แม้จางเหว่ยจะเคยบอกว่าโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุรา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองท่าฉางโจวเป็นฐานประชุมลับของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา แต่สิ่งที่อเล็กซ์ประจักษ์หลังก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามากลับทำให้ชายหนุ่มผิดคาดเล็กน้อย
โรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุราจัดเป็นโรงเตี๊ยมขนาดค่อนข้างใหญ่โตโอ่โถง ตัวอาคารสามชั้นถูกแบ่งการใช้สอยออกเป็นสองส่วน ชั้นหนึ่งคือส่วนสำหรับกินดื่มร่ำสุรา เรียงรายด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้จำนวนเฉียดร้อย ซึ่งบัดนี้ถูกจับจองแน่นขนัดโดยผู้คนมากหน้าหลายตา ควันจากยาสูบ กลิ่นแสบร้อนของสุรา เสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮา ผสมผสานลอยตลบอบอวลเต็มพื้นที่
ที่ว่าผิดคาดก็คือ ผู้คนจำนวนเกือบสองร้อยชีวิตที่นั่งกินดื่มกันอยู่ ไม่มีผู้ใดเบนเส้นสายตา หันมาให้ความสนใจกลุ่มผู้มาเยือนหน้าใหม่ทั้งห้าแม้แต่น้อย ทุกคนยังคงจดจ่อกับสิ่งที่ตนทำ ประหนึ่งว่าทั้งห้าเป็นเพียงวิญญาณไร้ตัวตน ทั้ง ๆ ที่หนึ่งในกลุ่มคือบุคคลเจ้าของตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มกบฏวิหคล่องนภา
ส่วนชั้นสองและชั้นสามจัดสรรเป็นที่ค้างแรมไว้บริการเหล่านักเดินทางที่ต้องการนอนหลับพักผ่อน เติมพลังงาน เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางต่อไป อย่างไรก็ตาม นอกจากทั้งสามชั้นนี้แล้ว โรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุรายังมีอีกหนึ่งชั้นคือชั้นใต้ดิน ซึ่งประตูทางเข้าหลบซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนภายในห้องครัว วิธีการเข้าก็มีความสลับซับซ้อน มีเพียงสมาชิกระดับสูงของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาเท่านั้นที่ล่วงรู้
ท่ามกลางความจอแจวุ่นวาย ร่างทั้งห้าสืบเท้าลัดเลาะผ่านทางเดินระหว่างโต๊ะ มุ่งลึกไปทางหลังร้านด้วยท่าทีไม่รีบร้อน และไม่สะดุดตาผู้คนรอบข้างแม้เพียงนิด หรือหากผู้ใดสังเกตเห็น ก็คงจะคิดไปว่าทั้งห้าคนนี้คือเสี่ยวเอ้อกลุ่มใหม่ที่เข้ามาผลัดเปลี่ยนสลับเวร
บริเวณหลังโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าห้องครัว มีบุรุษหน้าละอ่อนผู้หนึ่งนั่งประจำการอยู่ และเสี้ยววินาทีที่จางเหว่ยย่างกรายผ่าน ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง บุรุษหน้าละอ่อนผู้นั้นกระซิบแผ่วเบา ลอยลมให้เพียงจางเหว่ยได้ยินเท่านั้น ใจความว่า “เรียนหัวหน้า ขณะนี้ท่านโหรอาวุโส และหัวหน้าหน่วยอีกสามคนรออยู่แล้ว”
จางเหว่ยพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ส่วนบุรุษหน้าละอ่อนโค้งกายคำนับเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะปล่อยให้ผู้มาเยือนทั้งห้าผ่านเข้าสู่ห้องครัวอย่างเงียบเชียบ
ห้องครัวของโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุราเป็นเพียงห้องปิดทึบแคบ ๆ พื้นที่ใช้สอยไม่เกินสามสิบตารางเมตร และเกือบทั้งหมดมีข้าวของเครื่องใช้วางระเกะระกะ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นอกจากจางเหว่ยกับหลานเฟิน ทุกคนที่เหลือต่างเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ว่าเหตุใดจางเหว่ยจึงนำทางเข้ามายังที่แห่งนี้
ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้เอ่ยถามถึงข้อสงสัย จางเหว่ยก็โพล่งเสียงหนึ่งดังขึ้นมาก่อน
“กระต่ายอาบแสงจันทรา”
ชั่วพริบตาหลังวาจาสิ้นสุด แผ่นไม้สองแผ่นซึ่งปิดทับพื้นที่ขนาดสองตารางเมตรใจกลางห้องครัวพลันแยกตัวออกจากกันอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นเป็นช่องประตู มีแสงไฟเล็กน้อยส่องผ่านความมืดออกมาจากทางเบื้องล่าง เป็นฉากที่ชวนพิศวงไม่น้อย
‘ถึงขั้นมีการสร้างประตูลับไว้แบบนี้ เจ้าพวกนี้เป็นกลุ่มกบฏในอุดมคติอย่างแท้จริง’ ความคิดของอเล็กซ์เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และอดนึกย้อนถึงสนามบินลับที่เขาสร้างไว้บนเกาะลิตเติ้ลเฮย์ไม่ได้
เมื่อประตูลับเปิดออกเต็มบาน จางเหว่ยนำทัพสืบเท้าก้าวลงช่องแคบเป็นคนแรก จากนั้นตามด้วยหลานเฟิน ฮันเตอร์ ลี่กัน และปิดท้ายด้วยอเล็กซ์เช่นเคย
ทันทีที่ร่างอเล็กซ์ผ่านพ้นช่องประตูลงมา บานประตูลับก็ปิดลงทันที ทำให้ยามนี้ แสงสว่างเดียวที่ช่วยนำทางท่ามกลางความมืดมิดคือคบเพลิงขนาดกะทัดรัดจำนวนสี่อัน ติดตั้งอยู่กับผนังซ้ายขวา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้การก้าวลงบันไดไม้ที่ชันและแคบจำนวนสิบขั้นเป็นไปได้โดยสะดวก
ผ่านพ้นบันไดก้าวสุดท้าย สองเท้าเหยียบถึงพื้นไม้เบื้องล่าง สายตาอเล็กซ์สอดสำรวจโดยพลัน ก่อนจะพบว่าห้องลับแห่งนี้มีลักษณะเป็นโถงขนาดเล็ก ความกว้างขวางไม่น่าเกินห้าสิบตารางเมตร เพดานเตี้ยเกินกว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งจะยืนได้สุดตัว ตะเกียงที่ภายในบรรจุเปลวเพลิงนิจนิรันดร์จำนวนเกือบสิบยึแขวนไว้กับผนังรอบทิศทาง
ความสว่างที่เกิดขึ้นมากพอให้อเล็กซ์แลเห็นชัดว่าบริเวณกลางห้องลับชั้นใต้ดินแห่งนี้ มีโต๊ะไม้ยาวตัวหนึ่งวางเด่นตระหง่าน ทั้งสองฝั่งของโต๊ะมีเก้าอี้เรียงรายฝั่งละห้าตัว ซึ่งบัดนี้ฝั่งหนึ่งถูกจับจองด้วยชายชราร่างเล็ก หนวดเคราขาวโพลนท่านหนึ่ง และอีกหนึ่งสตรีดวงหน้าแฉล้ม นัยน์ตาเรียวแหลมประหนึ่งเหยี่ยว แรงดึงดูดทางเพศพรั่งพรูออกมาอย่างมหาศาล โดดเด่นภายใต้อาภรณ์สีแดงสด ขณะที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ถูกจับจองด้วยสองคนเช่นกัน เพียงแต่คนหนึ่งเป็นบุรุษร่างกำยำ ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฉายแววดุร้ายปานพยัคฆ์ ส่วนอีกหนึ่งแลดูเจ้าสำอางกว่ากันอย่างมาก รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำจัดยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าขาวเนียนปราศจากรอยขีดข่วน
เมื่อทั้งสี่ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ก่อน แลเห็นกลุ่มผู้มาเยือนใหม่ พลันลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียง โค้งตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ จากนั้นนั่งลงประจำที่ตามเดิม
“พวกเจ้าอยากนั่งตรงไหนก็นั่งได้เลย อยากจะนั่งหัวโต๊ะก็ย่อมได้ ข้ายังไงก็ได้อยู่แล้ว” จางเหว่ยหันมาบอกกล่าวกับอีกสี่คนที่ตามหลังเขามา
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างแยกย้ายกันจับจองที่นั่ง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครอยากนั่งเผชิญหน้ากับสายตาของทุกคนตรงตำแหน่งหัวโต๊ะ สุดท้ายก็เป็นจางเหว่ยที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างจำใจ ขณะที่อเล็กซ์ ฮันเตอร์ และลี่กัน ซึ่งเป็นหน้าใหม่โดยสิ้นเชิงสำหรับสถานที่แห่งนี้เลือกที่จะจับกลุ่มนั่งใกล้กันที่มุมโต๊ะด้านหนึ่ง ส่วนหลานเฟินนั่งลงใกล้กับสตรีอาภรณ์สีแดงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ขออภัย ข้าเป็นคนนัดหมายพวกเจ้าทุกคน แต่กลับมาถึงเป็นคนสุดท้าย ช่างไม่รู้จักรักษาเวลายิ่งนัก”
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย จางเหว่ยก็โพล่งขึ้นทำลายความเงียบ แม้ไร้ซึ่งมุกตลกอันใดแฝงอยู่ในประโยค ทว่าสองบุรุษ หนึ่งสตรี ที่นั่งรออยู่ก่อนได้สดับเช่นนั้น กลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาโดยพร้อมเพรียง แม้แต่ชายชราผมขาวโพลนผู้นั้นก็ยังอดที่จะลอบยิ้มมุมปากไม่ได้ ส่วนหลานเฟินสีหน้าฉายแววอาดูรผู้เป็นหัวหน้าตนอยู่หลายส่วน
“ฮา ๆ ไม่ต้องขออภัยหรอกท่านหัวหน้า พวกข้าเคยชินกับเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว” ผู้กล่าวคือบุรุษท่าทางเจ้าสำอาง การกระเซ้าเช่นนี้บ่งบอกชัดในตัวว่า แม้จะมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า แต่จางเหว่ยก็มิได้วางตัวสูงส่งกว่าอีกฝ่าย ตรงกันข้าม เขาดูคล้ายสหายผู้หนึ่ง สามารถหยอกล้อกันได้โดยไม่มีฝ่ายใดขุ่นเคือง
“เจียวจิน เจ้ามิได้เห็นด้วยตา มิได้ทราบว่าท่านหัวหน้าต้องเผชิญกับความยากลำบากใดประการใด ทหารเรือนหมื่นปิดล้อมทางหนีออกจากเกาะไคชุนแทบทุกทาง แต่หัวหน้ากับเหล่าท่านผู้กล้าในคำทำนายก็เก่งกล้าพอที่จะฝ่าวงล้อมออกมาได้ เจ้าควรชื่นชม มิใช่ตำหนิ” หลานเฟินที่รักษาความเงียบมาโดยตลอดโพล่งขึ้นมา แววตาขุ่นเคืองจ้องเขม็งไปยังต้นเสียง ท่าทีของนางดูราวกับเด็กน้อยพยายามปกป้องของเล่นก็มิปาน
“หลานเฟิน เจ้านี่สมกับเป็นองครักษ์พิทักษ์หัวหน้าจริง ๆ รู้แล้ว ๆ พวกข้าจะไม่ว่ากล่าวหัวหน้าของเจ้าแล้ว” สตรีภายใต้อาภรณ์สีแดงสดกล่าวขึ้นบ้าง เป็นการหยอกเอินที่ทำเอาเลือดฝาดผุดขึ้นบนพวงแก้มเนียนใสของหลานเฟิน
“พวกเจ้านี่เจอหน้ากันเมื่อไรเป็นแบบนี้ทุกที ฮา ๆ” แลเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาโต้เถียงกันไปมาราวกับเด็กไม่ยอมโต จางเหว่ยถึงกับพูดไปหัวเราะไป พลอยทำให้ทุกคนในห้องหัวเราะตามไปด้วย
เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลง จางเหว่ยก็กระแอมขึ้นครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาณบอกว่าจากนี้ไปบทสนทนาจะเข้าสู่เรื่องจริงจังแล้ว จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน พลางผายมือไล่เรียงไปทางบุรุษทั้งสามที่มิใช่สมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา
“บุรุษผู้นี้มีนามว่าอเล็กซ์ อัศวนาวิน ส่วนนั่นก็ ฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ ทั้งสองเป็นผู้กล้าตามคำทำนายของท่านโหรอาวุโส และบัดนี้จากดินแดนแสนไกล ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึง ณ ที่แห่งนี้แล้ว ส่วนท่านผู้เฒ่าผู้นี้มีนามว่าลี่กัน เป็นสหายของฮันเตอร์ และจะมาประจำการในหน่วยสมุนไพรของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
จบคำ ความตื่นตะลึงต่างฉายชัดบนใบหน้าของสมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาทั้งหลายที่นั่งอยู่ในโต๊ะ นับตั้งแต่วันที่ท่านโหรอาวุโสประกาศเรื่องสำคัญให้ทราบ พวกเขาต่างออกเดินทางไปทั่วจักรวรรดิเหลียนหยาง พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อตามหาเหล่าผู้กล้าทั้งสิบในคำทำนาย ทว่าแม้แต่เงาก็มิเคยสัมผัส กระทั่งวันนี้ อยู่ ๆ กลับปรากฏผู้กล้าสองจากสิบคนมานั่งอยู่ตรงหน้า จึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อสายตา
“ส่วนพวกเจ้า สตรีที่นั่งติดกับหลานเฟินมีนามว่าหยางหว่าน เป็นหัวหน้าหน่วยบูรพาของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา อีกฝั่งของโต๊ะ บุรุษผู้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลแห่งเกียรติยศ นามของเขาคือซีห่าว เป็นหัวหน้าหน่วยอีสาน ถัดไปคือ เจียวจิน หัวหน้าหน่วยทักษิณ และอีกหนึ่งที่จะไม่แนะนำไม่ได้คือ ท่านโหรอาวุโสจืออวี้ ผู้เป็นดั่งเสาหลักแห่งปัญญาของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา หากปราศจากคำทำนายของท่าน พวกเราคงมิได้พานพบกันเฉกเช่นวันนี้ และแท้จริงแล้ว นอกจากที่นั่งอยู่ตรงนี้ กลุ่มกบฏวิหคล่องนภายังมีหัวหน้าหน่วยอีกสี่คนที่ติดปฏิบัติภารกิจ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมโต๊ะในครั้งนี้ได้” จางเหว่ยกล่าวพลางผายมือไปที่สมาชิกที่นั่งรออยู่ก่อน ไล่เรียงทีละคนตามที่ได้เอ่ยนาม
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายกลับยังมีท่าทีตะขิดตะขวงใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะฝ่ายหัวหน้าหน่วย หลังจากเรียกสติคืนกลับมาได้ แต่ละคนก็เริ่มมุ่นคิ้วอย่างไม่ปิดบัง แสดงออกชัดถึงความคลางแคลงใจ ว่าบุรุษทั้งสองนี่หรือผู้กล้าในคำทำนาย นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ผิดแผกจากชาวจักรวรรดิเหลียนหยางทั่วไปอยู่บ้างแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความแกร่งกล้าเลย พลังปราณยิ่งแล้วใหญ่ สัมผัสพไม่ได้แม้เพียงนิด
“มิใช่ว่าข้าไม่เชื่อถือหรือลบหลู่หัวหน้า แต่ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงพลังปราณในกายพวกเขาเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะมีประโยชน์ประการใดในศึกสงครามโค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลง?” เสียงเคร่งขรึมหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ผู้กล่าวคือซีห่าว หัวหน้าหน่วยอีสาน
สดับเช่นนั้น จางเหว่ยพลันฉีกยิ้มกว้าง ก่อนตอบกลับด้วยประโยคที่ราวกับว่าเป็นการกระตุ้นต่อมใคร่รู้ของทุกคนให้ทวีความกระหายขึ้นไปอีก
“ถ้าเจ้าหมายถึงอเล็กซ์ก็ใช่ สหายข้าผู้นี้ปราศจากพลังปราณโดยสิ้นเชิง”
“แล้วเหตุใด…?” ยังไม่ทันที่ซีห่าวจะทันได้พูดจบประโยค จางเหว่ยก็โพล่งขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ถึงแม้ปราศจากพลังปราณ แต่อเล็กซ์มีวิธีการต่อสู้ที่แปลกพิสดาร แตกต่างจากที่พวกเจ้าทั้งหมดเคยประจักษ์รับรู้ ข้าได้เห็นด้วยตาคู่นี้มาแล้ว หากเปรียบเทียบกัน คิดว่าไม่อ่อนด้อยกว่าผู้แกร่งกล้าระดับขุนพลยุทธ์ หรืออาจจะเหนือยิ่งกว่าข้าเสียอีก หากมีโอกาสพวกเจ้าคงได้เห็นมันเช่นกันในสักวันหนึ่ง”
ยิ่งอธิบายยิ่งไม่อยากเชื่อ บรรดาหัวหน้าหน่วยจินตนาการไม่ออกเลยว่าบุรุษนัยน์ตาสีฟ้า ผู้มีรอยสักประหลาดที่ท่อนแขนจะเก่งกาจกว่าหัวหน้าแห่งกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาที่พวกเขาทุกยกย่องได้อย่างไรโดยที่ไม่มีพลังปราณ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ได้ยินคือคำโกหก นั่นไม่ใช่นิสัยของบุรุษที่พวกเขาเคารพเป็นหัวหน้าจะกระทำโดยเด็ดขาด ความรู้สึกที่มีต่ออเล็กซ์จึงแปรเปลี่ยนจากปรามาสเป็นความเกรงขามปนกระหายใคร่รู้
แลเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาต่างพากันตกตะลึงนิ่งเงียบเมื่อได้ยินสิ่งที่กล่าว จางเหว่ยจึงอธิบายต่อ มือหนึ่งผายไปทางฮันเตอร์
“ส่วนฮันเตอร์ บุรุษผู้นี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะเลิศศึกหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน เรื่องหมัดมวยรับประกันว่าไม่เป็นรองใครในใต้หล้า และถึงแม้จะไร้ซึ่งพลังปราณเช่นกัน แต่สัญชาตญาณบอกข้าว่า เขานี่แหละคือผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะฝึกวิชาจาก ‘คัมภีร์หมัดมวยร้อยแปดกระบวนท่าฤทธาสยบสวรรค์’ ได้สำเร็จ และเมื่อไปถึงจุดนั้น พลังปราณก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป”
ฮันเตอร์ที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับผงะเล็กน้อย ด้วยไม่เคยรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคัมภีร์หมัดมวยร้อยแปดกระบวนท่าฤทธาสยบสวรรค์มาก่อน แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้โดนฟันธงชี้ชัดไปแล้วว่าเขาจะสำเร็จวิชาดังกล่าวได้
หลังจากเรียบเรียงอารมณ์ไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ฮันเตอร์ก็คล้ายตระหนักได้ในความจริงประการหนึ่ง ชายหนุ่มกำหมัดอย่างสะใจ เนื่องเพราะในที่สุด หนทางที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้แข็งแกร่งในโลกต่างมิติสุดพิศวงใบนี้ก็เริ่มปรากฏแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ หลังจากที่ตลอดแรมปีที่ผ่านมา ต้องทนทุกข์เพราะอ่อนแอเสียยิ่งกว่ามดปลวกมาโดยตลอด ซึ่งสำหรับเขาที่ในโลกมนุษย์ถือเป็นหนึ่งในบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุด ถือเป็นความอัปยศหาสิ่งใดเปรียบ
“ข้าขอคารวะท่านผู้กล้าทั้งสอง” เมื่อได้รับฟังการอธิบายจากจางเหว่ยจนจบสิ้นกระบวนความ หัวหน้าหน่วยทั้งสามพลันลุกขึ้น สองกำปั้นสอดประสาน โค้งตัวเล็กน้อย พลางกล่าวโดยพร้อมเพรียง
ได้รับการแสดงความเคารพอย่างไม่ทันตั้งตัว อเล็กซ์และฮันเตอร์ถึงกับทำตัวไม่ถูก ยิ้มเขิน ๆ ออกมา พลางโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต และเมื่อหัวหน้าหน่วยทั้งสามนั่งลงตามเดิม อเล็กซ์จึงได้ทีกล่าวขึ้นบ้าง
“เอาล่ะ ตอนนี้คงเป็นโอกาสเหมาะที่สุดที่ข้าจะได้สอบถามทุกเรื่องที่สงสัย ทุกประเด็นที่ค้างคาใจ พวกเจ้าทุกคนโปรดช่วยตอบที่ข้าถามด้วยความสัตย์ซื่อ เพื่อให้การร่วมภารกิจกันของพวกเราจากนี้ราบรื่นด้วยดี พวกเจ้าทำได้หรือไม่?”
จบคำถามของอเล็กซ์ สมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาทุกคนในห้องลับแห่งนี้ต่างสบตากันไปมา ก่อนที่สุดท้ายจุดรวมความสนใจทั้งหมดจะพุ่งเป้าไปที่จางเหว่ยซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ
ชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้มสัมผัสได้ชัดเจนถึงแรงกดดันที่โถมเข้าหา ราวกับว่าตนคือผู้เดียวที่สามารถชี้ขาดให้คำตอบได้ เขาหัวเราะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบน้ำเสียงเปี่ยมมิตรไมตรี
“ตอนนี้เจ้าเป็นสหายข้าคนหนึ่งแล้ว ทุกเรื่องที่เจ้าสงสัย ถามมาได้เลย ข้ายินดีตอบอย่างยิ่ง!”