“่เวลานี้ จักรวรรดิวาลเดีย มีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหา การผูกขาดการค้าโดยกลุ่มพ่อค้าขนาดใหญ่ขอรับ”
โอลิเวอร์ นายใหญ่กลุ่มการค้าเหรียญทองตอบคำถามของ จอมเวทรอย ที่ถามเขาเกี่ยวกับสถานการณ์การปิดตัวของร้านค้าใน เฟนดาริล
“เมื่อสี่ปีก่อน กลุ่มการค้ารายใหญ่ของจักรวรรดิ จากสี่ภาคธุรกิจหลัก คือ กลุ่มอาหาร กลุ่มแพรภัณฑ์ กลุ่มอาวุธและชุดเกราะ สุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ กลุ่มอุปกรณ์เวทและน้ำยาเวท”
“ได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อ สหพันธ์การค้าซินเดรสเทรล”
“ใน่แรกเป็แค่โครงการแลกส่วนลดภายในสหพันธ์กันเองเท่านั้น จึงไม่กระทบอะไร...”
ย้อนกลับไปสิบนาทีก่อนหน้านี้ ยามเมื่อขบวนรถม้าและเกวียนเดินทางถึงที่พัก
พ่อบ้านรอยและนิโคลัส ไม่อยากเสียเวลาจึงรีบไปหาโอลิเวอร์เพื่อซักถามถึงสาเหตุที่ทำให้ร้านค้าจำนวนมากต้องปิดตัวลง
จากนั้น โอลิเวอร์ พาทั้งสองคน รวมถึงอเล็กซ์ เข้าสู่ห้องรับรองในทันที พร้อมกำชับหน่วยคุ้มกันห้ามใครเข้ามาใกล้ห้องรับรองเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ใครได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกัน
“แต่ผ่านไปได้ปีเศษ สหพันธ์นี้ก็เริ่มออกลาย เริ่มใช้กลไกบีบให้ผู้ผลิตสินค้าจำหน่ายสินค้าให้เฉพาะสหพันธ์ของเขาเท่านั้น ห้ามขายให้กลุ่มอื่น สำหรับผู้ผลิตรายย่อยที่ขายให้สหพันธ์เป็หลักอยู่แล้ว ก็ไม่เกิดปัญหาอะไร แต่กับผู้ผลิตที่จำหน่ายสินค้าให้หลายที่ต้องคิดหนัก เหมือนบีบให้พวกเขาต้องเลือก”
“แล้วสมาคมการค้าไม่ดูแลอะไรเลยหรือ”
เสียงชราเอ่ยถามขัดขึ้น เพราะหน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลเื่การค้าภายใน จักรวรรดิวาลเดีย โดยเฉพาะ
“พวกมันไม่ทำอะไรเลย อ้างแต่ว่าไม่มีรายงานและไม่มีใครฟ้องขึ้นมา ใครมันจะกล้าไปฟ้องล่ะขอรับ ก็พวกเดียวกันทั้งนั้น”
ชายอ้วนสาธยายไป บ่นไป
“อืม ข้าเข้าใจ ว่าต่อเถอะ”
“จากนั้นร้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีสินค้าที่ผลิตเอง ก็เริ่มปิดตัวลงเพราะไม่มีสินค้าจำหน่าย”
“ร้านขนาดกลางที่พอมีสินค้าที่ผลิตเองได้ ก็เริ่มปิดสาขาลง เพราะเพียงสินค้าของตนเอง ปริมาณการขายไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย”
“และวิกฤตจริง ๆ ของแคว้นฮาเวนดอร์นี้ เริ่มขึ้นเมื่อปีก่อน เมื่อสหพันธ์ กำหนดให้แหล่งวัตถุดิบต้องขายให้กับโรงงานหรือร้านค้าที่ตกลงกับสหพันธ์เท่านั้น จากนั้นสภาพก็เป็อย่างที่พวกท่านเห็น”
“ทางการไม่ลงมาจัดการเลยหรือ”
พ่อบ้านรอยที่คิ้วเริ่มขมวดซักถามด้วยความสงสัย เื่เช่นนี้ ทางการต้องลงมาจัดการแล้วมิใช่หรือ
“เหมือนเช่นเคยขอรับ ไม่มีคนร้องเรียนขึ้นไป เ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานที่แ่าพอ จะทำอะไรบุ่มบ่ามก็ไม่ได้เพราะสหพันธ์เองก็มีเส้นสายมากมายอยู่ และวิกฤตนี้ยังพึ่งเกิดขึ้นในแคว้นฮาเวนดอร์เท่านั้น ยังไม่ได้ลุกลามไปแคว้นอื่น”
“ฝ่าาไม่ได้สั่งการอะไรเลยหรือ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ พ่อบ้านร่างใหญ่ถึงกับชะงักค้างเมื่อได้ยินคำถามของจอมเวทผู้นี้
น้อยคนนักที่จะกล้าเอ่ยถึงจักรพรรดิ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม
“เอ่อ..ข้าน้อยมิกล้า”
พ่อค้าร่างอ้วนถึงกับละล่ำละลักไม่กล้าเอ่ยคำใด
“เ้าพูดมาเถอะไม่มีใครได้ยิน นอกจากเราสี่คน ข้าจะร่ายเวทปิดกั้นเสียงไว้”
กล่าวพลางดีดนิ้วเบา ๆ เกิดระลอกคลื่นโปร่งใสคล้ายฟองสบู่ขึ้นรอบตัวพวกเขาทั้งสี่คน แล้วเลือนหายไป
หัวหน้าพ่อค้าจึงค่อยๆ รวบรวมความกล้าแล้วกล่าวต่อ
“ฝ่าารับรู้ถึงเื่ดังกล่าวแล้ว แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากไม่มีการฟ้องร้องขึ้นไปถึง และพวกมันกระทำการทุกอย่างภายใต้กฎหมายจักรวรรดิ อีกทั้งเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แคว้นเอเธลการ์ด ที่ฝ่าาปกครอง พระองค์จึงยังไม่สามารถกระทำการใดได้”
“และที่สำคัญหลายปีมานี้ สภาขุนนางแบ่งออกเป็สองฝ่ายชัดเจน คือฝ่ายที่ภักดีต่อฝ่าา และฝ่ายที่สนับสนุนพระปิตุลา เสด็จอาของจักรพรรดิ”
“เ้าแก่นั้นยังไม่ตายอีกหรือ หนังเหนียวยิ่งนัก”
เสียงบ่นพึมพำเบา ๆ แต่ทำเอา โอลิเวอร์และอเล็กซ์ นิ่งงันทันที
"แค่ก ๆ!"
เสียงไอจากชายหนุ่มผมขาวด้านข้างดังขึ้นขัดจังหวะ เพื่อเตือนชายชราที่มักอาการหลุดบ่อย
“อะแฮ่ม...พวกเ้าว่าต่อได้เลย"
จอมเวทชรารู้สึกเขินเล็กน้อย แต่เขาไม่ค่อยชอบหน้าเ้าแก่นั่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว คนอะไรตั้งท่าจะก่อาท่าเดียว
“ขอรับ หากกล่าวถึง ท่าน ดยุก แม็กนัส วาเดียลา ที่เป็พระปิตุลา แล้ว ไม่ว่าด้านการบริหารบ้านเมืองหรือกองทหารแกร่งของแคว้นฮาเวนดอร์นี้ ท่านลอร์ดล้วนจัดการได้อย่างดีมาก ประชาชนส่วนใหญ่ต่างเคารพและยกย่องเขา”
“เสียเพียงอย่างเดียว คือ.. ท่านลอร์ด้าขยายดินแดนไปที่จักรวรรดิโซลมาทางใต้มาเนิ่นนานแล้ว พยายามทูลขอฝ่าาหลายครั้ง แต่ฝ่าาไม่เคยสนพระทัยแม้แต่น้อย”
“เมื่อหลายปีก่อน ข่าวว่าทางโซลมากำลังมีปัญหาเื่ราชบัลลังก์ ท่านลอร์ดจึงเริ่มวางแผนรวบรวมขุมอำนาจต่าง ๆ เข้ามาไว้ในมืออย่างต่อเนื่องเพื่อหาเสียงสนับสนุนขอรับ”
“และมีกระแสข่าวบางกระแส บอกว่า ท่านลอร์ดเป็ผู้อยู่เื้ั สหพันธ์ซินเดรสเทรล นี้ ขอรับ”
“เป็อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่ผิด”
เสียงแหบชราดังขึ้น เมื่อได้ยินคำกล่าวของโอลิเวอร์
“เ้าแก่นั่น ้าสร้างแรงกดดันทั้งในสภาขุนนางเองและด้านปากท้องประชาชนแน่นอน หากสหพันธ์นี้ผูกขาดตลาดทั้งจักรวรรดิได้เมื่อไหร่ ต่อให้เป็ฝ่าาเองก็ยากจะเคลื่อนไหว”
“ถูกต้องขอรับ”
“เอาเถอะ อย่างไรมันก็ไม่ใช่เื่ที่พวกเราจะทำอะไรได้”
“แต่ข้าสงสัยจริง ๆ ร้านขนาดกลางก็ปิดกันไปหลายร้าน แต่เ้าเหมือนไม่เดือดร้อนอะไรเลย และการที่เ้าไม่ค่อยพอใจต่อการกระทำเ่าั้ ก็แสดงว่าเ้าไม่ใช่ กลุ่มซินเดรสเทรล ด้วย”
“เ้านี่ใหญ่โตใช่เล่นเลยนะ”
จอมเวทชราเอ่ยหยอกพลางยิ้มน้อยอย่างรู้ทัน
“การที่อาจารย์เฒ่าผู้นั้น กล้าฝากเด็กหนุ่มคนนี้ไว้กับกองคาราวาน แสดงว่าเ้าต้องมีสัมพันธ์อันดีกับสถาบัน และสถาบันก็มีสัมพันธ์อันดีกับจักรพ..”
“อย่าได้กล่าวต่อเลยขอรับ ท่านรู้ขนาดนี้แล้ว ข้าน้อยก็ไม่มีอะไรจะปิดบังอีก”
ชายอ้วนรีบเอ่ยขัดขึ้นทันทีก่อนที่ชายชราจะกล่าวจบ
“ไม่มีอะไรน่า เ้าไม่ต้องคิดมาก ข้าไม่เอาเื่นี้ไปพูดกับคนอื่นแน่นอน”
“ขอบคุณขอรับ”
ระหว่างที่พ่อบ้านรอยและโอลิเวอร์กำลังสนทนากันอยู่นั้น
นิโคลัสกำลังขบคิดถึงแผนการหาเงินที่เขาร่างไว้คร่าว ๆ ก่อนหน้านี้ ยิ่งยามนี้ได้เห็น สาขาของร้านความหวัง ที่ปิดตัวลง ยิ่งทำให้ชายหนุ่มอยากเร่งแผนการของเขาให้เร็วขึ้น
‘เส้นทางของข้าคงไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ดังที่เ้าเด็กนั่นบอกไว้ซินะ หากได้เจอเ้านั่นอีกครั้ง ข้าต้องทุบเขาซักที’
ชายหนุ่มขบคิดว่า หากเป็พ่อค้าอ้วนคนนี้ ที่ขนาดกลุ่มซินเดสเทรลยังเอาไม่ลง น่าจะพอช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้าง
และตามที่พ่อบ้านกล่าว กลุ่มที่หนุนหลังพ่อค้าเหรียญทองอยู่ ต้องเป็ ราชวงศ์ แน่นอน
ชายหนุ่มคิดได้ดังนั้น จึงต้องขอหยั่งเชิงไว้หน่อย
“ท่านโอลิเวอร์ หากข้าได้เข้าเรียนที่สถาบันวาลเดียลา และถ้าข้าคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ พวกเราพอจะร่วมมือกัน ได้หรือไม่ ท่านจะรังเกียจเด็กน้อยเช่นข้าหรือไม่ขอรับ”
จอมเ้าเล่ห์เริ่มใช้ทักษะการแสดงของเขาอีกครั้ง ยามนี้มีจอมเวทนั่งเคียงข้างและพึ่งผ่านเหตุการณ์ช่วยเหลือมาไม่นาน
อีกทั้งสภาพร่างกายของชายหนุ่มยังไม่หายดีาแตามร่างกายยังปรากฏชัด พ่อค้าคนนี้จะใจแข็งได้ก็ให้รู้ไป
“ข้ายินดียิ่งขอรับนายน้อย หากท่านคิดค้นสิ่งใดได้ ขอให้ไปหาข้าที่ร้านค้าเหรียญทองในเมืองหลวงได้เลยขอรับ ปกติข้าอาศัยอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว”
สมกับเป็พ่อค้าใหญ่ รับปากได้ทันทีโดยเสียงไม่สั่นตาไม่กระพริบ
รอยยิ้มกว้างประดับเต็มใบหน้า แม้ในใจจะไม่คิดหวังอะไรกับเด็กน้อยตรงหน้านี้เลยก็ตาม
“ขอบคุณท่านมากขอรับ ข้ารับรองว่าท่านไม่ขาดทุนแน่นอนและท่านจะได้ผลกำไรมหาศาลเกินกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้”
“ก่อนอื่น ข้าขอเผยความคิดสร้างสรรค์เล็ก ๆ บางส่วนของข้า ให้ท่านฟังก่อน แต่ข้าขอบอกก่อนว่า มันยังเป็เพียงความคิดเท่านั้น ข้ายังไม่ได้ลงมือสร้างต้นแบบขึ้นมา”
อดีตนักฆ่าผู้โชกโชนในสังคมใต้ดินย่อมรู้จักความโลภของคนเป็อย่างดี ถ้าไม่มีผลประโยชน์การงานมักไม่เดิน ยิ่งผลประโยชน์มาก ความกระตือรือร้นยิ่งพลุ่งพล่าน
พ่อค้าใหญ่เริ่มจดจ่อในทันที คิ้วที่ยกยิ้มเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย หัวใจกระตุกไหวดังเช่นยามที่เขาเห็นผลประโยชน์กองใหญ่อยู่ตรงหน้า
แม้เขารู้จักเด็กหนุ่มคนนี้เพียงไม่กี่วันและไม่ค่อยได้สนทนากันเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกที่หนุ่มน้อยคนนี้ส่งออกมา ราวกับชายชราที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน
“ปกติตัวข้าเคยนั่งแต่รถม้าที่มันะโกระเด้งไปมา แต่ยามข้าได้นั่งรถม้าของท่าน ราวกับนั่งในวิมาน มันทั้งนุ่มนวลและเย็นสบาย แต่ข้าก็ทราบดีว่า ราคาของมันช่างแพงยิ่งนัก เกินกว่าคนทั่วไปจะซื้อหาได้”
“หากว่าข้าสามารถทำให้รถม้าของคนทั่วไป นุ่มนวลขึ้นมาได้บ้าง และพวกเราผูกขาดสิ่งประดิษฐ์นี้ไว้ ข้าเป็เ้าของสิทธิ์การออกแบบ ส่วนท่านเป็ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย เช่นนี้ท่านสนใจบ้างไหม”
แม้ชายอ้วนตรงหน้าจะพยายามปิดบังแววตาเป็ประกายยามได้ยินคำว่า ‘รถม้าธรรมดาที่สบายขึ้น’ เพียงใด แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้ชำนาญอย่างเขาไปได้
ชายหนุ่มหัวเราะอยู่ภายในใจ 'ปลาหุบเหยื่อ' เรียบร้อยแล้ว
“ยินดีขอรับนายน้อย หากท่านทำสำเร็จเมื่อใด ได้โปรดแจ้งข้าน้อยในทันทีขอรับ”
อาการเหมือนแบ่งรับแบ่งสู้ แต่หัวใจที่เต้นรัวไม่อาจรอดหูจอมเวทชราตรงหน้าไปได้
“เ้าอย่าลืมที่รับปากไว้แล้วกัน..”
เสียงแหบชราเอ่ยขึ้นเบา ๆ ราวกับจะมีประโยคต่อท้าย แต่ก็ไม่ได้กล่าวออกมา
“พวกเราจะอยู่ที่นี่เพียงสี่วัน และเช้าวันที่ห้าพวกเราจะออกเดินทาง มุ่งเหนือสู่แคว้นเอเธลการ์ด ในระหว่างนี้ หากพวกเ้ามีเื่อันใดก็ไปหาข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”
“พวกเราขอตัว”
“ขอเทพคุ้มครองขอรับ”
โอลิเวอร์และอเล็กซ์ลุกขึ้นกล่าวอำลาทั้งสองทันที
หลังจากพ่อบ้านรอยและนิโคลัสจากไปแล้ว อเล็กซ์เริ่มสอบถามโอลิเวอร์ทันที
“จอมเวทท่านนี้เป็ใครกันแน่ ข้ารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญกับจอมทัพที่ผ่านศึกมาโชกโชนเลย”
ว่าที่อัศวินหนุ่มกล่าวด้วยแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างชัดเจน
“เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของข้า สามารถสรุปถึงคนที่หนุนหลังข้าได้ทันที และรู้จักกับพ่อและปู่ของท่าน ซึ่งแม้แต่ข้ายังไม่รู้แม้ว่าจะพยายามสืบแล้วก็ตาม เอ่อ ขอโทษที เป็นิสัยขี้ระแวงของข้า ขออภัยด้วย”
หัวหน้าพ่อค้ารู้สึกกระอักกระอ่วนเมื่อหลุดคำพูดที่ไม่ควรออกไป
“ไม่เป็ไร ท่านพ่อข้าบอกว่า ท่านไว้ใจได้ แต่ย้ำให้ข้าอย่าเปิดเผยตัวตน อีกไม่กี่ปีท่านก็จะได้รู้อยู่ดี มันเพื่อความปลอดภัยของข้าเท่านั้นเอง”
หนุ่มน้อยคนนี้ไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย เพราะพ่อและปู่ของเขาไม่ใช่ใครจะสืบสาวได้ง่ายๆ
“นอกจากเื่เหล่านี้แล้ว ท่านได้สังเกตคนอื่น ๆ ในกลุ่มหรือไม่ พวกเขาทุกคนเป็ถึง เทียร์สาม ทุกคน แม้แต่นักเวทสนับสนุนก็ตาม ไม่มีกลุ่มฮันเตอร์กลุ่มไหนเลยที่ข้ารู้จักมีขุมกำลังขนาดนี้ นอกจากตระกูลหรือกลุ่มการค้าใหญ่ๆ เท่านั้น”
“และฟังจากความสัมพันธ์ที่มีต่อท่านพ่อและปู่ของท่าน ที่เป็ไปในทางที่ดีแล้ว พวกเขาไม่น่าเป็ภัยต่อพวกเราขอรับ”
“หากเหล่าอาจารย์มารับท่าน ท่านลองพาพวกเขาไปพบท่านจอมเวทดู เผื่อพวกเขาจะรู้จัก”
พ่อค้าใหญ่เสนอความคิดอันแยบยลให้เด็กน้อยตรงหน้าทันที
“ข้าจะฟ้องท่านพ่อ ว่าท่านหลอกใช้ข้า”
แม้เขาเป็เด็กใสซื่อ แต่เขาไม่ได้โง่ให้ใครหลอกใช้ง่ายๆ
“โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย ข้าน้อยผิดไปแล้ว”
กล่าวพลางก้มหัวต่ำอย่างลนลาน
เขาลืมตัวไปว่า เื้ัเด็กคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
“อย่าทำเช่นนี้อีก แต่ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน คงต้องหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้”
แล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ค่ำคืนแรกในเมืองเฟนดาริล ช่างผ่อนคลายและเงียบสงบยิ่งนัก
ก่อนรุ่งสาง นายน้อยหนุ่มเดินออกมาที่สวนขนาดเล็กหน้าที่พัก เพื่อยืดเส้นยืดสาย
เช้าวันนี้ อาการของเขาดีขึ้นมาก หลังจากที่มื้อเย็นได้รับประทานเนื้อสัตว์กึ่งเวทเข้าไป ทำให้การฟื้นฟูร่างกายของเขารวดเร็วขึ้น
ผสานกับการฝึกฝนยามค่ำคืน ทำให้เช้านี้สามารถเคลื่อนไหวขยับแขนขาได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว
ผิวที่แห้งแตก มีความชุ่มชื้นมากขึ้น าแเริ่มตกสะเก็ดแล้ว
ผมที่เคยขาวโพลนไปทั้งศีรษะ เริ่มกลับมาดกดำเช่นเดิม แม้ยังมีขาวๆ ที่ปลายผม
โดยมีเพียงจอนผมและเหนือใบหูยังมีสีขาวที่ชัดเจนอยู่
“วันนี้คงฝึกท่าเคลื่อนไหวและโยคะเหมือนเดิมไม่ได้ งั้นวันนี้ฝึก ไท่จี๋ฉวน ก่อนดีกว่า”
ท่ามกลางสายหมอกยามเช้า นิโคลัสเคลื่อนไหวช้าๆ ตามท่วงท่า ไท่จี๋ฉวน
แขนที่เคยว่องไว กลับ พลิ้วไหวเหมือนสายลมที่แทรกยอดหญ้าในท้องทุ่ง
ท่อนขาที่เคยสะบัดฟาดราวพายุ บัดนี้ ดูลื่นไหลดั่งสายน้ำใสในลำธารน้อยกลางขุนเขา
ลมหายใจลึก สม่ำเสมอ ไม่เร่งร้อน ไม่ขาด่
เขาไม่ฝืน ไม่ควบคุม เพียง “ปล่อย” ให้ทุกจังหวะดำเนินไปธรรมชาติ
ไม่มีรูปแบบ ไม่มีจุดหมาย — แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับก่อเกิด 'วิถี'
ยามนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่า...
ความเชื่องช้าเช่นนี้ จะ ‘สั่นะเื’ แก่นพลังทุกอย่างของเขา ได้มากกว่าการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรุนแรงเสียอีก
ชายหนุ่มใช้เวลากับการฝึก ไท่จี๋ฉวน ประมาณครึ่งชั่วโมง โดยแทบไม่เหนื่อยเลย
และเขากลับรู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง ความผ่อนคลายที่ราวกับเดินเล่นในสวนดอกไม้ และสมาธิที่ก่อเกิดระหว่างเคลื่อนไหว
ทำให้พลังธรรมชาติจำนวนมาก ถูกดูดซับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
‘เปรี๊ยะ!’
เสียงดังขึ้นในห้วงจิตของชายหนุ่ม เขารีบสำรวจร่างกายของตนเองในทันที
‘หือ แกนมานาของข้าเต็มแล้วหรือ และกำลังจะแปรเปลี่ยน’
“เ้ารีบดูดซับมานาเข้าสู่ร่างกายเร็วเข้า อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป!”
เสียงชราที่แฝงไปด้วยความปิติ ดังขึ้นจากด้านหลังเขา
นิโคลัสไม่รอช้า รีบทำตามที่พ่อบ้านกล่าวทันที
"รวบรวมมานาเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากแกนมานาเหมือนจะะเิ เ้าต้องสะกดมันเอาไว้ให้ได้มากที่สุดอย่ายอมให้มันะเิ ดูดซับมานาเข้าไปในแกนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เ้าจะสะกดมันได้”
“ทนให้ถึงที่สุด จนกว่าจะทนไม่ไหว แล้วค่อยปล่อยให้มัน ปะทุ ออกไป”
จอมเวทชราค่อนข้างประหลาดใจที่นายน้อย ปะทุพลัง ในเวลานี้ เพราะเขาคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกซักพัก ดังนั้นจึงยังไม่สอนเคล็ดลับนี้ที่คนทั่วไปยังไม่รู้
ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับนักเวททุกคน ในการเลื่อนขั้นจาก ผู้ฝึกหัด ไปเป็ นักเวทฝึกหัด
คนทั่วไปเมื่อถึงจุดสมบูรณ์แล้วจะปลดปล่อย พลังปะทุ ออกไปทันที แต่ละคนก็จะมีพลังปะทุแตกต่างกันไปตามความหนาแน่นของมานาที่เก็บไว้ในแกนมานาแรกเริ่ม
ขนาดของการ ปะทุพลัง นี้ นับได้ว่าเป็ ชะตาชีวิต ของนักเวทคนนั้นทีเดียว
กล่าวได้ว่า พลังปะทุ นี้ เป็เหมือนการะเิ พื้นที่ คลังมานาในขั้นถัดไป
หาก พลังงปะทุ มีมาก คลังมานาจะมีขนาดใหญ่ตาม
แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า หากพยายามสะกดแกนมานาเริ่มแรก ไม่ให้มัน ปะทุ ในทันที
พลังปะทุ จะมากขึ้นกว่าเดิมมากมายนัก
ใบหน้าที่เริ่มแดงและเหงื่อที่พลั่งพลูไม่ขาดสาย ร่างกายที่เกร็งจนสั่งระริกของชายหนุ่ม บ่งบอกถึงความยากลำบากในการสะกดพลังปะทุเอาไว้
แม้ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แต่ในความรู้สึกของนิโคลัสกลับยาวนานยิ่งนัก เขาต้องดูดซับมานาด้วยความรวดเร็ว ในขณะเดียวกันต้องบีบอัดแกนมานาไม่ให้ ปะทุ ออกไป
แม้แกนมานาแรกเริ่มของเขา จะโป่งพองใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า จากขนาดเท่าเมล็ดงา จนตอนนี้มันโป่งพองจนมีขนาดเท่าผลส้มเล็ก ๆ เข้าไปแล้ว ดูเหมือนมันสามารถะเิได้ทุกเวลา
“อ๊าก!”
เสียงกู่ร้องดังของชายหนุ่ม ปลุกเร้าพลังของตนเอง และช่วยปลุกคนอื่นให้ออกมาเป็สักขีพยานในปรากฏการณ์นี้ด้วย
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกู่ร้องยาวนาน เหมือนเป็สัญญาณเตือนของพลังเฮือกสุดท้ายของเขาแล้ว
บึ้ม!
เสียงะเิอากาศพลันดังขึ้น ก่อเกิดเป็กระแสลมกรรโชกแรงออกจากร่างของชายหนุ่ม
ฝุ่นผงปลิวกระจาย พุ่มไม้และหินประดับในสวนกระจัดกระจายออกไปรอบทิศทาง
ทุกคนที่กำลังยืนดูอยู่ห่าง ๆ ต่างตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
‘นี่มันการ ปะทุพลัง ที่ไหนกัน..’