ส่วนลึกที่สุดของเทือกเขาสัตว์อสูร ภายในถ้ำเร้นลับแห่งหนึ่งซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยป่าทึบและหน้าผาสูงชัน
ฉินเฉินนั่งขัดสมาธิ รอบกายถูกพันเกี่ยวด้วยพลังปราณสีดำที่หนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้ พลังปราณเหล่านี้บางคราก็เกรี้ยวกราดดุจคลื่นั์โหมกระหน่ำ บางคราก็เย็นะเืดั่งน้ำแข็งในนรกจิ่วโยว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเผชิญกับขั้นตอนการหลอมรวมที่อันตรายอย่างยิ่งยวด
นับั้แ่เขาสังหารวายุทมิฬ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวันเต็มแล้ว
พลังบำเพ็ญของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ สำหรับฉินเฉินในตอนนี้แล้ว ช่างมหาศาลเกินไปจริงๆ
หากเปรียบการกลืนกินผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเท่ากับการดื่มน้ำหนึ่งชาม เช่นนั้นการกลืนกินวายุทมิฬก็เทียบเท่ากับการกระดกสุราแรงๆ ทั้งโอ่ง ไม่เพียงปริมาณจะมาก แต่ฤทธิ์ยังแรงเหลือร้าย
“ฟู่——”
ฉินเฉินพ่นลมหายใจขุ่นมัวที่เจือปนละอองเืจางๆ ออกมาอย่างแรง ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน
ในดวงตาสีดำขลับคู่นั้น บัดนี้กลับมีเส้นเืฝอยที่ดูน่าสะพรึงกลัวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเส้น เส้นเืนั้นแผ่ขยายจากรูม่านตาออกไปโดยรอบ ทำให้ใบหน้าที่เดิมทีก็เ็าอยู่แล้ว ยิ่งดูดุร้ายกระหายเืขึ้นไปอีกหลายส่วน
“สร้างรากฐานขั้นปลายจุดสูงสุด... ห่างจากสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น”
ฉินเฉินััได้ถึงูเาไฟพลังปราณในร่างกายที่ราวกับพร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ ทว่ากลับไร้ซึ่งความยินดีใดๆ ทั้งสิ้น
เป็เพราะเขาััได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งเจือปนสีดำที่เริ่มสะสมมาั้แ่ตอนอยู่ก้นผาขาดิญญาและเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่กลืนกิน บัดนี้ได้เกาะติดแน่นอยู่บนผนังเส้นลมปราณของเขาราวกับชั้นไขมันสีดำหนาเตอะเสียแล้ว
ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ ในหัวของเขาเริ่มมีเสียงอันสับสนวุ่นวายดังขึ้นมา
“ฆ่า... ฆ่าให้หมดทุกคน...”
“กลืนกิน... กลืนกินทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เสีย...”
เสียงเหล่านี้คล้ายกับเสียงกระซิบจากหุบเหวลึก และคล้ายกับเสียงรวมศูนย์ของความเคียดแค้นจากสัตว์อสูรและผู้ฝึกตนที่ถูกเขากลืนกินไปนับไม่ถ้วน พวกมันเข้าจู่โจมจิตใจของฉินเฉินอย่างต่อเนื่อง หมายจะลากเขาลงสู่หุบเหวแห่งมารที่ไม่อาจผุดไม่อาจเกิดได้อีก
“นี่หรือคือ... จิตมาร”
ฉินเฉินกัดฟันกรอด หยกิญญาากลางหน้าผากแผ่กลิ่นอายเย็นสดชื่นออกมา ช่วยปกป้องสติสัมปชัญญะสายสุดท้ายของเขาเอาไว้อย่างยากลำบาก
เขานึกถึงตอนที่อยู่สำนักชิงอวิ๋น บางครั้งก็เคยได้ยินผู้าุโสายในเทศนาถึงหลักการบางอย่าง
วิบากกรรม——เป็บาปเวรและผลกรรมที่มองไม่เห็นซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อผู้ฝึกตนเข่นฆ่าและกลืนกินสรรพชีวิต เมื่อสะสมถึงระดับหนึ่ง ก็จะก่อเกิดจิตมาร สถานเบาคือธาตุไฟเข้าแทรก สถานหนักคือกลายเป็สัตว์ประหลาดที่รู้เพียงการเข่นฆ่าอย่างสมบูรณ์
ส่วนเคล็ดวิชาต้องห้ามที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งอย่างกายากลืนนภานี้ ความเร็วในการสะสมวิบากกรรมนั้น มากกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปไม่รู้ตั้งร้อยเท่า!
“มิน่าเล่า... กายากลืนนภาถึงถูกจัดให้เป็ร่างกายต้องห้าม นี่มันไม่ใช่พลังที่ผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะจะสามารถควบคุมได้เลย”
ฉินเฉินหัวเราะขื่น ทว่าไม่นานในแววตาของเขาก็ลุกโชนไปด้วยประกายแสงแห่งความไม่ยอมจำนนขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วเช่นไรเล่า ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอนี้ หากไร้ซึ่งพลัง ข้าก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้! ต่อให้ต้องเป็มรรคาแห่งมาร ข้าก็จะก้าวขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด! แค่จิตมารกระจอกๆ มีสิทธิ์อันใดมาขวางข้า!”
เขากางแขนทั้งสองข้างออกอย่างแรง ถึงกับไม่กดข่มพลังอันดุร้ายเ่าั้อีกต่อไป กลับเป็ฝ่ายชักนำพวกมันให้พุ่งเข้าปะทะกับสิ่งเจือปนแห่งวิบากกรรมที่คอยกัดกินจิตใจอย่างดุดัน!
“ในเมื่อพวกเ้าอยากให้ข้ากลายเป็มารนัก เช่นนั้นข้าก็จะกลืนกินพวกเ้าเสียเอง!”
เคล็ดวิชากลืนนภา เดินพลังเต็มกำลัง!
“ครืน!”
ภายในถ้ำ เงาร่างอันโดดเดี่ยวและดื้อรั้นของฉินเฉิน ถูกประกายแสงสีดำอันเข้มข้นถึงขีดสุดกลืนกินไปจนหมดสิ้น
นี่คือการต่อสู้ที่อันตรายที่สุดซึ่งเกิดขึ้นในโลกแห่งจิติญญาของฉินเฉิน ไร้ซึ่งประกายกระบี่และเงาดาบ มีเพียงการปะทะกันของปณิธานเท่านั้น
เวลาสามวัน ล่วงเลยผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อฉินเฉินตื่นจากการเข้าฌานอีกครั้ง ร่างทั้งร่างของเขาก็ราวกับลอกคราบใหม่
ดวงตาทั้งสองข้างกลับมาสว่างใสอีกครั้ง วังวนสีดำขนาดจิ๋วที่อยู่ลึกลงไปในรูม่านตาทั้งสองข้างดูสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แม้ก้นบึ้งของดวงตาจะยังมีประกายสีเืที่ยากจะสังเกตเห็นวาบขึ้นมาเป็บางครั้ง แต่โดยรวมแล้วก็ถูกเขาฝืนสะกดเอาไว้ได้แล้ว
สิ่งเจือปนสีดำที่เกาะติดอยู่บนผนังเส้นลมปราณเ่าั้ ก็ราวกับถูกผนึกที่มองไม่เห็นชั้นหนึ่งห่อหุ้มเอาไว้ ชั่วคราวไม่อาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขาได้อีก
ทว่าฉินเฉินรู้ดีว่า นี่เป็เพียงการชั่วคราวเท่านั้น
เขาเปรียบเสมือนกำลังเต้นรำอยู่บนปลายมีด หากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียว ก็จะถูกสับเป็หมื่นชิ้น
“ต้องหาวิธีสลายวิบากกรรมให้จงได้ มิเช่นนั้น... ข้าคงถูกจิตมารกลืนกินเข้าสักวัน”
ฉินเฉินฝังความคิดนี้ไว้ลึกสุดใจ
เขาหยิบถุงมิติเปื้อนเืใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ——นี่คือของที่ริบมาจากศพของวายุทมิฬ
หลังจากลบตราประทับััเทวะที่ตกค้างอยู่บนถุงมิติออกแล้ว ฉินเฉินก็เทของทุกอย่างที่อยู่ข้างในออกมาจนหมดเกลี้ยง
ครืน——
บนพื้นเต็มไปด้วยสิ่งของเบ็ดเตล็ดกองพะเนินในทันที
หินิญญาระดับต่ำหลายร้อยก้อน หินิญญาระดับกลางคุณภาพใช้ได้หลายสิบก้อน หญ้าิญญาและชิ้นส่วนสัตว์อสูรหลากหลายระดับ แม้ส่วนใหญ่จะถูกวายุทมิฬผลาญไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ที่เหลืออยู่เหล่านี้ก็มีมูลค่าไม่น้อยเลย
โอสถรักษาอาการาเ็คุณภาพธรรมดาหลายขวด คัมภีร์วิชาขั้นต่ำกระดาษเหลืองกรอบหลายเล่ม
ตลอดจน——ธงผืนเล็กสีดำสนิททั้งด้ามที่ปักลวดลายหัวผีอันดุร้ายเอาไว้บนผืนธง
“นี่มัน...”
ฉินเฉินหยิบธงผืนเล็กนี้ขึ้นมา วินาทีที่ััก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันเย็นเยียบและโเี้อย่างยิ่งทะลักออกมาจากด้ามธง
เขาลองถ่ายเทพลังปราณเข้าไปสายหนึ่ง หัวผีบนผืนธงก็มีชีวิตขึ้นมาในทันที มันส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำออกมา
【อาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นเลิศ ธงวายุทมิฬ! สามารถปลดปล่อยลมหยินทมิฬ ขอบเขตการโจมตีครอบคลุมรัศมีสิบจั้ง มีผลกดดันผู้ฝึกตนที่อยู่ต่ำกว่าระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง!】
“ของดีนี่!”
แววตาของฉินเฉินฉายความยินดีวาบหนึ่ง
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ของเขาล้วนพึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งของร่างกายและเคล็ดวิชากลืนนภาเข้าปะทะตรงๆ บัดนี้ได้ธงวายุทมิฬผืนนี้มา ในที่สุดเขาก็มีอาวุธเวทชิ้นแรกเป็ของตนเองเสียที!
แม้อันดับขั้นจะไม่สูงนัก ทว่าในระดับปัจจุบันนี้ ย่อมเปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดปีกอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งที่ทำให้ฉินเฉินสนใจยิ่งกว่า ก็คือแผนที่หนังสัตว์สภาพขาดวิ่นแผ่นหนึ่งที่อยู่มุมถุงมิติ บนแผนที่ระบุตำแหน่งที่ชื่อว่า “ถ้ำวายุทมิฬ” ในส่วนลึกของเทือกเขาสัตว์อสูร ด้านข้างยังมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนเอาไว้ว่า “ต้องสงสัยว่าเป็ถ้ำที่ผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำยุคามานั่งสมาธิจนสิ้นอายุขัย ภายในมีมรดกสืบทอด”
“ดูท่า นี่คงเป็จุดประสงค์ที่แท้จริงที่วายุทมิฬยึดครองพื้นที่รอบนอกของเทือกเขาสัตว์อสูรแห่งนี้กระมัง”
ฉินเฉินกระจ่างแจ้งในใจ วายุทมิฬคงยังหาวิธีเข้าไปในถ้ำไม่ได้มาโดยตลอด ดังนั้นหลายปีมานี้จึงได้แต่ป้วนเปี้ยนปล้นชิงอยู่แถวนี้
“สมบัติของตกทอดจากผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำยุคาอย่างนั้นหรือ...”
ฉินเฉินเก็บแผนที่หนังสัตว์เอาไว้อย่างระมัดระวัง ด้วยพลังบำเพ็ญของเขาในยามนี้ การไปสำรวจถ้ำที่ผู้ฝึกตนระดับขั้นแก่นทองคำทิ้งเอาไว้นับว่าเกินกำลังไปมาก แต่นี่ก็ถือเป็เบาะแสที่สำคัญอย่างยิ่งยวดอย่างแน่นอน
เมื่อตรวจสอบอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น ฉินเฉินก็เก็บสิ่งของบนพื้นทั้งหมดเข้าที่ หยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากถ้ำที่เขาใช้เวลาอยู่มาหลายวันแห่งนี้
แสงแดดสาดส่องลอดผ่านกิ่งก้านใบไม้ที่หนาทึบลงมา อาบไล้ใบหน้าที่มีสันกรามคมชัดของเขา
“คำนวณเวลาดูแล้ว การประลองใหญ่ของสำนักที่สิบปีมีครั้งแห่งดินแดนรกร้างบูรพา ก็น่าจะใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว”
แววตาของฉินเฉินสาดประกายอันแหลคมวาบหนึ่ง
เขาจำได้อย่างชัดเจนว่า เหตุผลที่เ้าสำนักชิงอวิ๋นในอดีตยังพอมีความอดทนต่อเขาอยู่บ้าง ก็เพราะคิดจะใช้เขาเป็หมากเบี้ยกันชนในการประลองใหญ่ของสำนัก
การประลองใหญ่ของสำนักแห่งดินแดนรกร้างบูรพา ไม่เพียงแต่เป็เวทีให้สำนักใหญ่ต่างๆ ได้แสดงความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็ทางลัดให้ผู้ฝึกตนอิสระได้ฉายแววโดดเด่น หากได้อันดับที่ดี ไม่เพียงจะได้รับรางวัลอย่างงาม แต่ยังเป็ที่จับตามองของขุมกำลังใหญ่แห่งจงโจว ถือเป็การพุ่งทะยานดั่งปลาหลีฮื้อข้ามประตูัเลยทีเดียว
“สำนักชิงอวิ๋น... พวกเ้ามักจะยกย่องตัวเองว่าเป็สำนักชั้นรองของดินแดนรกร้างบูรพามิใช่หรือ”
มุมปากของฉินเฉินยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า
“เช่นนั้นการประลองใหญ่ของสำนักในครั้งนี้ ก็ขอใช้เืของพวกเ้า มาประกาศการกลับมาของข้าฉินเฉิน ให้ทั่วทั้งโลกผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างบูรพาได้รับรู้เถิด”
เขาก้าวเท้าออกไป พุ่งทะยานด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปยังเมืองผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้เทือกเขาสัตว์อสูรที่สุด——เมืองหลินยวน