*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 7 : ลั่วซือหานป่วย
[โบนัสเก็บเกี่ยว ข้าวสาลีสมบูรณ์จำนวน 1 ถูกเก็บไว้ในช่องเก็บของ]
ลั่วซือหายขยี้เพื่อความแน่ใจว่าเขามองไม่ผิด
โบนัสจากการเก็บเกี่ยว มันถูกนำไปเก็บไว้ที่ช่องเก็บของ?
ลั่วซือหานไม่ได้ตื่นเต้นที่เขาได้รับโบนัสการเก็บเกี่ยว แต่เขาตื่นเต้นที่ตัวเองมีช่องเก็บของ!
ระหว่างทำงาน ทุกคนกำลังก้มหน้าเกี่ยวข้าว โดยไม่ได้สนใจอย่างอื่น ลั่วซือหานได้เปิดช่องเก็บของเพื่อดู
“ช่องเก็บของ?”
จากนั้นหน้าต่างโปร่งใสสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นมา โดยมีช่องตารางที่ว่างเปล่าจำนวนมาก แต่มีอยู่ช่องหนึ่ง มันมีข้าวสาลีอยู่ในช่องนั้นและยังมีตัวเลขกำกับไว้ด้วยคือ 1
ด้านบนช่องเก็บของถูกเขียนไว้ว่า 1/20 ซึ่งนั้นหมายความว่าเขาสามรถเก็บของได้ยี่สิบช่อง
ลั่วซือหานยกยิ้มด้วยความพอใจ ดังนั้นเหมือนเขาเกี่ยวข้าวได้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นเท่ากับว่าเขาไม่ได้ขโมยข้าว แต่ที่เขาได้มามันคือโบนัสจากสกิล
จากนั้นลั่วซือหานก็ลงมือเกี่ยวข้าว เพื่อให้ได้โบนัสจำนวนมาก ในอนาคตพวกเขาจะได้ไม่ต้องห่วงว่า จะไม่มีข้าวกิน
จนเวลาผ่านไปถึงเที่ยงวัน ลั่วตงก็ได้ตะโกนเรียกลั่วซือหาน ที่ยังคงก้มหน้าเกี่ยวข้าวไม่หยุดมือ
“ซือหานได้เวลาพักกินข้าวแล้ว!”
เสียงของลั่วตงสามารถทำให้ลั่วซือหานหยุดมือได้ ก่อนอื่นเขาพูดตอบลั่วตงไปก่อน
“ผมกำลังไป พ่อกลับไปก่อนเลย!” ลั่วตงได้ยินดังนั้นจึงเดินกลับบ้านไปก่อน
ทางลั่วซือหาน เขากำลังเปิดดูหน้าจอช่องเก็บของด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ
โบนัสข้าวที่เขาเก็บเกี่ยวได้มีทั้งหมดจำนวน 20 แล้ว
แต่เขายังไม่แน่ใจว่า จำนวน 1 หน่วย ในช่องเก็บของ ของระบบมันคือจำนวนกี่ชั่งกันแน่
ลั่วซือหานคิดว่า เอาไว้กลับไปบ้านแล้วเขาค่อยตรวจสอบดูอีกที
ลั่วซือหานคิดว่าการเกี่ยวข้าวไม่ได้ยากอย่างที่คิด นอกจากปวดหลัง รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย และอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็ไม่ได้มีอะไรยากเลย แค่ต้องอดทนนิดหน่อยเท่านั้น
ในช่วงที่เขาไปเป็นทหาร การฝึกยังยากลำบากกว่านี้ตั้งหลายเท่า ทำไมเรื่องแค่นี้เขาจะทำไม่ได้?
จนกว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะจบลง เขาจะมาเกี่ยวข้าวเก็บโบนัสทุกวัน!
ลั้วซือหานตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง จากนั้นเขาก็เดินกลับบ้านเพื่อไปกินข้าว
ก่อนหน้านี้ ฟู่อันฉีได้ออกไปเตรียมกับข้าวไว้รอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาพวกเขาก็สามารถกลับไปกินข้าวได้เลย
ระหว่างกินข้าว ด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงาน พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย
หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้ว ลั่วซือหานก็ขอตัวกลับมาทำงานทันที
“ผมกลับไปทำงานต่อก่อนนะ”
ฟู่อันฉีตกใจ ไม่คิดว่าลูกชายจะตั้งใจทำงานขนาดนี้
“ลูกพักสักหน่อยเถอะ ดูสิตากแดดจนหน้าแดงไปหมดแล้ว”
ลั่วซือหานคิดว่าฟู่อันฉีเป็นห่วงเขามากเกินไป จึงไม่ได้คิดใส่ใจคำพูดของเธอ
“ผมไม่เหนื่อยเลย แค่อากาศร้อนเท่านั้นเอง”
“ไม่ได้! ลูกต้องพักก่อน ต่อให้ไปทำงานตอนนี้คะแนนที่จะได้ก็เท่ากันนั้นแหละ หัวหน้าฟางเขาไม่เห็นหรอก!”
ฟู่อันฉีไม่ยอมให้ลั่วซือหานไปทำงาน
ลั่วซือหานไม่อยากขัดฟู่อันฉีอีก จึงยอมนั่งพักอยู่ที่ลานหน้าบ้าน
“ถ้างั้นแม่ไปก่อนนะ” เนื่องจากเธอออกมาก่อน เธอจึงต้องกลับไปทำงานก่อนคนอื่น
ทางลั่วตงเองก็ตามภรรยาไปติด ๆ เขาไม่ไว้ใจให้เธอออกไปทำงานคนเดียว
ลั่วซือหานนั่งพักที่ลานหน้าบ้าน เวลาว่างเขาก็กดดูของในร้านค้า แต่เมื่อเห็นราคาของมัน เขาก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองยากจนมาก
จนเวลาผ่านไปสักพักเขาจึงออกไปทำงาน แต่ระหว่างทาง เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมายังเขาไม่เลิก
“นั่นลั่วซือหานใช่ไหม? ฉันได้ยินว่าเขาไปทำงานแลกคะแนนด้วยล่ะ!”
“จริงเหรอ? ไม่ใช่ว่าร่างกายอ่อนแอหรือไง?!!”
“จริงสิ! ฉันเห็นเองกับตา ลั่วซือหานออกไปช่วยที่บ้านทำงาน นี่ก็ทำมาได้ครึ่งวันแล้วนะ ไม่เห็นว่าเขาจะป่วยตรงไหนเลย?”
“หรือว่าที่จริงแล้วเขาจะไม่ได้ป่วยตั้งแต่แรก?”
“ใครจะไปรู้? แต่ทำไมถึงพึ่งจะมาทำงานเอาป่านนี้?”
“เขาพึ่งคิดได้หรืออย่างไร”
“ฉันว่าไม่ใช่นะ”
“ทำไมเธอถึงคิดว่าไม่ใช่?”
“จะเป็นอะไรได้ พวกเธอจำข่าวลือเมื่อวานนี้ของลั่วซือหานไม่ได้เหรอ?”
จากนั้นพวกหล่อนก็พูดคุยกันอย่างสนุกปาก
แต่ลั่วซือหานก็ทำงานต่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ข่าวลือของเขา เริ่มจะแปลกประหลาดมากขึ้นไปทุกที
เมื่อตกเย็น พวกเขาต่างก็กลับบ้านด้วยสภาพที่เหนื่อยล้า
ร่างกายของลั่วซือหาน ไม่เคยทำงานใช้กำลังมาก่อน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกปวดเมื่อยมากกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา
นอกจากนั้นเขายังรู้สึกปวดหัวมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่รู้สึกปวดมาตลอดทั้งเช้า แต่ครั้งนี้อาการปวดหัวมันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า!
แต่เขายังคงไม่สนใจอาการป่วยของตัวเองอีกเช่นเคย
ฟู่อันฉีเมื่อกลับถึงบ้านเธอก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารให้ครอบครัวเหมือนอย่างเคย
“ให้ผมช่วยนะ” ลั่วซือหานเข้ามาช่วยฟู่อันฉี
ฟู่อันฉีมองใบหน้าที่แดงก่ำของลูกชาย ซึ่งโดนแดดมาทั้งวันด้วยความรู้สึกปวดใจและเป็นห่วง
“ลูกไปพักเถอะ แม่ทำเองได้” เธอทำแบบนี้จนชินแล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นไรถ้าลั่วซือหานจะไม่ช่วยเธอ
“ไม่เป็นไร ผมไม่เหนื่อยเลย” ลั่วซือหานปฏิเสธ
เมื่อฟู่อันฉีเห็นว่าเธอไม่สามารถไล่ลูกชายออกไปได้ เธอจึงยอมให้เขาช่วย แต่ภายในใจของเธอมีความสุขมาก
ฟู่อันฉีรู้สึกว่า ถ้าเธอมีลูกสาวอีกสักคนคงจะดีไม่น้อยเลย
แต่เธอไม่สามาถมีลูกได้อีกแล้ว แม้จะน่าเสียดาย แต่เธอก็ตัดใจที่จะไม่นึกถึงมันอีก
ฟู่อันฉีคิกว่าตั้งแต่เมื่อวาน ลั่วซือหานดูเปลี่ยนไปมาก แต่ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ฟู่อันฉีได้ยินข่าวลือของลูกชายเธอและซูเหม่ยหลิงแล้ว ตอนแรกเธอคิดมากจนแทบไม่มีสมาธิตอนทำงาน
แต่เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลั่วซือหานในวันนี้ เธอจึงคิดว่าบางทีซูเหม่ยหลิงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีของลั่วซือหานก็ได้
เพราะตั้งแต่ลั่วซือหานได้เกี่ยวข้องกับเธอ ก็มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น!
ดังนั้นฟู่อันฉีจึงคิดว่า ลั่วซือหานเปลี่ยนใจไปชอบซูเหม่ยหลิงแล้ว
ฟู่อันฉีจำซูเหม่ยหลิงได้ ซูเหม่ยหลิงคือยุวชนที่มีการศึกษาคนหนึ่ง เธอมาจากปักกิ่ง แสดงว่าครอบครัวของเธอต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ถ้าลูกชายของเธอได้แต่งงานกับซูเหม่ยหลิง คงจะดีมาก ตอนนี้ยิ่งมีข่าวออกมาว่า มหาวิทยาลัยได้ทำการเปิดให้นักเรียนสอบเข้าอยู่ด้วย
ยังไงซูเหม่ยหลิงก็ต้องอยากกลับบ้าน เมื่อถึงตอนนั้นลั่วซือหานที่แต่งงานกับซูเหม่ยหลิง ก็จะสามารถตามไปอยู่ด้วยกันได้!
ลั่วซือหานไม่รู้ความคิดของฟู่อันฉี ไม่อย่างงั้นเขาคงจะรีบเอ่ยปากห้ามเธอแน่ ๆ
หลังทำอาหารเสร็จพวกเขาก็กินข้าวกันทันที เมื่อกินเสร็จแล้วลั่วซือหานก็ยังคงขอล้างจานแทนเหมือนเดิม
เมื่อล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงไปอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาจึงได้กลับเข้าห้องนอนไป
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเพียงเวลาหัวค่ำ แต่เนื่องจากในยุคที่ไม่มีอะไรให้ทำ พวกเขาจึงได้เข้านอนเร็วกว่าคนในยุคปัจจุบัน
ลั่วซือหานยังนอนไม่หลับ เขากำลังมองช่องเก็บของด้วยความสงสัย
“จำนวนข้าวที่มีคือหกสิบห้า” ลั่วซือหานพึมพำ
ช่องเก็บของถูกใช้ไปเพียงช่องเดียวและด้านล่างช่องมันมีจำนวนเลขคือหกสิบห้า เขาไม่รู้ว่าจำนวนตัวเลขนั้นแทนจำนวนข้าวกี่ชั่ง?
ดังนั้นเขาจึงได้ลองเรียกข้าวออกมาจำนวนหนึ่ง
ข้าวที่ปรากฏออกมามีน้ำหนักประมาณหนึ่งชั่งหรือ ครึ่งกิโลกรัม ดังนั้นจำนวนข้าวที่เขาได้รับวันนี้คือหกสิบห้าชั่ง
ถือว่าข้าวที่เขามีในตอนนี้มีจำนวนเยอะมาก ข้าวจำนวนนี้สามารถกินได้ไปอีกหนึ่งเดือน โดยที่ทุกมื้อจะมีข้าว
ลั่วซือหานรู้สึกพึงพอใจกับจำนวนข้าวที่ได้รับ แม้จะเป็นข้าวเปลือกทั้งหมด แต่อย่าดูถูกมันจะดีกว่า เพราะน้อยคนมากที่จะสามารถหาข้าวมากินได้
ในยุคนี้แค่มีแป้งกินยังถือว่าดีมากแล้ว ดังนั้นการมีข้าวกินจึงถือว่าร่ำรวยมาก แต่การที่จะให้คนอื่นรู้ว่าเขามีข้าวขาว อาจจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนแทน
ดังนั้นลั่วซือหานจึงยังไม่คิดที่จะนำมันออกมาในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขาเข้าไปในอำเภอก่อน ถึงจะนำออกมาได้
ในคืนนั้นลั่วซือหานหลับไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกเมื่อยล้าจากการทำงาน
เมื่อตื่นมาในตอนเช้า ลั่วซือหานก็เข้าใจได้ทันทีว่า เขาดูถูกร่างกายนี้เกินไป
ถึงลั่วซือหานคนเก่าจะไม่ได้ร่างกายอ่อนแอแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่ร่างกายนี้ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน ทำให้พอตื่นเช้าขึ้นมาอีกวัน ทำให้เขามีอาการไข้ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากการที่เขากระโดดน้ำไปช่วยซูเหม่ยหลิงก็ตาม แต่เขาไม่ได้คิดถึงตรงนั้น คิดเพียงว่าเมื่อวานเขาทำงานหนักเกินไป
“ซือหานตื่นได้แล้ว” ฟู่อันฉีเคาะประตูเรียกลั่วซือหาน
ลั่วซือหานจึงลืมตาตื่นขึ้นมา ด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง
ดวงตาของเขาพร่ามัว อุณหภูมิของเขาเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ
ลั่วซือหานลุกขึ้นจากเตียง ด้วยความยากลำบาก แต่เขาก็ยังฝืนลุกขึ้นมาเปิดประตูจนได้
ฟู่อันฉีมองลั่วซือหานที่เปิดประตูออกมาด้วยความตกใจ เธอรู้ได้ทันทีว่าลูกชายของเธอไม่สบาย
“ซือหานลูกไม่สบายใช่ไหม?” ฟู่อันฉีถามด้วยความตกใจ เพราะใบหน้าของลั่วซือหานแดงมาก
เธอยกมือจับหัวของลั่วซือหาน เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายของเขา
“ตัวร้อนมาก! รีบกลับไปนอนเร็ว! แม่จะไปต้มโจ๊กผักให้”
ฟู่อันฉีรีบดันให้ลั่วซือหานกลับไปนอนพักผ่อน โดยที่เขาไม่มีแรงพอที่จะต่อต้าน
ลั่วซือหานไม่คิดว่าแค่เขาทำงานเหนื่อยวันเดียว จะทำให้ไข้ขึ้นได้ ทั้งที่วันก่อนเขากระโดน้ำไปช่วยคนยังไม่เห็นจะเป็นไรเลยสักนิด
ในความเป็นจริง ลั่วซือหานเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพียงแต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง