ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบในนิยายยุค 70

    บทที่ 7 : ลั่วซือหานป่วย

    *เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน 

    บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด 

    ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี

           

     บทที่ 7 : ลั่วซือหานป่วย 

             

            [โบนัสเก็บเกี่ยว ข้าวสาลีสมบูรณ์จำนวน 1 ถูกเก็บไว้ในช่องเก็บของ]

            ลั่วซือหายขยี้เพื่อความแน่ใจว่าเขามองไม่ผิด 

            โบนัสจากการเก็บเกี่ยว มันถูกนำไปเก็บไว้ที่ช่องเก็บของ? 

            ลั่วซือหานไม่ได้ตื่นเต้นที่เขาได้รับโบนัสการเก็บเกี่ยว แต่เขาตื่นเต้นที่ตัวเองมีช่องเก็บของ! 

            ระหว่างทำงาน ทุกคนกำลังก้มหน้าเกี่ยวข้าว โดยไม่ได้สนใจอย่างอื่น ลั่วซือหานได้เปิดช่องเก็บของเพื่อดู 

            “ช่องเก็บของ?” 

            จากนั้นหน้าต่างโปร่งใสสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นมา โดยมีช่องตารางที่ว่างเปล่าจำนวนมาก แต่มีอยู่ช่องหนึ่ง มันมีข้าวสาลีอยู่ในช่องนั้นและยังมีตัวเลขกำกับไว้ด้วยคือ 1 

            ด้านบนช่องเก็บของถูกเขียนไว้ว่า 1/20 ซึ่งนั้นหมายความว่าเขาสามรถเก็บของได้ยี่สิบช่อง 

            ลั่วซือหานยกยิ้มด้วยความพอใจ ดังนั้นเหมือนเขาเกี่ยวข้าวได้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของโดยอัตโนมัติ

            ดังนั้นเท่ากับว่าเขาไม่ได้ขโมยข้าว แต่ที่เขาได้มามันคือโบนัสจากสกิล 

            จากนั้นลั่วซือหานก็ลงมือเกี่ยวข้าว เพื่อให้ได้โบนัสจำนวนมาก ในอนาคตพวกเขาจะได้ไม่ต้องห่วงว่า จะไม่มีข้าวกิน 

            จนเวลาผ่านไปถึงเที่ยงวัน ลั่วตงก็ได้ตะโกนเรียกลั่วซือหาน ที่ยังคงก้มหน้าเกี่ยวข้าวไม่หยุดมือ 

            “ซือหานได้เวลาพักกินข้าวแล้ว!” 

            เสียงของลั่วตงสามารถทำให้ลั่วซือหานหยุดมือได้ ก่อนอื่นเขาพูดตอบลั่วตงไปก่อน 

            “ผมกำลังไป พ่อกลับไปก่อนเลย!” ลั่วตงได้ยินดังนั้นจึงเดินกลับบ้านไปก่อน

            ทางลั่วซือหาน เขากำลังเปิดดูหน้าจอช่องเก็บของด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ 

            โบนัสข้าวที่เขาเก็บเกี่ยวได้มีทั้งหมดจำนวน 20 แล้ว 

            แต่เขายังไม่แน่ใจว่า จำนวน 1 หน่วย ในช่องเก็บของ ของระบบมันคือจำนวนกี่ชั่งกันแน่ 

            ลั่วซือหานคิดว่า เอาไว้กลับไปบ้านแล้วเขาค่อยตรวจสอบดูอีกที 

            ลั่วซือหานคิดว่าการเกี่ยวข้าวไม่ได้ยากอย่างที่คิด นอกจากปวดหลัง รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย และอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็ไม่ได้มีอะไรยากเลย แค่ต้องอดทนนิดหน่อยเท่านั้น 

            ในช่วงที่เขาไปเป็นทหาร การฝึกยังยากลำบากกว่านี้ตั้งหลายเท่า ทำไมเรื่องแค่นี้เขาจะทำไม่ได้? 

            จนกว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะจบลง เขาจะมาเกี่ยวข้าวเก็บโบนัสทุกวัน! 

            ลั้วซือหานตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง จากนั้นเขาก็เดินกลับบ้านเพื่อไปกินข้าว 

            ก่อนหน้านี้ ฟู่อันฉีได้ออกไปเตรียมกับข้าวไว้รอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาพวกเขาก็สามารถกลับไปกินข้าวได้เลย 

            ระหว่างกินข้าว ด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงาน พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย 

            หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้ว ลั่วซือหานก็ขอตัวกลับมาทำงานทันที

            “ผมกลับไปทำงานต่อก่อนนะ” 

            ฟู่อันฉีตกใจ ไม่คิดว่าลูกชายจะตั้งใจทำงานขนาดนี้ 

            “ลูกพักสักหน่อยเถอะ ดูสิตากแดดจนหน้าแดงไปหมดแล้ว” 

            ลั่วซือหานคิดว่าฟู่อันฉีเป็นห่วงเขามากเกินไป จึงไม่ได้คิดใส่ใจคำพูดของเธอ

            “ผมไม่เหนื่อยเลย แค่อากาศร้อนเท่านั้นเอง” 

            “ไม่ได้! ลูกต้องพักก่อน ต่อให้ไปทำงานตอนนี้คะแนนที่จะได้ก็เท่ากันนั้นแหละ หัวหน้าฟางเขาไม่เห็นหรอก!” 

            ฟู่อันฉีไม่ยอมให้ลั่วซือหานไปทำงาน

            ลั่วซือหานไม่อยากขัดฟู่อันฉีอีก จึงยอมนั่งพักอยู่ที่ลานหน้าบ้าน 

            “ถ้างั้นแม่ไปก่อนนะ” เนื่องจากเธอออกมาก่อน เธอจึงต้องกลับไปทำงานก่อนคนอื่น 

            ทางลั่วตงเองก็ตามภรรยาไปติด ๆ เขาไม่ไว้ใจให้เธอออกไปทำงานคนเดียว 

            ลั่วซือหานนั่งพักที่ลานหน้าบ้าน เวลาว่างเขาก็กดดูของในร้านค้า แต่เมื่อเห็นราคาของมัน เขาก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองยากจนมาก 

            จนเวลาผ่านไปสักพักเขาจึงออกไปทำงาน แต่ระหว่างทาง เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมายังเขาไม่เลิก

            “นั่นลั่วซือหานใช่ไหม? ฉันได้ยินว่าเขาไปทำงานแลกคะแนนด้วยล่ะ!” 

            “จริงเหรอ? ไม่ใช่ว่าร่างกายอ่อนแอหรือไง?!!” 

            “จริงสิ! ฉันเห็นเองกับตา ลั่วซือหานออกไปช่วยที่บ้านทำงาน นี่ก็ทำมาได้ครึ่งวันแล้วนะ ไม่เห็นว่าเขาจะป่วยตรงไหนเลย?” 

            “หรือว่าที่จริงแล้วเขาจะไม่ได้ป่วยตั้งแต่แรก?”

            “ใครจะไปรู้? แต่ทำไมถึงพึ่งจะมาทำงานเอาป่านนี้?” 

            “เขาพึ่งคิดได้หรืออย่างไร”

            “ฉันว่าไม่ใช่นะ” 

            “ทำไมเธอถึงคิดว่าไม่ใช่?” 

            “จะเป็นอะไรได้ พวกเธอจำข่าวลือเมื่อวานนี้ของลั่วซือหานไม่ได้เหรอ?” 

            จากนั้นพวกหล่อนก็พูดคุยกันอย่างสนุกปาก

            แต่ลั่วซือหานก็ทำงานต่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ข่าวลือของเขา เริ่มจะแปลกประหลาดมากขึ้นไปทุกที

            เมื่อตกเย็น พวกเขาต่างก็กลับบ้านด้วยสภาพที่เหนื่อยล้า 

            ร่างกายของลั่วซือหาน ไม่เคยทำงานใช้กำลังมาก่อน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกปวดเมื่อยมากกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา 

            นอกจากนั้นเขายังรู้สึกปวดหัวมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่รู้สึกปวดมาตลอดทั้งเช้า แต่ครั้งนี้อาการปวดหัวมันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า!

            แต่เขายังคงไม่สนใจอาการป่วยของตัวเองอีกเช่นเคย

            ฟู่อันฉีเมื่อกลับถึงบ้านเธอก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารให้ครอบครัวเหมือนอย่างเคย

            “ให้ผมช่วยนะ” ลั่วซือหานเข้ามาช่วยฟู่อันฉี 

            ฟู่อันฉีมองใบหน้าที่แดงก่ำของลูกชาย ซึ่งโดนแดดมาทั้งวันด้วยความรู้สึกปวดใจและเป็นห่วง 

            “ลูกไปพักเถอะ แม่ทำเองได้” เธอทำแบบนี้จนชินแล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นไรถ้าลั่วซือหานจะไม่ช่วยเธอ

            “ไม่เป็นไร ผมไม่เหนื่อยเลย” ลั่วซือหานปฏิเสธ

            เมื่อฟู่อันฉีเห็นว่าเธอไม่สามารถไล่ลูกชายออกไปได้ เธอจึงยอมให้เขาช่วย แต่ภายในใจของเธอมีความสุขมาก 

            ฟู่อันฉีรู้สึกว่า ถ้าเธอมีลูกสาวอีกสักคนคงจะดีไม่น้อยเลย 

            แต่เธอไม่สามาถมีลูกได้อีกแล้ว แม้จะน่าเสียดาย แต่เธอก็ตัดใจที่จะไม่นึกถึงมันอีก 

            ฟู่อันฉีคิกว่าตั้งแต่เมื่อวาน ลั่วซือหานดูเปลี่ยนไปมาก แต่ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น 

            ฟู่อันฉีได้ยินข่าวลือของลูกชายเธอและซูเหม่ยหลิงแล้ว ตอนแรกเธอคิดมากจนแทบไม่มีสมาธิตอนทำงาน

            แต่เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลั่วซือหานในวันนี้ เธอจึงคิดว่าบางทีซูเหม่ยหลิงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีของลั่วซือหานก็ได้ 

            เพราะตั้งแต่ลั่วซือหานได้เกี่ยวข้องกับเธอ ก็มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น! 

            ดังนั้นฟู่อันฉีจึงคิดว่า ลั่วซือหานเปลี่ยนใจไปชอบซูเหม่ยหลิงแล้ว 

            ฟู่อันฉีจำซูเหม่ยหลิงได้ ซูเหม่ยหลิงคือยุวชนที่มีการศึกษาคนหนึ่ง เธอมาจากปักกิ่ง แสดงว่าครอบครัวของเธอต้องไม่ธรรมดาแน่นอน 

            ถ้าลูกชายของเธอได้แต่งงานกับซูเหม่ยหลิง คงจะดีมาก ตอนนี้ยิ่งมีข่าวออกมาว่า มหาวิทยาลัยได้ทำการเปิดให้นักเรียนสอบเข้าอยู่ด้วย

            ยังไงซูเหม่ยหลิงก็ต้องอยากกลับบ้าน เมื่อถึงตอนนั้นลั่วซือหานที่แต่งงานกับซูเหม่ยหลิง ก็จะสามารถตามไปอยู่ด้วยกันได้!

            ลั่วซือหานไม่รู้ความคิดของฟู่อันฉี ไม่อย่างงั้นเขาคงจะรีบเอ่ยปากห้ามเธอแน่ ๆ 

            หลังทำอาหารเสร็จพวกเขาก็กินข้าวกันทันที เมื่อกินเสร็จแล้วลั่วซือหานก็ยังคงขอล้างจานแทนเหมือนเดิม 

            เมื่อล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงไปอาบน้ำ 

            หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาจึงได้กลับเข้าห้องนอนไป

            แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเพียงเวลาหัวค่ำ แต่เนื่องจากในยุคที่ไม่มีอะไรให้ทำ พวกเขาจึงได้เข้านอนเร็วกว่าคนในยุคปัจจุบัน 

            ลั่วซือหานยังนอนไม่หลับ เขากำลังมองช่องเก็บของด้วยความสงสัย 

            “จำนวนข้าวที่มีคือหกสิบห้า” ลั่วซือหานพึมพำ 

            ช่องเก็บของถูกใช้ไปเพียงช่องเดียวและด้านล่างช่องมันมีจำนวนเลขคือหกสิบห้า เขาไม่รู้ว่าจำนวนตัวเลขนั้นแทนจำนวนข้าวกี่ชั่ง? 

            ดังนั้นเขาจึงได้ลองเรียกข้าวออกมาจำนวนหนึ่ง 

            ข้าวที่ปรากฏออกมามีน้ำหนักประมาณหนึ่งชั่งหรือ ครึ่งกิโลกรัม ดังนั้นจำนวนข้าวที่เขาได้รับวันนี้คือหกสิบห้าชั่ง 

            ถือว่าข้าวที่เขามีในตอนนี้มีจำนวนเยอะมาก ข้าวจำนวนนี้สามารถกินได้ไปอีกหนึ่งเดือน โดยที่ทุกมื้อจะมีข้าว

            ลั่วซือหานรู้สึกพึงพอใจกับจำนวนข้าวที่ได้รับ แม้จะเป็นข้าวเปลือกทั้งหมด แต่อย่าดูถูกมันจะดีกว่า เพราะน้อยคนมากที่จะสามารถหาข้าวมากินได้

            ในยุคนี้แค่มีแป้งกินยังถือว่าดีมากแล้ว ดังนั้นการมีข้าวกินจึงถือว่าร่ำรวยมาก แต่การที่จะให้คนอื่นรู้ว่าเขามีข้าวขาว อาจจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนแทน

            ดังนั้นลั่วซือหานจึงยังไม่คิดที่จะนำมันออกมาในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขาเข้าไปในอำเภอก่อน ถึงจะนำออกมาได้ 

            ในคืนนั้นลั่วซือหานหลับไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกเมื่อยล้าจากการทำงาน 

            เมื่อตื่นมาในตอนเช้า ลั่วซือหานก็เข้าใจได้ทันทีว่า เขาดูถูกร่างกายนี้เกินไป 

            ถึงลั่วซือหานคนเก่าจะไม่ได้ร่างกายอ่อนแอแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่ร่างกายนี้ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน ทำให้พอตื่นเช้าขึ้นมาอีกวัน ทำให้เขามีอาการไข้ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

            แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากการที่เขากระโดดน้ำไปช่วยซูเหม่ยหลิงก็ตาม แต่เขาไม่ได้คิดถึงตรงนั้น คิดเพียงว่าเมื่อวานเขาทำงานหนักเกินไป 

            “ซือหานตื่นได้แล้ว” ฟู่อันฉีเคาะประตูเรียกลั่วซือหาน 

            ลั่วซือหานจึงลืมตาตื่นขึ้นมา ด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง

            ดวงตาของเขาพร่ามัว อุณหภูมิของเขาเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ 

            ลั่วซือหานลุกขึ้นจากเตียง ด้วยความยากลำบาก แต่เขาก็ยังฝืนลุกขึ้นมาเปิดประตูจนได้

            ฟู่อันฉีมองลั่วซือหานที่เปิดประตูออกมาด้วยความตกใจ เธอรู้ได้ทันทีว่าลูกชายของเธอไม่สบาย

            “ซือหานลูกไม่สบายใช่ไหม?” ฟู่อันฉีถามด้วยความตกใจ เพราะใบหน้าของลั่วซือหานแดงมาก 

            เธอยกมือจับหัวของลั่วซือหาน เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายของเขา

            “ตัวร้อนมาก! รีบกลับไปนอนเร็ว! แม่จะไปต้มโจ๊กผักให้”

            ฟู่อันฉีรีบดันให้ลั่วซือหานกลับไปนอนพักผ่อน โดยที่เขาไม่มีแรงพอที่จะต่อต้าน 

            ลั่วซือหานไม่คิดว่าแค่เขาทำงานเหนื่อยวันเดียว จะทำให้ไข้ขึ้นได้ ทั้งที่วันก่อนเขากระโดน้ำไปช่วยคนยังไม่เห็นจะเป็นไรเลยสักนิด 

            ในความเป็นจริง ลั่วซือหานเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพียงแต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง 

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบในนิยายยุค 70 ที่คุณอ่าน