…
เงาร่างสีดำผุดเข้าผุดออกตามเงาไม้ กระทั่งรอยเท้าก็ไม่มีเหลือ พื้นที่โดยรอบราวกับไม่เคยมีผู้ใดเคยเดินผ่านมา
อย่างไรก็ดีสามารถมองเห็นเงาร่างสีดำได้อย่างชัดเจน ‘นาง’ เดินทางไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง เพราะความรู้สึกบอกอย่างนั้น
อ้ายเชียนเริ่มชินกับความสามารถ ‘หาวาสนา’ ของตนเองเสียแล้ว นั่นคือนางต้องทำตามความรู้สึก ทำตามสัญชาตญาณ
อย่างคราวก่อน นางได้ตกลงไปในถ้ำสัตว์อสูราตนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้สัตว์ตนนั้นกลายเป็โครงกระดูกไปแล้ว นั่นทำให้ได้รับสมบัติของมันมามาก
เหมือนสัตว์ตนนั้นจะชื่นชอบเงินทอง และเครื่องประดับวิบวับเอามาก จึงมีหีบบรรจุของเ่าั้อยู่เต็มถ้ำของมัน
นี่เป็เพราะความสามารถในการหาโชควาสนาแท้ๆ จึงทำให้นางสามารถปล้นสุสานผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
หลังจากออกจากถ้ำมา อ้ายเชียนก็ยังไม่พบกับเมืองแม้แต่น้อย ทำให้นางสามารถคาดเดาได้ว่าตนเองน่าจะอยู่แถบชายแดน
ป่าตามแถบชายแดนระหว่างแคว้น ปกติมักจะมีสัตว์อสูร และภัยอันตรายมากมาย เมื่อออกจากเมืองหน้าด่านของแคว้นมาแล้ว เป็ไปได้ยากที่จะเจอเมืองอื่นๆ จนกว่าจะเจอกับเมืองหน้าด่านของแคว้นต่อไป
ดูจากทิศทางที่นางกำลังมุ่งไป คาดว่าน่าจะใกล้ถึงแคว้นจูเต็มที
ไฟายังไม่สงบ ดังนั้นมีบางครั้งที่อ้ายเชียนเห็นกองทัพตั้งฐานอยู่ในป่าเพื่อเตรียมรับมือข้าศึก จึงไม่แปลกหากนางตั้งใจกลบเกลื่อนร่องรอยตนเอง
แต่ยิ่งระยะห่างของกองทหารลาดตระเวนทิ้งห่างมากเท่าไหร่ อ้ายเชียนก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองได้เข้าใกล้แคว้นหูมากขึ้นเท่านั้น
ยังมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างสองแคว้นนี้ ดูเหมือนแคว้นจูจะไม่ได้ใส่ใจกับการรบกับแคว้นอวิ๋นเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากข้ามเขตแดนมาแล้ว อ้ายเชียนแทบไม่เห็นทหารของแคว้นจูเลย
เด็กหญิงไม่ได้สนใจนัก ยามเมื่อนางต้องพักผ่อนก็เข้าไปนอนในโลกใบเล็ก ยามเช้านางก็ออกเดินทางโดยกลบเกลื่อนร่องลอย
ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์หลังเดินทางออกจากสำนัก...หรือจะกล่าวว่าสุสานของคนในสำนัก อ้ายเชียนก็พบเข้ากับถ้ำแห่งหนึ่ง
เด็กหญิงยืนลังเลอยู่หน้าถ้ำ สายตามองตัวถ้ำอย่างไม่มั่นใจ เพราะความรู้สึกบอกนางให้เข้าไปในนั้น แต่ก็เกรงว่าภัยอันตรายจะหนักหนาเกินกว่าจะรับได้
แต่สำหรับผู้สำเร็จวรยุทธ์ระดับ9 ขั้นสูงสุดบนแผ่นดินนี้จะมีอะไรให้ต้องกลัวกัน! หากมิใช่สัตว์อสูราตัวเป็ๆ หรือการทดสอบโดยเงื่อนไขบ้าๆ นางไม่มีวันเพลี่ยงพล้ำเป็แน่
เมื่ออ้ายเชียนมองเข้าไปในถ้ำ อยู่ๆนางก็เกิดนิมิตเข้ามาในหัว เป็ภาพอนาคตของคนบางคน...ที่สำคัญ คนบางคนนั้นยังยิ่งใหญ่อย่างมาก
กลับกัน..มีอีกภาพหนึ่งซ้อนทับเข้ามา เป็ภาพที่คนบางคนกลับตกต่ำอย่างถึงที่สุด
นี่เป็ครั้งแรกที่นางมองเห็นนิมิตเป็เื่ราวชีวิตของผู้คน เด็กหญิงมองถ้ำอย่างประเมิน ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป เพราะคำๆหนึ่งที่ผุดขึ้นมากลางใจนาง
‘กองกำลัง’ นี่คือคำที่ผุดขึ้นมาหลังจากนางมองเห็นนิมิต อ้ายเชียนสามารถคาดการณ์ได้อย่างรวดเร็วว่าพลังของนางกำลังบอกว่ามีสิ่งใดรออยู่
หากเป็เช่นในนิมิตจริงๆ หากพวกเขายอมร่วมมือกับนาง ไม่แน่ว่าอ้ายเชียนอาจมีกองกำลังที่แข็งแกร่งในอนาคต
เด็กสาวเดินเข้าถ้ำโดยไม่รู้เลยว่าอะไรรอตนเองอยู่
ตึก ตึก ตึก ขณะที่นางก้าวเข้าไปในถ้ำ เสียงคนคุยกันก็ดังสวนมาเข้าหู
“เ้าจะออกไปดีดี หรือจะให้ข้าตีเ้าจนสลบแล้วลากศพเ้าออกไปทิ้ง” เสียงขู่คำรามดังขึ้น
“เ้าบังอาจมาแย่งถิ่นทำกินของข้าแล้ว ยามหนีภัยร้ายมายังมาแย่งถ้ำของข้าอีกหรือ เ้ามันคนเนรคุณ” คราวนี้เป็เสียงใสแจ๋วของเด็กผู้หญิงเห็นจะได้
อ้ายเชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนนางจะเข้าถ้ำลูกเสือสองตัวที่อยู่ด้วยกันไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อสายตาปรับชินกับความมืด บวกกับสายตาที่ดีกว่าคนปกติเพราะััรับรู้ทางอื่นของนาง ทำให้สามารถมองเห็นสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ได้ โดยที่พวกเขายังไม่ทันรู้ตัวว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาถึงแล้ว
เด็กสองคนนั้นมีรูปร่างผอมกะหร่อง เนื้อหนังติดกระดูกราวกับผีตายซาก หากแต่แววตาวาววับไม่ยอมแพ้เหมาะให้ผู้คนสรรเสริญยิ่ง
นอกจากนี้ทั้งสองล้วนแต่สวมใส่เสื้อผ้าป่านตัวใหญ่ขาดรุ่ย สองเท้าล้วนว่างเปล่าไม่มีกระทั่งรองเท้าเชือกถัก ร่างกายหยาบกร้านบ่งบอกว่าชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาไม่ได้ง่ายนัก
“อย่าบังอาจทวงบุญคุณข้า ข้าชดใช้ด้วยการช่วยชีวิตเ้าออกมาจากกรงค้าทาสแล้ว หากไม่แล้วป่านนี้เ้าคงกลายเป็สาวใช้อยู่ที่จวนใดจวนหนึ่งเป็แน่” เสียงเด็กชายดูเหมือนข่มขู่มีอำนาจกว่า
“เหอะ ถึงอย่างไรข้าก็ช่วยเหลือเ้าตั้งหลายครั้ง คนเนรคุณเ้ายังบังอาจมาไล่ข้าออกจากถ้ำ”
“ข้าไม่้าอยู่กับเ้า ไม่แน่ตอนข้าหลับเ้าอาจฉวยโอกาสเข้ามาปีนเตียงข้า” เสียงเด็กชายคล้ายไม่พอใจอย่างมาก
“เ้า...เ้า...สภาพเยี่ยงเ้า ข้าไปเอาหมาข้างถนนยังดีกว่าซะอีก”
เมื่ออ้ายเชียนได้ยินคำพูดตรงๆของเด็กหญิง นางก็หลุดขำออกมาไม่ได้ ทำให้เด็กทั้งสองยกมีดเล็กๆและก้อนหินที่พวกเขากำลังขู่กัน หันมาทางนางแทน
“ใคร! ออกมาเดี๋ยวนี้”
“เ้าเป็ใคร อย่าเข้ามานะไม่งั้นข้าแทง”
กลายเป็ว่าเด็กสองคนนี้ เมื่อเจอคนนอกกลับช่วยเหลือกันดียิ่ง แม้เมื่อครู่จะยังทะเลาะกันเื่แย่งถ้ำอยู่เลย อ้ายชินอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้
“พวกเ้าตามสบายเลย ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น” อ้ายเชียนทำเป็ไม่ใส่ใจเด็กทั้งสอง ความจริงพวกเขาก็อายุเท่าๆกับนางในตอนนี้
เด็กหญิงไม่พูดเปล่า ยังเดินไปยืนพิงผนังถ้ำเหมือนไม่ได้ใส่ใจเด็กทั้งสองจริงๆ นั่นทำให้ขอทานน้อยทั้งสองแปลกใจยิ่งขึ้น พวกเขามองหน้ากัน และตกลงใจได้ว่าจะจัดการผู้มาใหม่ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที
“ที่นี่เป็ของพวกข้า เ้าผู้มาใหม่ออกไปซะ” เมื่อมองเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้มาใหม่แล้ว เด็กชายในถ้ำก็ไม่ได้เกรงใจหรือหวาดกลัวอะไร เขาเพียงแปลกใจที่เห็นเด็กๆเช่นพวกเขามาอยู่ในป่าแห่งนี้
“ใช่แล้ว หากเ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าข้าโหดร้ายไร้เมตตา” เด็กหญิงขู่ได้โหดร้ายกว่ามาก
“เอาเลยๆ พวกเ้าเชิญสนทนากันต่อ ข้าเพียงผ่านมาขอนั่งพักหน้าถ้ำหลบฝนเท่านั้น” ว่าแล้วนางก็มองออกไปนอกถ้ำ เห็นฝนกำลังตกลงมาจริงๆดังว่า
“ใครอนุญาตเ้า!” เด็กชายขู่เสียงเข้ม เขาเดินออกมาจากถ้ำด้วยท่าทางคุกคาม แต่กลับต้องถอยร่นกลับเข้าถ้ำอย่างรวดเร็วเพราะใบหน้าของอ้ายเชียนที่หันกลับไปมอง
“ขี้ขลาด!” เด็กหญิงสบถใส่เด็กชาย ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกล่าว “นี่ เ้าแต่งตัวก็ดูดี คงไม่คิดจะรังแกเด็กยากจนอย่างพวกข้ากระมัง” แม้นางจะด่าเด็กชายว่าขี้ขลาด ตนเองก็เริ่มรับรู้แล้วว่าคนตรงหน้าไม่ธรรมดา แม้จะดูอายุใกล้เคียงกับพวกนางก็เถอะ
“คนตาบอดเช่นข้า จะทำอะไรพวกเ้าได้” อ้ายเชียนยิ้มเยาะ เพราะฝนตกหนักทำให้แสงน้อยลง หญิงสาวจึงหักแท่งจุดไฟ หยิบคบเพลิงที่คาดหลังไว้ขึ้นมา
เมื่อคบเพลิงถูกจุด เด็กทั้งสองในถ้ำก็สามารถเห็นผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน นางสวมใส่ชุดสีดำขนาดพอดีตัวทะมัดทะแมงดั่งเหล่านักฆ่า ใบหน้างดงามกว่าครึ่งถูกปกปิดไว้โดยผ้าพันดวงตาสีขาว บ่งบอกว่านางสูญเสียการมองเห็นจริงๆ
“เป็ไปไม่ได้ หากท่านตาบอดจริงเหตุใดจึงรอดจากป่าแห่งนั้นมาได้” เด็กชายเอ่ยถามอย่างเคารพ เขาเองก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา อย่างน้อยในชีวิตนี้ก็ไม่เคยพบเจอใครแข็งแกร่งเท่าคนตรงหน้า...อย่าว่าแต่เด็กอายุเท่าๆกันเลย กระทั่งเหล่าปีศาจเฒ่าก็ไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งเท่าคนตรงหน้า
“แม้ข้าจะตาบอด แต่ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยพลังยุทธ์” อ้ายเชียนอธิบายง่ายๆ ไม่ได้พูดถึงเื่ััทั้งห้า เพราะอย่างไรคนทั่วไปก็คงไม่มีใครสนใจกะอีแค่คนตาบอด ให้พวกเขาคิดกันต่อเองเถอะ ว่าพลังยุทธ์ช่วยให้นางเดินได้อย่างคนปกติยังไง
“...” เด็กทั้งสองมองหน้ากันเงียบๆ พวกเขาตัดสินใจว่าจะไม่ทำให้ผู้เยี่ยมยุทธ์มีน้ำโห ดูจากท่าทางแล้วนางก็ไม่ได้ร้ายกาจ ไม่เช่นนั้นคงไม่รอให้พวกเขาต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นานสองนาน
เด็กทั้งสองยอมลงให้แล้ว แต่ก็ยังคงถืออาวุธในมือตนเองแน่นและหลบเข้าไปในถ้ำลึกๆ โชคร้ายที่ถ้ำแห่งนี้ไม่ได้ลึกขนาดนั้น
ทันใดนั้นนอกถ้ำซึ่งมีฝนตกห่าใหญ่ก็ปรากฎร่างของคนกลุ่มหนึ่งอย่างฉับพลัน
อ้ายเชียนดับคบเพลิงอย่างรวดเร็ว ดวงตาหรี่เล็กลงหลายส่วน เด็กๆด้านในเมื่อเห็นว่านางดับคบเพลิงพวกเขาก็ทำเพียงระวังตัวมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถรับรู้ถึงผู้มาใหม่ด้านนอกถ้ำได้
“ชู่ว” เสียงแ่เบาดังข้างหูเด็กทั้งสอง ทำให้พวกเขาเผลอเงียบตามที่ผู้เยี่ยมยุทธ์ชุดดำบอกโดยไม่รู้ตัว กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบวิ่งมาทางถ้ำ