย่างไม่แน่ใจ
“ฉันทำให้พี่โกรธใช่ไหมคะ....”
“โกรธอะไรกัน ทำไมฉันต้องโกรธเธอ แค่เธอไม่คิดรับน้ำใจจากฉัน กับโยนบทที่ฉันอุตส่าห์เลือกให้เธอโดยเฉพาะแก่คนอื่น ฉันไม่โกรธหรอก เป็นฉันจุ้นจ้านเรื่องของเธอทั้งที่เธอไม่ได้ขอต่างหาก”
ลมหายใจมู่เสวี่ยสะดุด เด็กสาวรีบบอก
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างนั้นนะคะ...”
อลิสตัดบท “จะหมายความอย่างไรก็ช่าง ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องของเธอ อ้อ หวังว่าเพื่อนสนิทตัวดีของเธอจะไม่สร้างเรื่องเรียกร้องความสนใจนะ วันนี้อาละวาดซะจนทีมงานกระเจิดกระเจิงไปทีหนึ่ง พรุ่งนี้คงไม่คิดก่อเรื่องอีกรอบกระมัง หัดเตือน ๆ เพื่อนตัวเองมั่ง พวกเธอไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้วนะ”
“ฉัน...”
มู่เสวี่ยเม้มปากแน่น เธอเสียใจ จนใจ และทำอะไรไม่ถูก ตอนเธอรับปากเปลี่ยนบทกับเฉินอิ๋งอิ๋งเพราะทนถูกเร้าหรือไม่ไหว เธอเพียงคิดง่าย ๆ ว่าอิ๋งอิ๋งให้ความสำคัญกับการเป็นนักแสดงมากกว่าก็เลยยอมเปลี่ยน แต่ไม่เคยคิดดูแคลนน้ำใจของพี่สาวเลย
ทว่าเธอพูดไม่ออกสักคำ มาคิดดูแล้วต้นเหตุเกิดขึ้นจากความไม่รอบคอบของตน ความผิดเหล่านี้โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ตนถูกอลิสเข้าใจผิดและปั้นปึ่งใส่เป็นเรื่องสมควรแล้ว
“ยังมายืนตรงนี้อีกทำไม ฉันยังต้องจ่ายค่าแรงให้เอ็กตร้าคนอื่นอีกนะ” เห็นดวงตากลม ๆ เศร้า ๆ ของเด็กสาวมองมาอย่างเป็นทุกข์ อลิสถอนหายใจ อดพูดทิ้งท้ายเพื่อไม่ให้ดูตัดรอนกันจนเกินไป “เธอรีบกลับบ้านไปเถอะ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดิน สักพักฟ้าก็มืด เดี๋ยวจะมองทางไม่เห็นซะเปล่า”
“...ถ้างั้นพรุ่งนี้เจอกันนะคะ พี่รักษาสุขภาพด้วย ฉันลาละค่ะ” มู่เสวี่ยพยักหน้า อำลาเสียงเบา
อลิสเพียงโบกมือไล่
ไม่สนใจไยดีเด็กสาวอีกเลย
กลับมาถึงบ้านตระกูลซุน แสงในบ้านเปิดทิ้งไว้ไม่กี่ดวง สมาชิกของครอบครัวลุงใหญ่ต่างแยกย้ายกันไปอยู่ในห้องส่วนตัวของตนกันหมด พวกเขาเป็นครอบครัวประเภทนอนไวตื่นแต่เช้าตรู่ ในห้องครัวเลยมืดสลัวและไม่มีคน หลงเหลือเพียงโต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้อันว่างเปล่า มู่เสวี่ยหยิบกล่องอาหารที่ตนทำกักตุนไว้จากในตู้เย็นมาอุ่นร้อน หลังมื้อกลางวันที่กองถ่ายภาพยนตร์ก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอเลย รอจนอาหารร้อนเธอจึงนำมานั่งทานเงียบ ๆ คนเดียว ใกล้เวลาสองทุ่ม ในบ้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงที่เกิดจากการล้างจานในซิงค์อ่างล้านจานของมู่เสวี่ยเท่านั้น ทันใดเสียงฝีเท้าของใครบางคนเหยียบย่ำบนพื้นไม้ดังเข้ามาใกล้ เป็นซุนซูลี่ในชุดนอนเดินมาเปิดตู้เย็น หยิบขวดนมเปรี้ยวมากินอย่างไม่แยแสมู่เสวี่ย เธอคงกลับมาถึงบ้านด้วยรถจักรยานยนต์ของพี่เฉวียน จึงไม่แปลกที่จะทานข้าวและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก่อนมู่เสวี่ย “ซูลี่ กลับมาเร็วจัง” มู่เสวี่ยทักเป็นพิธี “พรุ่งนี้เธอยังต้องไปกองถ่ายหนังอีกไหม” “ไม่ใช่กงการของเธอ” “อ๋อ” มู่เสวี่ยเคยชินกับนิสัยของญาติตน ตอบกลับ “ฉันต้องไปวันพรุ่งนี้ด้วย ให้ทำข้าวเช้าเผื่อไหม” “เฮอะ ว่าแต่เพื่อนตัวดีของเธอเข้าใจประจบสอพลอผู้ชายไม่เบานี่” ซุนซูลี่เมินคำถาม กอดอกพิงผู้เย็น หรี่ตามองแผ่นหลังลูกพี่ลูกน้องตนที่ยืนล้างจาน เธอถากถาง “ถ้ารู้ว่าปากเสียแล้วได้ดี ฉันจะได้เอาเป็นแบบอย่างบ้าง ดูสิได้ทั้งชื่อเสียง ได้ทั้งผู้ชาย ได้ทั้งบทดี ๆ เพราะปากไม่มีหูรูด” มู่เสวี่ยกะพริบตาปริบ พึมพำ “ถ้าทำงั้น ลุงใหญ่น่าจะตีเธอจนขาหักนะ ไม่ดีหรอก” “ว่าไงนะ” มู่เสวี่ยยิ้มซื่อ ๆ “ไม่จริงหรือ?” ซุนซูลี่ถลึงตาใส่คนพูด แม้ซุนซูลี่เป็นเด็กสาวร้ายกาจแค่ไหน แต่ต่อหน้าบิดาเธอก็ต้องปฏิบัติตัวเจี๋ยมเจี้ยมใต้โอวาทเขา ซุนเหว่ยถือสาเรื่องหน้าตาและชื่อเสียงของคนในตระกูลซุนมากเพราะถือว่าตนเป็นตระกูลเก่าแก่ซึ่งมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน หากใครก่อเรื่องนอกบ้านจนทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย ไม้เรียวในมือของเขาพร้อมต้อนรับขับสู้ ครั้งหนึ่งสมัยมัธยม ซุนซูลี่เคยลิ้มรสไม้เรียวของซุนเหว่ยเพราะทะเลาะตบตีกับเพื่อนข้างห้องจนรู้ทั่วทั้งหมู่บ้าน ปรากฏว่าซุนเหว่ยทั้งไม่โอ๋เธอ ทั้งไม่ถามเธอ ฟาดก้นเด็กหญิงจนไข้ขึ้นไป 2 วัน 2 คืน นับจากนั้นลูกสาวคนเล็กของบ้านก็ไม่กล้าก่อเรื่องอีกเลย “คนอย่างเธอ...” ซุนซูลี่คำรามในลำคอ เปลี่ยนมาโจมตีด้วยเรื่องอื่นแทน “หึ รสชาติของการกินข้าวคนเดียวเป็นหมาหัวเน่าวันนี้เป็นไงบ้างล่ะ เพื่อนรักเธอได้ดีแล้วคิดถึงเธอไม่เบานะ สงสัยกลัวผู้ชายถูกแย่งเลยกีดกันไม่ให้เจอเธอ น่าอิจฉาสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของพวกเธอเนอะ” มู่เสวี่ยเพียงลูบขอบจานไปมา นึกถึงเรื่องระหว่างเธอ เฉินอิ๋งอิ๋ง และอลิสในวันนี้ “อุ๊ยตายละ ฉันพูดกระทบใจเธอเหรอเนี่ย โทษทีนะ” น้ำเสียงซุนซูลี่แจ่มใสมาก นาน ๆ ครั้งยัยลูกพี่ลูกน้องสาวแสนน่าเบื่อคนนี้จะออกอาการเพราะคำพูดตนบ้าง เธอหัวเราะ “ถ้าเธอรู้สึกไม่แฟร์ ก็ไม่ต้องทนสิ เธอไปแย่งพี่หมิงมาจากยัยนั่นเลยเป็นสิ เหมือนฉันไง สะใจดีนะ” “จริงสิ เธอรู้ไหมว่าผู้กำกับเจิ้งกับคุณหมิงเป็นคนยังไง” มู่เสวี่ยมองผ่านถ้อยคำยุยงของซุนซูลี่ ถามกลับอย่างพะวง “เรื่องของอิ๋งอิ๋ง พวกเขาสองคนไม่ติดใจอะไรจริง ๆ น่ะหรือ ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย” หลังเหตุการณ์วิวาทอันมีต้นเหตุมาจากรองผู้กำกับหวงและเฉินอิ๋งอิ๋ง วิธีปฏิบัติตัวต่อชาวบ้านของทีมงานภาพยนตร์เป็นมืออาชีพมาก ทว่าคลื่นลมกลับเงียบสงบเสียจนมู่เสวี่ยไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อเธอสังเกตเห็นสายตาของหมิงฮ่าวยามทอดมองเฉินอิ๋งอิ๋ง แม้ใบหน้าของนักแสดงหนุ่มจะระบายด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า ทว่านัยน์ตากลับเยียบเย็นจนน่าขนหัวลุก และกลิ่นอายของเขาไม่อบอุ่นสักนิด มู่เสวี่ยฝึกศาสตร์และศิลป์ของตระกูลซุนกับคุณปู่และคุณพ่อมาแต่เยาว์วัย ทำให้มีสัมผัสละเอียดละอ่อนและฉับไวต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เป็นต้นว่าการสื่อสารผ่านทางร่างกาย สีหน้า แววตา และอารมณ์ หรือการอ่านบรรยากาศจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดาราชายคนนี้ ข้างนอกยิ้ม แต่ข้างในเหมือนจะไม่ใช่... แต่เธออาจคิดมากไปเองก็ได้ “ป่านนี้เพิ่งมาอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านหรือ ฉันไม่บอกหรอก” ซุนซูลี่เบ้ปาก “ถ้าจะใส่ใจว่าพี่หมิงเป็นคนอย่างไร เธอไม่สู้สนใจว่าทีมช่างแต่งหน้าจะทำยังไงกับยัยนั่นดีกว่า” “...หมายความว่ายังไง?” เฉินอิ๋งอิ๋งแก้ต่างให้ตนเองและโยนความผิดให้ทีมช่างแต่งหน้า ข้อเท็จจริงนี้มู่เสวี่ยรู้แก่ใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร “พวกหล่อนน่ะอาฆาตแค้นเพื่อนรักของเธอจนแทบกลืนเลือดเคี้ยวกระดูกทีเดียว” ซุนซูลี่มองเล็บมือตน กล่าวอย่างไม่แยแส “เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ เธอจะทำยังไงล่ะทีนี้ จะช่วยเพื่อนรักยังไงดีนะ” “ฉัน...” มู่เสวี่ยเม้มปาก หลุบตามองพื้น “ฉันจะลองหาโอกาสไปคุยกับแต่ละคนดู” “ไร้เดียงสาจังนะยะ ใครเขาจะมาทนฟังเธอพล่ามไร้สาระ” ซุนซูลี่หัวเราะลั่น ปาดน้ำตา “คนไม่มองการณ์ไกล ภัยจะมาถึงตัว คนไม่รู้จักตัดไฟ ภัยจะน่ากลัว[4] ในฐานะสายเลือดเดียวกันฉันจะบอกให้เอาบุญ ยัยหมูตัวเมียใจไม่สะอาดเท่าที่เธอคิดหรอกนะ” “อืม” มู่เสวี่ยยิ้มจาง ๆ ช้อนตานัยน์ตากลมสบตาอีกฝ่าย “ขอบใจที่เตือนนะ” “หลงตัวเอง ใครเตือนเธอยะ ฉันแค่มาคุมเข้มเธอแทนพ่อต่างหาก เธออย่าเผลอสะเหล่อทำตัวบ้านนอกให้ตระกูลซุนขายหน้าเชียว” ซุนซูลี่ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ ขว้างกล่องนมเปรี้ยวใส่คนร่วมสายเลือด “ฉันรู้” มู่เสวี่ยลูบแขนตนป้อย ๆ รอยยิ้มยิ่งหวานล้ำ “ขอบคุณนะ ซูลี่” “เฮอะ ยิ้มทำบ้าอะไร เสียเวลาเสวนากับเธอชะมัด” มู่เสวี่ยมองตามเด็กสาวผู้ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนสะบัดผมเดินออกจากห้องครัวอย่างตึงตัง ความเงียบโรยในอากาศ เธอเก็บกล่องนมเปรี้ยวแช่เย็นซึ่งยังไม่ได้แกะกล่องขึ้นมาจากพื้น รอยยิ้มกดลึกบนใบหน้าผ่องใส อืม อย่างน้อยใครบางคนก็ยังคิดว่าเธอเป็นคนตระกูลเดียวกัน
[1] Close Up : ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่เห็นเพียงใบหน้าของนักแสดง
[2] ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ (小牛不怕老虎) : เปรียบลูกวัวเสมือผู้เยาว์ ผู้อ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์ไม่รู้จักเกรงกลัวภัยอันตรายที่อาจให้โทษแก่ตัวเอง เพราะไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และเรื่องราวได้อย่างกระจ่างแจ้ง
[3] โทษแต่ฟ้ากับคนอื่น ไม่โทษตัวเอง (怨天尤人) : อุปมาเหมือนสำนวนไทย ‘รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง’
[4] คนมองไม่เห็นการณ์ไกล ภัยก็จะมาถึงตัว คนไม่รู้จักตัดไฟ ภัยก็จะน่ากลัว : คำคมจาก ‘ขงเบ้ง’ มีใจความจะสื่อถึง จะทำอะไรควรให้พิจารณาถึงความน่าจะเป็นในอนาคตให้ดี ความเสี่ยงอะไรที่สามารถจัดการได้ก็ควรเตรียมพร้อมให้ดี หรือถ้าหากเป็นปัญหาที่สามารถขจัดได้ในเวลานี้ก็ควรจะทำ มิเช่นนั้นจะลำบากในภายภาคหน้า
Talk: ใครเดาถูกมั่งคะว่าบทที่แล้วคนพูดคือใคร? (นักอ่านหน้าเก่ารู้อยู่แล้วเนอะ555) จะบอกว่าวันนี้มา 2 บทเลยค่ะ เพราะบทถัดไปรีไรท์แล้วโครงสร้างเรื่องไม่เปลี่ยนเยอะ ใช้เวลาไม่นาน ก็เลยมาลงรวดเดียวเลย - ยังบอกเหมือนเดิมว่า ฉากการปะทะคารมกันระหว่างเฉินอิ๋งอิ๋งและรองผกก.หวงมีความยากในการเขียนมากยากในแง่ว่า นี่ต้องใช้จินตนาการว่าเขียนบททะเลาะยังไงให้สื่อถึงความคิดและความรู้สึกของวัยรุ่นช่วงนั้น และเขียนแบบไหนให้เข้ากับทิศทางการกระทำและนิสัยของอิ๋งอิ๋งดี นี่ยังต้องมานั่งคิดต่ออีกว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้เรื่องพัฒนาไปในทิศทางไหน และทำให้เกิดอะไรต่อไปในความสัมพันธ์ของแต่ละคนในท้ายสุดค่ะ 5555 - ส่วนบทของมู่มู่กับอลิส ก็เปลี่ยนใหม่จากตัวฉบับเดิมค่ะ เนื่องจากทุกเหตุของการกระทำ มีผลลัพธ์ตามมาเสมอ ไม่ไว้แม้แต่การ 'ไม่ทำอะไรสักอย่าง' ของมู่มู่ตอนที่อิ๋งอิ๋งขอบทละครของเธอไป มู่มู่เองก็เป็นคนตัดสินใจอย่างนั้น ดังนั้นผลลัพธ์กับความสัมพันธ์เลยออกมาในรูปแบบนี้ค่ะ - ฉากของมู่มู่กับซูลี่อืม นั่นสินะคะ ให้คุณผู้อ่านทุกคนไปคิดเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองคนนี้เองละกันค่ะ ฮิๆ