"อ้าว ขออภัยเ้าค่ะ เสี่ยวฮวานึกว่า..."
เสี่ยวฮวากำลังตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นเจียงซือ
ท่านแม่เคยเล่าว่าหากออกไปข้างนอกดึกๆ คนเดียวระวังจะโดนเจียงซือกัดคอ หากเป็เด็กคนอื่นคงกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน แต่สำหรับเสี่ยวฮวา นางมักแอบออดไปเดินรอบๆ บ้านโดยไม่ให้ท่านแม่ไม่รู้ นางหวังว่าจะได้เห็นเจียงซือที่ท่านแม่เคยเล่าถึงแต่นางก็ไม่เคยพบเจียงซือสักครั้งเดียว จนวันนี้คิดว่าได้พบเจียงซือและมีเื่เก็บไว้เล่าให้ท่านแม่ฟัง แต่ก็ต้องผิดหวังคอตกกลับไป
แม่สื่อสกุลจู้แค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง 'ข้าเป็คนสวยจิตใจงาม ข้าไม่ถือสาเด็กอย่างเ้าหรอก' นางคิดในใจ
อี้ผิงเห็นดังนั้นจึงเข้าไปขออภัยแม่สื่อสกุลจู้ แต่นางก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็เช่นไร จึงถามขึ้นอย่างละเอียดอีกครั้งว่า เหตุใดเสี่ยวหงจึงมาไล่จิกแม่สื่อท่านนี้ได้
"ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ เหตุใดมีเพียงแม่สื่อท่านนี้ที่มีสภาพ เอ่อ เป็เช่นนี้ "
ชายชราคนเดิมเอ่ยตอบ
"ตอนข้านำทางนางเข้ามาในจวน ระหว่างเดินผ่านสระบัว เ้าห่านเสี่ยวหงอยู่ๆ ก็วิ่งมาไล่จิกตีแม่สื่อสกุลจู้เพียงผู้เดียว พวกเราต่างพากันช่วยวิ่งไล่จับ แต่วิ่งอย่างไรก็ไม่ทัน จนมีสภาพอย่างที่เห็นขอรับ"
" เหตุใดจึงมีเพียงแม่สื่อสกุลจู้ที่โดนไล่จิก"
อี้ผิงอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
" ข้ารู้ ข้ารู้"
เสี่ยวฮวารีบตอบขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อว่า
" ข้าคิดว่าเสี่ยวหงเห็นท่านป้าคนนี้เหมือนเสี่ยวชู่แน่ๆ เลย เพราะเสี่ยวหงชอบเล่นไล่จับกับเสี่ยวชู่ที่สุด"
เสี่ยวหงได้ยินชื่อเสี่ยวชู่ ไม่รู้เพราะมันเข้าใจหรือเพราะเหตุใด มันส่งเสียงร้องตอบรับเสียงดัง
"แกว้ก แกว้ก แกว้ก"
" เสี่ยวชู่คือหญิงงามงั้นหรือ"
แม่สื่อสกุลจู้ถามขึ้น นางคิดว่ามีแต่หญิงงามจิตใจดีเท่านั้นที่จะยอมเล่นกับห่านดุร้ายเช่นนี้ได้ นางจึงยิ้มเอียงอาย มีใครบ้างที่จะไม่ชอบถูกชม แต่ความคิดของนางหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเสี่ยวฮวากล่าวขึ้น
" เสี่ยวชู่คือแม่หมูเ้าค่ะ"
อี้ผิงขบขันกับคำตอบของเสี่ยวฮวา จึงถามต่อขึ้นว่า
"แม่สื่อสกุลจู้เป็คน จะไปเหมือนเสี่ยวชู่ของเ้าได้อย่างไร"
"เสี่ยวชู่ชอบผ้าพันคอสีแดงเป็ที่สุด จึงมักพันตัวด้วยผ้าสีแดง คล้ายๆ ท่านป้าท่านนี้เลยเ้าค่ะ"
นางยังเล่าต่อไปอีกว่า
"เสี่ยวหงชอบเล่นไล่จับกับเสี่ยวชู่เป็ที่สุด เสี่ยวชู่เป็ฝ่ายหนี เสี่ยวหงเป็ฝ่ายตาม เมื่อเสี่ยวหงตามมาถึงเสี่ยวชู่ก็จะร้องดีใจออกมา"
อี้หงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สถานการณ์แบบนั้นไม่น่าเรียกว่าเล่นไล่จับหรอกนะ แต่นางก็ไม่ไปขัดขวางจินตนาการของเสี่ยวฮวา
"นังเด็กนี่ แกว่าข้าเป็หมูงั้นหรือ"
เมื่อตั้งสติได้แม่สื่อสกุลจู้ก็ตวาดออกมาเสียงดังลั่น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
เมื่ออี้ผิงเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยเปลี่ยนประเด็น
"ข้าต้องขออภัยกับเื่ที่เกิดขึ้นด้วย ว่าแต่ท่านมาทำอะไรที่จวนนี้เ้าคะ"
แม่สื่อสกุลจู้นึกถึงธุระที่นางมา จึงรีบฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยว่า
"ข้ามาเพราะจะมาหารือกับแม่ทัพอี้เกี่ยวกับการแต่งงานน่ะ"
นางพูดไปพลางบิดตัวไปพลางอย่างเอียงอาย จนอี้ผิงอดสงสัยและถามขึ้นไม่ได้ว่า
"การแต่งงานของผู้ใดหรือเ้าคะ"
"ก็การแต่งงานของข้ากับแม่ทัพอี้น่ะสิ่"
อี้ผิงตกตะลึงตาค้างเมื่อได้ยินคำตอบ ท่านอาของนางจะแต่งงานงั้นหรือ เหตุใดนางไม่เห็นรู้เื่
เมื่อแม่สื่อสกุลจู้เห็นอี้ผิงนิ่งงันไป ก็อดอธิบายเื่ราวให้ฟังไม่ได้ว่า
"วันนั้นข้าเดินอยู่ที่ตลาด อยู่ๆ ท่านแม่ทัพก็เอาปิ่นชิ้นหนึ่งมาส่งมอบให้ข้า ข้าคิดแล้วว่าเขาคงหลงใหลในความสวยของข้า จึงส่งมอบปิ่นแทนใจ ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อมาหารือเื่แต่งงานน่ะ"
ปกติการมาทาบทามเื่แต่งงานเป็หน้าที่ของแม่สื่อ ปกตินางทำหน้าที่แม่สื่ออยู่แล้ว นางจึงใช้ตัวเองเป็แม่สื่อเสียเลย
หน้าของนางแดงระเรื่อ ดั่งเด็กสาวเพิ่งมีความรัก นางเป็หญิงหม้ายอายุ30กว่าปี รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผิวขาวเนียนนุ่ม วันนี้เมื่อคิดถึงเื่แต่งงานกับแม่ทัพอี้ผู้หล่อเหลา สง่างาม นางก็อารมณ์ดีเป็อย่างมาก ไม่ถือสาหาความกับเสี่ยวฮวาอีก
อี้ผิงตกตะลึงไปอีกครั้ง นางไม่คิดว่าท่านอาของนางจะมีมาตรฐานความงามเช่นนี้ หรือที่ท่านอายังไม่แต่งงาน เพราะยังไม่พบสตรีเช่นนี้กันนะ ก่อนที่จะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แม่ทัพอี้ได้กลับมาถึงจวน เขามองเข้ามาก็แปลกใจที่เห็นผู้คนมากมายภายในสวน จึงเร่งเดินไปทางอี้ผิง แล้วถามเื่ราวที่เกิดขึ้น
อี้ผิงให้ชายชราเล่ารายละเอียดที่เคยเล่าให้นางฟังอีกรอบ ก่อนที่นางจะกล่าวเสริมเื่ราวของแม่สื่อสกุลจู้
แม่สื่อสกุลจู้เหลือบสายตามองไปทางแม่ทัพอี้เป็ระยะๆ ชายผู้นี้ช่างเหมาะสมกับนางจริงๆ
แม่ทัพอี้ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเป็ปมแน่น พยายามคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เขาจำได้ว่าเคยส่งปิ่นให้หญิงสาวนางหนึ่งจริง แต่เป็ปิ่นที่นางทำตกเอง มิใช่เขาซื้อมามอบให้
เมื่อแม่ทัพอี้บอกกล่าวเหตุการณ์ในตอนนั้นให้แม่สื่อสกุลจู้ฟัง นางถึงกับพูดอะไรไม่ออก นางไม่เชื่อ ปิ่นอันนั้นไม่ใช่ของนางเสียหน่อย
"ปิ่นอันนั้นมิใช่ของข้า หากท่านชอบข้าก็มิถือว่าผิด ท่านอย่าได้อายไปเลย"
แม่สื่อสกุลจู้ยังคงไม่ยอมแพ้
"แม่นางขอโทษจริงๆ ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นกับเ้า"
แม่ทัพอี้เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อแม่สื่อสกุลจู้ได้ยินดังนั้นนางก็ได้แต่อับอายแล้ววิ่งหนีออกจากจวนไป ก่อนหน้านี้สาวใช้คนหนึ่งเคยบอกนางแล้วว่าปิ่นชิ้นนั้นเป็ของที่นางเลือกซื้อมา แต่ด้วยความที่วันนั้นนางซื้อของมากมาย จึงจำสิ่งที่ตัวเองซื้อมาไม่ได้ หรือนางอาจจะแค่หลอกตัวเองว่าปิ่นชิ้นนั้นคือของแทนใจ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก ก็ไม่มีใครทราบได้
แม่ทัพอี้เห็นดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า พูดคุยกับอี้ผิงและเสี่ยวฮวาเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป
วันเวลาผ่านไปอย่างสงบ จนมีบัตรเชิญให้จวนอี้ไปร่วมขึ้นจวนใหม่ที่จวนซูเพื่อนบ้านคนใหม่ ก่อนหน้านี้อี้ผิงได้ไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านคนนี้ั้แ่วันที่ย้ายมาวันแรก หลังจากนั้นถึงได้มีบัตรเชิญส่งตามมา เนื่องจากแม่นางซูเป็คู่หมายกับอ๋องน้อยหยางหรง ทำให้เขาต้องให้เกียรตินาง เขาจึงตัดสินใจจะไปด้วยตัวเอง โดยถามอี้ผิงและเสี่ยวฮวาว่า
"พวกเ้าสนใจจะตามไปงานที่ตระกูลซูหรือไม่"
ทั้งสองตอบตกลงอย่างพร้อมเพรียง แน่นอนงานสนุกสนานรื่นเริงเช่นนี้ มีหรือจะพลาดได้
เวลาล่วงเลยไปถึงวันงาน อี้ผิงและเสี่ยวฮวาต่างลุกขึ้นมาแต่งตัวกันั้แ่เช้า แม่ทัพอี้ให้อี้ผิงจัดการตัดชุดใหม่ให้เสี่ยวฮวา แต่เสี่ยวฮวายืนยันจะจัดการค่าตัดชุดเอง รวมถึงค่ากินอยู่ที่นี่ของนางและเสี่ยวหงด้วย เพราะท่านแม่เคยสอนไว้ว่าให้รู้จักความเกรงอกเกรงใจ นางจะมาอาศัยอยู่ที่นี่เปล่าๆ ได้อย่างไร เมื่อรู้ว่าสามารถแลกเปลี่ยนด้วยเงินอีแปะได้ นางจึงต้องตอบแทน อี้ผิงได้แต่จนใจ แค่เด็กเล็กๆ กับห่านหนึ่งตัวไหนเลยจวนแม่ทัพอี้จะเลี้ยงดูไม่ไหว แต่เพื่อความสบายใจของเสี่ยวฮวา นางได้หลับตาบ้างลืมตาบ้าง คิดเงินบ้างแกล้งลืมไปบ้าง
เสี่ยวฮวาพกตำลึงทองมาหลายก้อน ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเด็กเล็กๆ ถึงได้พกเงินติดตัวมากมาย โชคดีที่นางเป็เด็กจึงไม่มีใครคิดจะขโมยเงินจากนาง หากมีคนรู้ว่านางพกเงินมามากขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ
วันนี้เสี่ยวฮวาสวมชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าสีชมพูที่นางชอบ นางยังขอให้ช่างปักลวดลายดอกเหมยที่ชายกระโปรงเป็พิเศษ เพราะชุดที่นางใส่ทุกชุด ท่านแม่จะปักดอกเหมยไว้ที่ชายกระโปรงเสมอ นางไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร แต่นางชอบ
ส่วนอี้ผิงวันนี้สวมชุดสีม่วงอ่อนผ้าด้านในเป็สีขาวพริ้วไหว ดวงตากลมโตฉายแววซุกซน ทาแป้งน้อยๆ บนใบหน้า ทำให้นางดูน่ารักสดใส
เมื่อพร้อมแล้วทั้งสามก็เดินไปพร้อมกันที่ตระกูลซูซึ่งอยู่ติดกัน ถึงจะบอกว่าอยู่ติดกัน แต่จวนทั้งสองมีขนาดใหญ่ไม่ด้อยไปกว่ากัน ระยะห่างระหว่างทั้งสองตระกูลหากเดินปกติจึงนับว่าไกล ทั้งสามจึงเดินทางด้วยรถม้า จนมาหยุดหน้าตระกูลซู ผู้คนจากจวนต่างๆ หน้าตระกูลซูมีมากมายจนอี้ผิงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดจึงมีผู้คนมากมายเช่นนี้ นางไม่ได้เข้าร้านน้ำชามาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่ได้ติดตามข่าวสารใน่นี้
หลังลงจากรถม้า ขณะทั้งสามกำลังรอเข้าไปด้านในจวน ก็มีเสียงดังพลั่ก แล้วเสียงเสี่ยวฮวาก็ดังขึ้น
"โอ้ยย"
เมื่อแม่ทัพอี้กับอี้ผิงหันมาก็พบเข้ากับเด็กชายสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม กำลังนั่งอยู่บนพื้น พร้อมกับเสี่ยวฮวาที่นั่งอยู่บนพื้นเช่นกัน เมื่อรอจนเด็กๆ ยืนขึ้น เด็กชายคนนั้นก็เตรียมหันหลังจากไป เสี่ยวฮวาจึงพูดขึ้นอย่างโมโหว่า
"เ้าเดินชนข้า เหตุใดไม่ขอโทษ"
เดินมาชนนางจนนางล้มเจ็บก้นไปหมด แต่กลับไม่ขอโทษสักคำ เด็กคนนี้นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ
"เหตุใดข้าต้องขอโทษเ้าด้วย เป็เ้าต่างหากที่ยืมไม่เป็ที่เอง"
เด็กชายคนนี้คือหยางเย่วเล่อ องค์ชายน้อยฝาแฝดหงษ์ั วันนี้เขาอยากติดตามพี่สาวมาเที่ยวเล่น คาดไม่ถึงว่าพี่สาวจะไม่ยอมให้เขาตามมาด้วย เขาจึงแอบตามมา แล้วตอนนี้เขากำลังวิ่งหนีพี่สาวของเขาอยู่ จนมาชนเข้ากับเด็กที่ยืนขวางทาง
เสี่ยวฮวาได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ นางยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะพูดขึ้นว่า
"เสี่ยวฮวาไม่สนใจ เด็กนิสัยไม่ดีอย่างเ้าแล้ว"
กล่าวจบเสี่ยวฮวาเตรียมหมุนตัวจากไป แต่ไหนเลยองค์ชายน้อยจะยอม เขาเป็ถึงองค์ชาย ไม่มีใครกล้ามายืนว่าเขาเช่นนี้มาก่อน เขาจึงเอื้อมมือไปผลักเสี่ยวฮวา
เมื่อเสี่ยวฮวาโดนผลักนางก็ไม่ยอมเช่นกัน สมัยอยู่หมู่บ้านต้นไม้นางก็เคยมีเื่ทะเลาะวิวาทกับเด็กในหมู่บ้านอยู่บ้าง นางจึงเข้าไปผลักองค์ชายน้อยอย่างแรง ทั้งคู่ผลักกันไปมา บ่าวรับใช้ทั้งสองฝ่ายได้แต่ข้ามองเ้า เ้ามองข้า แล้วคิดในใจว่า 'พวกเราควรเข้าไปห้ามไหมนะ'
ก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่าควรเข้าไปช่วยหรือไม่ เสี่ยวฮวาเอื้อมมือเข้าไปผลักพลาด เยว่เล่อเบี่ยงตัวหลบ มือน้อยๆ ผลักไปโดนลมทางด้านหลัง ทำให้เสี่ยวฮวาที่ออกแรงอย่างมากในครั้งนี้กำลังหน้าคะมำลงกับพื้น มือที่ว่างไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว จนเกาะเข้ากับชายเสื้อขององค์ชายน้อยไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะล้มลงอย่างแรงกับพื้นไปพร้อมกัน
น้ำตาเอ่อคลอขึ้นสองตาของเด็กน้อยทั้งสอง จากนั้นเสี่ยวฮวาก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง ขณะที่องค์ชายน้อยก็ร้องไห้ตามออกมาติดๆ ยิ่งร้องยิ่งดัง ราวกับกำลังแข่งกันว่าใครจะร้องได้ดังกว่ากัน
เย่วซินพี่สาวฝาแฝดของเย่วเล่อ เข้ามาถึงก็เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เสียงร้องไห้ของทั้งสองดังระงมไปหมด นางจึงแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเข้าไปกระซิบกับน้องชายว่า
"หากเ้าเงียบข้าจะขออนุญาตเสด็จพ่อเสด็จแม่พาเ้าไปเที่ยวเล่นที่ทะเลสาบอ้ายซ่าง"
ได้ยินดังนั้นเยว่เล่อถึงกับหยุดร้องในทันที
เมื่อนางหันมาเห็นเสี่ยวฮวาที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างกัน นางก็พอเดาได้ว่าคนต้นเื่ต้องเป็น้องชายของนางแน่ นางจึงเอ่ยปลอบเสี่ยวฮวาขึ้นว่า
" แม่หนูน้อย ข้าชื่อเย่วซินเป็พี่สาวของเด็กคนนี้ ข้าต้องขออภัยแทนเขาด้วย"
เยว่ซินพงกศีรษะน้อยๆ เป็เชิงขออภัย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
"ข้าขอไถ่โทษด้วยการเลี้ยงมื้อกลางวัน เ้าดีหรือไม่"
ในเมื่อมีคนขอโทษแม้จะไม่ใช่คนก่อเื่ แต่เสี่ยวฮวาก็ให้อภัยนาง นางอิจฉาเ้าตัวนิสัยไม่ดีจริงๆ ที่มีพี่สาวคอยช่วยเหลือแบบนี้ นางเองก็อยากมีพี่น้องบ้างเหมือนกันนะ รอนางหาท่านพ่อพบก่อน นางจะขอได้มีพี่น้องกับเขาบ้าง เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวคิ้วของนางก็ขมวดเป็ปม
เยว่ซินที่เห็นดังนั้นจึงรีบถามด้วยความใว่า
"เ้าเป็อะไรไป าเ็ตรงไหนหรือ"
"ไม่ได้าเ็ตรงไหนเ้าค่ะ"
เสี่ยวฮวาส่ายหน้าน้อยๆ แต่ยังคงขมวดคิ้วเป็ปมอย่างครุ่นคิด จนเย่วซินอดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"ถ้าเ้าไม่ได้าเ็ แล้วเ้าเป็อะไรงั้นหรือ"
"พี่สาวคนสวย ท่านทราบหรือไม่ว่าทำอย่างไรข้าถึงจะมีพี่น้อง"
เยว่ซินหยุดชะงักไปชั่วขณะ ปีนี้นางเพิ่งอายุ6ขวบเองนะ นางรู้แต่ว่าพี่น้องของนางมีเยอะแยะมากมาย แต่ว่าทำอย่างไรถึงจะมีพี่น้อง นางไม่รู้จริงๆ เมื่อเหลือบมองรอบตัวก็ปะทะสายตาเข้ากับอี้ผิง แม้จะไม่สนิทแต่ก็เรียกได้ว่ารู้จักกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางอี้ผิง
อี้ผิงที่ถูกเยว่ซินส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาก็หน้าแดงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แม้นางจะไม่รู้ว่าทำอย่างไร แต่ก็พอรู้มาบ้างจากหนังสือที่นางแอบอ่าน นางกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เื่นี้คงต้องลองถามท่านอากระมัง"
แม่ทัพอี้ที่ถูกโยนคำถามมาให้ก็ได้แต่ยืนนิ่งคิด เขาจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
"เอ่อ ข้ายังไม่มีบุตร คงตอบเ้าไม่ได้"
เสี่ยวฮวาเริ่มงุนงง เหตุใดจึงไม่มีใครตอบคำถามของนาง เยว่เล่อที่เงี่ยหูฟังอยู่ด้านข้างก็งุนงงไม่แพ้กัน สงสัยวันนี้กลับไปคงต้องไปถามท่านแม่ดูบ้าง
เยว่ซินเห็นสถานการณ์เริ่มกระอักกระอ่วนจึงเอ่ยชวนเสี่ยวฮวาและคนอื่นๆ ไปรับประทานอาหารที่วัง นางคิดแล้วว่า งานในวันนี้นางไม่เข้าไปจะดีกว่า เพราะหากนางเข้าไปเกรงว่าเยว่เล่อจะไปก่อเื่ให้พี่ซูลี่เข้าให้อีก
แม่ทัพอี้และอี้ผิงปฏิเสธคำเชิญอย่างมีมารยาท ก่อนที่เสี่ยวฮวาจะตอบตกลง เพราะเยว่ซินบอกว่าจะเลี้ยงขออภัยนาง หากปฏิเสธพี่สาวคนสวยจะเสียใจ
ทั้งสามจึงพากันขึ้นรถม้า โดยเยว่ซินนั่งกับเสี่ยวฮวา และเยว่เล่อนั่งแยกไปอีกคันมุ่งสู่วังหลวง