บทที่ 34 ความขัดแย้งภายใน
หากนิสัยของฉินอิงเดือดดาลขึ้นมาก็น่ากลัวยิ่งนัก ในยามปกตินางก็เข้ากับผู้อื่นได้ยากอยู่แล้ว ความคิดอ่านชั่วร้าย คำพูดยิ่งไม่เลือกหน้า หากว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้ามิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางแล้วละก็ เกรงว่านางจะยิ่งกล่าววาจาชั่วร้ายได้มากกว่านี้
“ดีจริง ไม่อยากได้งั้นหรือ?! ถ้าไม่อยากได้เ้าก็ไสหัวไปเสีย!! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เ้าคิดว่าเ้ายังจะอยู่ในจวนตระกูลฉินต่อไปได้อีกหรือ คุณหนูรองแห่งตระกูลฉิน? คิดหวังสวยหรูเสียจริง ถ้าไม่มีข้าแล้ว ด้วยนิสัยมักมากของพ่อเ้า เ้าคิดหรือว่าคุณหนูในตระกูลฉินจะมีแค่เ้ากับฉินหยวนนางเด็กต่ำช้านั่นเพียงสองคน!!” เมื่อกล่าวจบ อนุหลี่ก็พบว่าเสียงของตนเองดังเกินไป จึงรีบเบาเสียงลงทันที แล้วหันไปมองรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใด นางจึงลากตัวฉินอิงที่อยู่นอกประตูเข้ามาอย่างแรง
“เ้ามันช่างชั่วช้า ถ้าไม่มีข้าผู้เป็แม่ เ้าคงตายไปนานแล้ว! ดังนั้น เ้าไม่มีสิทธิ์มาะโใส่ข้าที่นี่! เข้าใจหรือไม่?” อนุหลี่กดตัวฉินอิงไว้กับประตูพลางกล่าวเตือน และตบหน้านางเบา ๆ ด้วยสีหน้าดูแคลน
ตามปกติแล้ว แม้นางจะแสร้งทำเป็มารดาที่ดี แต่ความจริงแล้ว บุตรสาวผู้นี้เป็เพียงเครื่องมือที่นางใช้เพื่อไต่เต้าขึ้นเป็ฮูหยินใหญ่เท่านั้นเอง
ถึงแม้บุตรสาวผู้นี้จะไร้ประโยชน์ แต่ในวันข้างหหน้าเมื่อนางโตขึ้น ก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง หากนางสามารถแต่งงานเข้าตระกูลที่ดีตระกูลหนึ่งได้
ฉินอิงยืนนิ่งเฉยด้วยใบหน้าเ็า ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยอมพยักหน้ารับทราบคำพูดของผู้เป็มารดา
ในเวลานี้ ความคิดชั่วร้ายต่างผุดขึ้นในสมองของฉินอิง แต่สุดท้ายก็ถูกนางกดข่มเอาไว้ เพราะถึงแม้นางจะไม่ฉลาดมากพอ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น ในยามนี้นางไม่อาจจากหญิงตรงหน้าไปได้ จึงทำได้เพียงพึ่งพานางต่อไป!
วันหนึ่ง เมื่อนางได้พึ่งพาองค์ชายหนิงหรือเข้าวังได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็ฉินหยวนชั่วช้าผู้นั้นหรือหญิงที่อยู่ตรงหน้า นางจะไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว!
นางคือฉินอิงเป็บุตรสาวของอนุหลี่!!
ความชั่วร้ายย่อมไม่น้อยไปกว่าผู้เป็มารดา มีแต่จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกชั้น
“พอแล้ว ไปให้พ้น! อย่ามารบกวนข้า! ข้ากำลังหงุดหงิดอยู่!” หลังจากทะเลาะกันแล้ว อนุหลี่ก็โบกมือไล่นางไป บอกให้นางรีบไปให้ไกล ในยามที่กำลังหงุดหงิดเช่นนี้ อนุหลี่ไม่อยากเห็นหน้าฉินอิงแม้แต่นิดเดียว
ฉินอิงไม่ได้พูดอะไร นางเพียงแค่ส่งเสียงหึในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่ฉินอิงจากไป ภายในห้องก็เหลืออนุหลี่เพียงคนเดียว นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ พยายามทำใจให้สงบ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด จึงะโเรียกคนข้างนอกว่า “หลิวหลีเ้าไปมุดหัวอยู่ที่ใด?! รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้!”
หลังจากที่อนุหลี่ะโด้วยความโมโหแล้ว หลิวหลีที่กำลังยุ่งอยู่ไม่ไกลนักได้ยินเสียงเรียก จึงรีบวิ่งมาหานางทันที
“นายหญิง ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือไม่เ้าคะ?” หลิวหลีคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ซ่อนไม่มิด
ถึงแม้อนุหลี่จะเป็ที่โปรดปราน แต่นิสัยของนางกลับแย่มาก
ปกติแล้ว หากนางอารมณ์ไม่ดีอยู่คนเดียวในห้อง หลิวหลีก็ไม่กล้าเข้าใกล้เลย นอกจากนางจะเรียกหาเอง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่โง่พอที่จะเข้าไปหาเอง เพราะมันเท่ากับการส่งตัวเองเข้าไปตาย
“ไป! เ้าออกไปหารถม้ามาให้ข้า! ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ได้ทั้งนั้น!” อนุหลี่ไม่อาจนั่งรอความตายอยู่ที่นี่ได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะนั่งนิ่งอยู่ที่นี่โดยไม่ทำอะไรเลย รอให้ความตายมาเยือน!
“ทราบแล้วเ้าค่ะ” หลิวหลีพยักหน้าไม่พูดอะไรอีก รีบหมุนตัวออกไปตามหารถม้าทันที
หลิวหลีรู้ดีว่าในเวลาเช่นนี้ หากไม่โง่เขลาจนเกินไปก็ควรจะรีบรับปากแล้วออกไปเสีย
หลังจากสั่งการเสร็จแล้ว อนุหลี่ก็กลับไปที่โต๊ะ นางมองภาพสะท้อนของใบหน้าตัวเองในกระจก ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
เวลานั้นไม่เคยหยุดนิ่ง บัดนี้นางไม่ได้อ่อนเยาว์และงดงามเหมือนแต่ก่อนแล้ว หากนางไม่ฉวยโอกาสโค่นล้มฮูหยินและพวกตระกูลไป๋เสียตอนนี้ เมื่อเวลาผ่านไปนางยิ่งแก่ตัวลง และเมื่อมีสาวงามคนใหม่เข้ามาข้างกายนายท่าน นางกลัวว่าจะไม่มีโอกาสอีกต่อไป
“ฉินหยวน นางเด็กชั่ว! กล้าทำเช่นนี้กับข้า คอยดูเถิดว่าต่อไปข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!” อนุหลี่จ้องมองเงาสะท้อนของตนเองตรงหน้ากระจกด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
ภายใต้การนำทางของหงอวี้ ในตอนนี้อนุหยางและเจี้ยงหงก็มาถึงเรือนบัวหยกด้วยกัน ครั้งนี้พวกนางยังคงหลบเลี่ยงผู้คนและแอบเข้ามาอีกครั้ง เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่าจะทำให้อนุหลี่ตื่นตระหนก เพราะหากปลุกให้อนุหลี่ตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ยากที่ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
ทุกอย่างจะกลายเป็เื่ยากที่จะคาดเดา…
“คุณหนู ท่านรีบร้อนเรียกข้ามาเช่นนี้ มีเื่อันใดหรือ?” ทันทีที่อนุหยางก้าวเข้ามาในห้องก็ไม่เอ่ยอ้อมค้อมแต่อย่างใด รีบเอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกมาทันที
ก่อนหน้านี้นางกำลังทานอาหารเช้าอยู่ แต่ดูเหมือนว่าคุณหนูร้อนใจมาก อนุหยางจึงหยุดทานอาหารเช้า แล้วรีบเร่งมาที่นี่ทันที
“อนุหยางมาถึงแล้ว เชิญนั่งก่อนเถิด… ชิงเหอไปยกน้ำชามา” เมื่อเห็นอนุหยางมาถึงแล้ว ฉินหยวนจึงลุกขึ้นไปจับมือนางเตรียมจะพูดทันที
ในยามนี้ฉินหยวนราวกับผู้ใหญ่ในร่างเด็กสาว เพราะนางรู้ทุกอย่างและเข้าใจทุกสิ่งเป็อย่างดี
“เ้าค่ะ” ชิงเหอพยักหน้า แล้วเดินออกไป
“คุณหนู เกิดเื่ใหญ่อันใดขึ้นหรือไม่? หรือว่าอนุหลี่ผู้ต่ำช้านั่นทำสิ่งใดอีกแล้ว” อนุหยางเบิกตากว้างถามอย่างอดไม่ได้ ตอนนี้เป็่เวลาสำคัญ นางกังวลว่าจะมีเหตุการณ์ผันผวนเกิดขึ้น ในเมื่อมีโอกาสแก้แค้นได้ยากเช่นนี้แล้ว นางย่อมไม่อยากให้มีสิ่งใดผิดพลาดเป็เื่ธรรมดา
“เื่นั้นไม่มีหรอก วันนี้ที่ข้าเรียกอนุหยางมาเพราะอยากจะถามว่า นอกจากเงินที่หายไปสองแสนตำลึงแล้ว ในบัญชียังมีจุดใดผิดปกติอีกหรือไม่?” ฉินหยวนถามด้วยสีหน้าจริงจัง ใน่เวลาสำคัญ หากมีปัญหาอะไรต้องรีบค้นพบและแก้ไขไปพร้อมกัน นางรู้สึกว่าตามนิสัยของอนุหลี่แล้ว นางรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้อันตราย ย่อมไม่เกิดเื่ผิดพลาดขึ้นง่าย ๆ แน่นอน
พวกนางต้องรีบนำสิ่งเ่าั้ส่งออกไปตอนที่นางยังไม่มีโอกาสจัดการ
เมื่ออนุหยางได้ยินฉินหยวนถามเช่นนี้ นางก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที นางทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง สักพักจึงตอบอย่างจริงใจว่า “มี”
ฉินหยวนได้ฟังดังนั้น ดวงตาก็เป็ประกายวาบ นางรู้อยู่แก่ใจว่าคนโลภมากอย่างอนุหลี่ ในตอนที่ผู้ดูแลหลี่เป็ผู้ดูแลจวนตระกูลฉิน ย่อมไม่มีเพียงแค่เื่ยักยอกเงินสองแสนตำลึงเป็แน่!
อย่างไรเสีย ตระกูลฉินก็ถือว่าร่ำรวย เงินสองแสนตำลึงก็ยังพอหาได้อยู่
“ยังมีจุดไหนอีกงั้นหรือ? รีบบอกข้ามาเร็วเข้า” ฉินหยวนดูเหมือนจะร้อนใจเป็พิเศษ นางจับมืออนุหยางไว้แน่นพร้อมกับกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้น
“เจี้ยงหง เอาบัญชีมา” อนุหยางพยักหน้า แล้วหันไปสั่งเจี้ยงหงที่อยู่ข้างกาย
เจี้ยงหงพยักหน้าตอบรับ นางไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะวางบัญชีลงบนโต๊ะ
“คุณหนู ทั้งท่านและข้าต่างก็รู้ดี อนุหลี่นั่นมีความโลภมากเพียงใด เงินสองแสนตำลึงจะเพียงพอที่จะอุดปากนางได้อย่างไร? ท่านลองดูตรงนี้เถิด เห็นได้ชัดว่ายังขาดอยู่เกือบห้าหมื่นตำลึง” ระหว่างที่พูดอนุหยาง ก็ยื่นนิ้วมือออกไปชี้ให้ฉินหยวนดู