ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 เสี่ยวเตาถูกทำร้าย

            เล่มที่2 บทที่ 60 เสี่ยวเตาถูกทำร้าย

            หินปราณเป็นหินพิเศษที่มีพลังปราณตามธรรมชาติแฝงอยู่ มันเปรียบเสมือนเงินตราที่ใช้แลกเปลี่ยนในผืนพิภพรัตติกาลโดยแบ่งเป็นขั้นต่ำ กลาง สูง และชั้นยอด และแม้จะเป็นผลหยกที่ใกล้จะเสียสรรพคุณ นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่หินปราณขั้นต่ำก้อนเดียวจะสามารถซื้อได้ การที่จั่วเฉินจ่ายค่าผลหยกด้วยหินปราณเพียงก้อนเดียวเช่นนี้จึงถือเป็นการล้อเลียน พอได้เห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของเถ้าแก่จั่วเฉินก็ยิ่งสนุก

            “ฉลาดมาก เจ้าพูดถูกแล้ว ข้าคุณชายกำลังล้อเจ้าเล่น”

            “พวกเราลุย!สั่งสอนเจ้าหนุ่มนี่หน่อย กล้ามาหาเรื่องร้านค้าสกุลเจียงเช่นนี้ ถือว่าเจ้าตาบอดแล้ว!” เถ้าแก่ร่างท้วมโบกมือ ทันใดนั้น คนที่รายล้อมอยู่รอบตัวจั่วเฉินก็แห่กันลงมือ

          ขุมพลังที่มองไม่เห็นกระจายตัวปกคลุมรอบตัวจั่วเฉิน เมื่อรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้นจั่วเฉินก็ฉีกยิ้มอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะกำนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกัน พริบตานั้น พลังปราณอันเข้มข้นพลันปรากฏขึ้นที่มือเขายื่นมือออกไปคว้าตัวคนผู้หนึ่งไว้ได้ ก่อนจะโยนคนผู้นั้นออกไปในทันที

            คนทั้งหมดยังไม่ทันตั้งสติ จั่วเฉินก็ก้าวเท้าไปด้านหน้าทำให้พื้นดินรอบๆสั่นสะเทือน จนหินที่ปูพื้นเกิดรอยแตกขึ้นมากมาย บัดนี้ ทั้งร่างของจั่วเฉินมีขุมพลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกไปทุกทิศทุกทาง

            โครม โครม โครม!

            คนที่มุงดูอยู่ต่างก็รีบถอยออกไป กระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งเค่อถึงตั้งสติได้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาในตอนนี้ คือภาพของคนของสกุลเจียงที่ล้มครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่รอบตัวจั่วเฉิน

            แม้จะร่วมมือกันหลายคนเพื่อจัดการคนๆ เดียว ทว่าสุดท้ายกลับถูกซัดจนหมอบในพริบตา

            จั่วเฉินหรี่ตามองเถ้าแก่ร่างท้วม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “เจ้าคิดจะสั่งสอนข้าอย่างนั้นหรือ”

            เถ้าแก่ร่างท้วมตัวสั่นพลางก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวทว่าพอเห็นสายตาที่จ้องมองมาของจั่วเฉินเขากลับไม่กล้าหนี ได้แต่ฝืนทำใจกล้ายืดอกก่อนจะเอ่ยขึ้น

            “สหาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าร้านนี้เป็นร้านค้าของสกุลเจียง แน่ใจหรือว่าเจ้าอยากมีเรื่องด้วย”

            “มีเรื่องหรือ”จั่วเฉินเบิกตาโต ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ “ข้ามีเรื่องด้วยอย่างนั้นหรือ มีใครช่วยบอกให้ข้ารู้ทีได้หรือไม่ ว่าข้ามีเรื่องด้วยจริงหรือไม่”

            “ไม่ได้มีเรื่อง” คนรอบข้างเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

            “เห็นหรือไม่ ข้าเป็นคนดีจะตาย ยามปกติแม้แต่ดอกไม้ใบหญ้าข้าก็ยังไม่กล้าเหยียบย่ำแล้วจะไปมีเรื่องกับใครได้อย่างไร เจ้าคงตาฝาดแล้ว”จั่วเฉินว่ากับเถ้าแก่ร่างท้วม ก่อนจะเบนสายตาไปทางศิษย์สำนักสลายดาราทั้งสอง

            “ยังไม่ไปอีกหรือ?”

            “หลี่อวิ๋นกับอู๋หงต้องขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือแล้ว” ศิษย์ทั้งสองรีบเอ่ยด้วยสีหน้าตื้นตัน

               จั่วเฉินหน้าเปลี่ยนสี “ผู้อาวุโสหรือ? ข้าคุณชายไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย พวกเจ้า... เรียกข้าศิษย์พี่แล้วกัน”

            คนทั้งสามเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ที่ด้านหลังก็มีเสียงคนดังตามมา

            “เจ้ากล้ามีเรื่องกับสกุลเจียงของข้า อย่าหวังว่าเจ้าจะมีที่ยืนในเมืองหลงหลินแห่งนี้เลย!”

            ป้าบ!

            จั่วเฉินหมุนตัวกลับไปแทบจะทันที พร้อมกับสะบัดมือใส่หน้าเถ้าแก่ร่างท้วมจนกระเด็นออกไปสามเมตร

            “ข้าคุณชายเกลียดการถูกข่มขู่ที่สุด!” จั่วเฉินเหลือบมองเถ้าแก่อีกครั้งก่อนจะหมุนตัวจากไป

            สกุลเจียงนี้ อย่างมากก็เป็นแค่สกุลเล็กๆ ในเมืองหลงหลิน หากออกจากเมืองนี้ไปก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งสิ้นคงถูกผู้อื่นบดขยี้ได้อย่างง่ายดาย

            เถ้าแก่ร่างท้วมเมื่อครู่ไม่มีตาจริงๆ คงจะมั่นใจในสกุลเจียงเกินไป เกรงว่ายามปกติคงทำตัวกร่างไม่น้อย กระทั่งสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังกล้าข่มขู่ผู้อื่นไม่รู้จักประเมินความสามารถของตัวเองเสียจริง

          เมื่อเห็นว่าจั่วเฉินกับศิษย์ทั้งสองจากไปแล้ว เถ้าแก่ก็ได้แต่กุมใบหน้าและฝืนทนความเจ็บปวดลุกขึ้นยืนในมือกำฟันสามซี่ที่ถูกจั่วเฉินตบจนหลุดไว้แน่น พร้อมกับจ้องไปทางทิศที่คนทั้งสามเดินจากไปก่อนจะส่งคนกลับไปรายงานที่สกุลเจียง

            แน่นอนว่าเรื่องนี้จั่วเฉินอาจไม่รู้ได้ เขามุ่งหน้าไปทางสำนักสลายดาราพร้อมกับศิษย์ทั้งสอง

            ...

            “ศิษย์... ศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านสุดยอดมาก น่าเสียดายที่ท่านมีเรื่องกับสกุลเจียงเข้าแล้ว” หลี่อวิ๋นหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นพลางพึมพำออกมาอย่างหวาดระแวง

            จั่วเฉินเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง “กับแค่สกุลเจียงเจ้าก็กลัวถึงขนาดนี้ พวกเจ้ายังเป็นผู้ฝึกยุทธพลังปราณอยู่อีกหรือไม่ หากกลัวนักก็ไม่ต้องฝึกฝนต่อกลับบ้านไปทำนาเสียเถอะ”

            หลี่อวิ๋นหดคอ ไม่กล้าโต้ตอบอะไร ทว่าในใจยังอดโต้เถียงไม่ได้เพราะจั่วเฉินมีพลังแข็งแกร่งถึงได้พูดเช่นนี้ได้ ทว่าพวกเขานั้นไม่ใช่

            ...

            เมื่อเข้ามาถึงสำนักสลายดารา จั่วเฉินก็โบกมือลาศิษย์ทั้งสองคน

            “พวกเจ้าไปเถอะ ข้าขอเดินเล่นอีกสักหน่อย”

            “ได้!” คนทั้งคู่พยักหน้าก่อนจะรีบจากไป แม้ในใจจะเลื่อมใสทว่าพออยู่ข้างกายจั่วเฉิน พวกเขาก็อดที่จะรู้สึกวิตกไม่ได้

            จั่วเฉินผู้นี้ดันไปมีเรื่องกับสกุลเจียง และด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของสกุลเจียงตอนนี้คงจะหมายตาจั่วเฉินเข้าแล้ว เกรงว่าจะต้องส่งคนมาจัดการเขาในภายหลังแน่ ดังนั้นหากพวกเขายังติดตามอยู่ข้างกายจั่วเฉินคงได้ถูกสกุลเจียงหมายหัวไปด้วย

            “ไม่ทราบว่าศิษย์พี่มีชื่อว่าอะไรหรือ พวกเราจะได้จดจำบุญคุณวันนี้ให้ขึ้นใจ”หลี่อวิ๋นไม่ลืมหันกลับมาถามก่อนจะจากไป

            จั่วเฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จั่วเฉิน”

            ว่าจบ เขาก็เลิกสนใจคนทั้งสองอีก หลังจากที่กวาดตาไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่งจั่วเฉินก็ตรงไปยังด้านในของสำนักสลายดารา

            ในขณะที่หลี่อวิ๋น เมื่อได้ยินคำว่าจั่วเฉินก็คล้ายจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้เขากับอู๋หงมองหน้ากันก่อนจะพึมพำออกมา

            “หรือจะเป็นคนผู้นั้น...”

            หลายเดือนก่อนในตอนที่จั่วเฉินจากไป หลี่อวิ๋นและอู๋หงเพิ่งเข้าร่วมสำนัก พวกเขาจึงยังไม่รู้จักจั่วเฉิน ทว่าในประวัติของสำนักสลายดารา คนเช่นจั่วเฉินนั้นมีไม่มากนักทั้งคู่จึงเคยได้ยินเรื่องของเขามาบ้าง

            ...

            เมื่อมองไปรอบๆ จั่วเฉินก็พบกับสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ทางที่เดินยังคงเป็นถนนเส้นเดิมที่เขาเคยเดินผ่านอยู่หลายครั้งทว่าทุกอย่างดูจะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว จั่วเฉินไม่ได้อาลัยอาวรณ์กับมันเท่าไรนัก หากไม่มีเสี่ยวเตาอยู่ ตัวเขาอาจจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยก็ได้

            เดินมาถึงสถานที่ที่เขากับอาเล็กเคยอาศัยอยู่ แม้จะอยู่ห่างออกไปทว่าจั่วเฉินสามารถเห็นลานว่างนั้นได้ทันที รอบข้างยังคงมีค่ายกลอักขระยันต์เล็กๆคุ้มกันอยู่

            จั่วเฉินพยักหน้ากับตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าลาน จึงได้เห็นว่าประตูของที่พักเปิดอยู่

            “หรือจะมีใครอาศัยอยู่” 

            จั่วเฉินรู้สึกสงสัยจึงปลดปล่อยแรงปณิธานออกไปสำรวจ

            แรงปณิธานทะลุผ่านกำแพงเข้าไปพริบตาถัดมาจั่วเฉินก็ตาเป็นประกาย เขาก้าวเข้าไปด้านในและตรงไปทางห้องที่อยู่ซ้ายมือ

            เมื่อผลักประตูเข้าไป จั่วเฉินก็พบกับชายหนุ่มร่างท้วมที่กำลังนอนอยู่บนเตียงตัวเขาอดที่จะแย้มยิ้มออกมาไม่ได้

            “เสี่ยวเตาหรือ?”

            จั่วเฉินเอ่ยทัก ทว่าคนบนเตียงกลับไม่ได้เอ่ยตอบ สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงหอบหายใจที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้น

            “เจ้าเอาแต่นอนอย่างเดียวเช่นนี้ ไม่รู้จักลุกขึ้นมาฝึกฝนดีๆข้าคุณชายจากไปหลายเดือน จึงไม่มีคนคอยจับตาดูเจ้าสินะ” จั่วเฉินด่าพร้อมรอยยิ้ม เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงก่อนจะตบลงบนบ่าของเสี่ยวเตา

            เมื่อฝ่ามือไม่หนักไม่เบาของจั่วเฉินฟาดลงมาเสี่ยวเตาก็ร้องออกมาเพราะความเจ็บปวด ก่อนจะดีดตัวขึ้นมองกลับมาอย่างสะลึมสะลือ

            “หือ?” จั่วเฉินรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที

            ดูเหมือนเสี่ยวเตาจะไม่ได้นอนหลับ แต่อยู่ในสภาวะกึ่งหมดสติเสียมากกว่าดูแล้วคงจะได้รับบาดเจ็บมา

            เสี่ยวเตาที่อยู่บนเตียงกะพริบตา เมื่อเห็นได้ชัดว่าเป็นจั่วเฉินก็ตาเป็นประกายท่าทางเซื่องซึมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นกระฉับกระเฉงขึ้นทันตา

            “พี่เฉินหรือ?!”เสี่ยวเตาถาม ทว่าครู่เดียวเขาก็พึมพำออกมา “จะต้องเป็นเพราะข้าคิดถึงท่านมากเกินไปจนตาฝาดแน่”

            จั่วเฉินขอบตาชื้น พอเห็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันบาดเจ็บเช่นนี้เขาเองก็ไม่สบายใจ

            “เสี่ยวเตา เจ้าดูดีๆ ก่อน ข้าเป็นใคร” จั่วเฉินค้อมตัวลงนั่งที่ข้างเตียงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            เสี่ยวเตาที่กำลังสะลึมสะลือขยี้ตาก่อนจะถามซ้ำ “จั่ว...จั่วเฉิน?”

            “เป็นข้าเอง เสี่ยวเตา ข้ากลับมาเยี่ยมเจ้าแล้ว” จั่วเฉินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

            เสี่ยวเตารีบร้อนพลิกตัว ก่อนจะยิ้มแย้มออกมา เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องกลับมา ฮ่าๆ ท่านกลับมาแล้ว!”

            เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างไม่ใช่ภาพลวงตา เสี่ยวเตาก็สดใสขึ้นมากท่าทีเจ็บปวดเพราะอาการบาดเจ็บเมื่อครู่ทุเลาลงเสียดื้อๆ ทว่าหลังจากพลิกตัวได้เพียงครึ่งหนึ่งเสี่ยวเตาก็หงายหลังล้มลง  เขาขมวดคิ้วเพราะความเจ็บปวดก่อนจะไอออกมาอย่างแรง

            “นอนดีๆ อย่าเพิ่งลุก ข้าไม่หนีไปไหนเสียหน่อย”จั่วเฉินขมวดคิ้ว แววตาเปลี่ยนเป็นเข้มงวด เขาเอ่ยเสียงถามเสียงเครียด

            “เกิดอะไรขึ้น เจ้าบาดเจ็บได้อย่างไร”

            เสี่ยวเตากัดฟัน

            “ข้าถูกเจียงเฉินเทียนทำร้ายมาเจ้าลูกหมานั่นมีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้ว ข้าจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหลังจากพี่ไปตำหนักนภาปราณยุทธกับหลงซินเย่ ทางฝั่งนั้นก็ส่งลูกกลอนล้ำค่ามาให้ส่วนหนึ่งทางสำนักจึงจัดการประลองระหว่างศิษย์ขึ้นทุกเดือน ใครที่คว้าที่หนึ่งได้ก็จะได้รับยาลูกกลอนระดับมานุษขั้นสูงไปเม็ดหนึ่ง... อาการบาดเจ็บของข้าก็เกิดจากการประลองนั่น”

            “เจียงเฉินเทียนอย่างนั้นหรือ” จั่วเฉินถามเสียงเย็นเยียบเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงถามต่อเสียงต่ำ

            “ก็แค่การประลอง หากชนะคู่ต่อสู้ได้ยาลูกกลอนไปก็พอแล้วไม่เห็นต้องลงมือหนักเช่นนี้ เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ หลังจากที่ข้าจากไปแล้วเจียงเฉินเทียนหาเรื่องเจ้าทุกวันใช่หรือไม่”

            เมื่อคิดถึงความบาดหมางของตนเองกับสกุลเจียงก่อนหน้านี้ จั่วเฉินเดาว่าหลังจากที่เขาจากไปบรรดาลูกหลานสกุลเจียงในสำนักจะต้องพากันหาเรื่องเสี่ยวเตาแน่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าเขาผิดต่อเสี่ยวเตาแล้วที่อีกฝ่ายต้องถูกลูกหลงไปด้วยก็เพราะเขา

            “ไม่ใช่หรอก” เสี่ยวเตารีบส่ายหน้า

            ทว่าแม้เสี่ยวเตาจะพูดเช่นนี้ จั่วเฉินก็ไม่ได้โง่ เขาย่อมต้องเห็นความผิดปกติในสายตาของเสี่ยวเตาและนั่นยิ่งทำให้เขามั่นใจ

            จั่วเฉินยืนขึ้นและถามออกมา “ตอนนี้เจียงเฉินเทียนอยู่ไหน”

            “พี่เฉิน ท่านใจเย็นๆ ก่อน...” เสี่ยวเตารีบปราม

            จั่วเฉินไม่ฟัง “เสี่ยวเตา เจ้าพักอยู่ที่นี่แหละ บอกข้ามาก็พอว่าคนพวกนั้นอยู่ไหน”

            คนเราย่อมมีเกล็ดย้อนเป็นของตนเอง สำหรับจั่วเฉิน ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นกับเขาเขาล้วนปล่อยผ่านมันไปได้ ทว่ามีเพียงเรื่องของอาเล็กและเสี่ยวเตาเท่านั้นที่เขาไม่ยอมสองคนนี้คือเกล็ดย้อนที่เขาไม่อนุญาตให้ผู้ใดแตะต้อง คนหนึ่งคือญาติสนิท อีกคนก็เป็นเหมือนพี่น้องบัดนี้พี่น้องถูกคนทำร้าย อีกทั้งยังเป็นเพราะเขาอีก หากจั่วเฉินยังทนเฉยอยู่ได้ เขาก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว

            นี่ไม่ใช่ความมุทะลุ

            ตอนที่ยังอยู่ที่นี่ จั่วเฉินก็ไม่เคยเห็นเจียงเฉินเทียนอยู่ในสายตาตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ อีกฝ่ายถึงกับทำร้ายเสี่ยวเตาจนมีสภาพเช่นนี้เช่นนั้นก็ถือว่าล้ำเส้นแล้ว วันนี้ก็ถือโอกาสจัดการเลยแล้วกัน

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน