ตอนที่ 22 กินข้าวด้วยกัน
“สหายฉู่ ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานนายก็จะได้กลับไปแล้วล่ะ” หานชีเยวี่ยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
การสอบเกาเข่า[1]ปลายปีนี้ ฉู่เจี้ยนกั๋วต้องสอบผ่านแน่ๆ ถึงตอนนั้นเขาก็ได้กลับไปแล้วเพียงแต่คำพูดบางคำ ไม่เหมาะที่จะพูดออกมาในตอนนี้
ฉู่เจี้ยนกั๋วมองหานชีเยวี่ยอย่างครุ่นคิด“ผมได้ยินมาว่า เธอชอบเรียนหนังสือมาก แล้วก็เรียนเก่งมากด้วย?”
แม้ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆฉู่เจี้ยนกั๋วถึงถามคำถามนี้ขึ้นมา แต่หานชีเยวี่ยก็พยักหน้าอย่างจริงจัง“ฉันชอบเรียนหนังสือค่ะ แต่จะว่าเรียนเก่งก็คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะหลายปีมานี้...”
หานชีเยวี่ยยังพูดไม่จบประโยคฉู่เจี้ยนกั๋วก็เข้าใจความหมายของเธอแล้ว หลายปีมานี้แม้แต่โรงเรียนในเมืองก็ยังไม่ค่อยมีใครตั้งใจเรียนเลยยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่ห่างไกลอย่างที่นี่
“ถ้าชอบเรียนหนังสือต่อไปก็หาเวลาว่างศึกษาอ่านหนังสือให้มากๆ ล่ะ มันเป็ประโยชน์มาก!”
หานชีเยวี่ยเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของฉู่เจี้ยนกั๋วเป็อย่างดีนี่เป็การบอกใบ้ให้เธอตั้งใจเรียนหนังสือ หรือว่าฉู่เจี้ยนกั๋วเองก็พอจะรู้ข่าวเื่การสอบเกาเข่าที่จะกลับมาจัดสอบอีกครั้งแล้วงั้นเหรอ?
จริงสิข่าวใหญ่เื่การกลับมาจัดสอบเกาเข่า แม้จะเพิ่งตัดสินใจกันแบบฉุกละหุกแต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องมีเค้าลางอยู่บ้าง
ฉู่เจี้ยนกั๋วน่าจะเป็คนปักกิ่งแถมที่บ้านก็มีเส้นสาย คงไม่แปลกถ้าจะมีคนส่งข่าวอะไรบางอย่างให้เขาล่วงหน้า
หานชีเยวี่ยยิ้มรับพร้อมกับกล่าวขอบคุณฉู่เจี้ยนกั๋ว“นายพูดถูก สหายฉู่ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน มีเพียงความรู้เท่านั้นที่ติดตัวเราไปได้”
“แล้วพี่ชายของเธอที่บ้านล่ะพวกเขาชอบเรียนหนังสือกันหรือเปล่า?”
ฉู่เจี้ยนกั๋วพอจะรู้เื่ราวของบ้านตระกูลหานอยู่บ้างเขาจึงรู้ว่าครอบครัวหานเป็ครอบครัวเดียวในชุมชนที่ส่งเสียลูกๆทุกคนให้เรียนหนังสือ พอถูกฉู่เจี้ยนกั๋วถามขึ้นมาแบบนั้น หานชีเยวี่ยก็นึกอะไรดีๆออก
“สหายฉู่ฉันมีเื่หนึ่งอยากจะขอรบกวนหน่อย พี่ชายของฉันพื้นฐานไม่ค่อยดีนายพอจะมีเวลาว่างช่วยติวหนังสือให้พี่ชายของฉันได้ไหมคะ?”
สีหน้าของฉู่เจี้ยนกั๋วดูลำบากใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอร้องของหานชีเยวี่ย“ตอนกลางวันผมต้องทำงาน ตอนกลางคืนเวลาก็เหลือน้อยเกินไป”
ั้แ่ที่เขามาอยู่ที่นี่เขายังแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือของตัวเองเลยแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปช่วยติวหนังสือคนอื่นอีกล่ะ
“สหายฉู่หลังเลิกงานมาทานข้าวเย็นที่บ้านพวกเราสิ จากนั้นค่อยติวหนังสือให้พี่ชายของฉันเป็ยังไง? ส่วนเื่ค่าตอบแทนนายอยากได้อะไรเป็พิเศษหรือเปล่า?”
“ถ้าผมเอาอาหารไปให้ที่บ้านเธอแล้วไปทานข้าวที่บ้านเธอด้วย ผมก็ไม่้าค่าตอบแทนอะไรแล้ว”
ฉู่เจี้ยนกั๋วเปลี่ยนใจรับคำชวนของหานชีเยวี่ยอย่างน่าอายเพียงเพราะหานชีเยวี่ยชวนเขาไปทานข้าว
หานชีเยวี่ยเองก็พอรู้มาบ้างว่าก่อนหน้านี้ฉู่เจี้ยนกั๋วย้ายออกจากศูนย์ยุวชนมาอยู่ตามลำพังเธอจึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ให้เขา
แต่สำหรับข้อเสนอเื่ที่ให้เอาอาหารมาให้ด้วยนั้นหานชีเยวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งเดิมทีเธอแค่อยากให้ฉู่เจี้ยนกั๋วมาทานข้าวด้วยกันในวันที่เขามาสอนหนังสือเท่านั้นแต่ถ้าให้เอาอาหารมาให้แบบนี้ก็เท่ากับว่าต้องมาทานข้าวด้วยกันทุกมื้อเลย
“ฉันขอกลับบ้านไปปรึกษาย่าก่อนแล้วค่อยให้คำตอบนายอีกทีได้ไหม?” หานชีเยวี่ยเอ่ยขึ้น
แม้ว่าลึกๆแล้วเธอจะอยากให้คนที่เป็ระดับเทพด้านการเรียนในชาติก่อนอย่างฉู่เจี้ยนกั๋วมาช่วยติวหนังสือให้กับพี่ชายของเธอใจแทบขาดแต่การที่ต้องกินข้าวด้วยกันทั้งสามมื้อแบบนี้นับว่าเป็เื่ใหญ่เธอจึงต้องรอบคอบหน่อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง่นี้เธอกำลังวางแผนที่จะลงทุนกับเื่อาหารการกินให้มากขึ้นด้วยถ้าเป็แค่คนในครอบครัวจะกินอะไรก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรแต่ถ้ามีคนนอกเข้ามาด้วยแบบนี้ ก็อาจเกิดปัญหาได้
“ควรจะเป็แบบนั้น!”ฉู่เจี้ยนกั๋วพยักหน้า
เด็กสาวตัวเล็กๆ แบบนี้จะให้ตัดสินใจเื่สำคัญขนาดนี้โดยไม่ปรึกษาผู้ใหญ่ในบ้านคงไม่ได้
ระหว่างทางกลับบ้านที่ทั้งสองคนเดินคุยกันไปทำให้พวกเขารู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น พอเดินมาใกล้ถึงทางเข้าชุมชน หานชีเยวี่ยก็หยุดเดิน
ฉู่เจี้ยนกั๋วมองด้วยความสงสัย“ทำไมเธอไม่เดินต่อล่ะ?”
“สหายฉู่ นายกลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวฉันค่อยกลับทีหลัง”
ชายหญิงเดินกลับเข้าชุมชนพร้อมกันสองต่อสองแบบนี้ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเอาเื่อะไรไปนินทาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหานชีเยวี่ยเธอรู้ตัวดีว่า่นี้เธอกำลังเป็ที่จับตามองของใครหลายคนในชุมชน
หลังจากที่ฉู่เจี้ยนกั๋วเข้าใจความหมายของหานชีเยวี่ยเขาก็พยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “เธออายุยังน้อย แต่กลับคิดได้รอบคอบขนาดนี้”
ที่หานชีเยวี่ยให้ฉู่เจี้ยนกั๋วเดินกลับไปก่อนนั้นส่วนหนึ่งก็เป็เพราะกลัวว่าจะมีข่าวลือแปลกๆอีกส่วนหนึ่งเป็เพราะว่าของที่เธอเตรียมจะเอากลับบ้านยังอยู่ในมิติหากมีฉู่เจี้ยนกั๋วอยู่ข้างๆ เธอคงไม่สะดวกที่จะหยิบของออกมาเท่าไหร่นัก
ฉู่เจี้ยนกั๋วไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วหานชีเยวี่ยคิดอะไรอยู่หลังจากที่ร่ำลากันแล้ว เขาก็เดินกลับห้องของตัวเองทันทีฉู่เจี้ยนกั๋วย้ายออกมาจากบ้านพักของกลุ่มเยาวชนแล้ว ตอนนี้เขาเช่าบ้านหลังเล็กๆขนาดสำหรับสองคนอาศัยอยู่
แม้ว่าบ้านหลังนี้จะเล็กแต่ก็เป็บ้านส่วนตัวอยู่ตามลำพังคนเดียวอยู่สบายกว่าตอนที่อยู่บ้านพักรวมเยอะ
ข้อเสียอย่างเดียวก็คือฉู่เจี้ยนกั๋วทำอาหารไม่เป็ ทุกวันเวลาจะกินข้าวทีไรก็ลำบากทุกทีแม้ว่าั้แ่ตอนแรกๆ ที่เขากินข้าวแบบกึ่งดิบกึ่งสุกจนตอนนี้กินข้าวสุกแบบไหม้ๆจนชิน จนไม่เคยท้องเสียอีกเลย แต่รสชาติมันช่างแย่จนฉู่เจี้ยนกั๋วไม่อยากจะนึกถึง
ฉู่เจี้ยนกั๋วใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนนี้มาเจ็ดปีแล้วแน่นอนว่าเขารู้ดีว่าบ้านตระกูลหานฐานะยากจน อาหารการกินก็ไม่ค่อยดีแต่เขาก็คิดว่า แค่อาหารสุก ไม่ไหม้เกรียม ก็ถือว่าดีกว่าที่เขาทำเองแล้ว
พอหานชีเยวี่ยกลับถึงบ้าน เธอก็หยิบของดีๆออกมาจากมิติกองใหญ่ จนย่าของเธอมองตาแทบถลน ย่าของเธอถึงขั้นอยากจะเอ่ยปากบอกว่าเอาเงินมาให้ย่าเก็บไว้ให้เถอะ แบบนี้ไม่กี่วันเงินที่หลานสาวหามาได้ก็หมดเกลี้ยงแน่ๆ แต่สุดท้ายย่าของหานชีเยวี่ยที่รักและเอ็นดูหลานสาวคนนี้เป็ที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่เดินไปที่สวนหลังบ้านแล้วเด็ดมะเขือเทศแดงก่ำที่สุกงอมเต็มที่แล้วยื่นให้หลานสาวของเธอกินดับกระหาย
ระหว่างที่หานชีเยวี่ยกำลังกินมะเขือเทศอยู่นั้นเธอก็เล่าเื่ที่คุยกับฉู่เจี้ยนกั๋วให้ย่าของเธอฟัง พอฟังจบย่าของเธอก็หัวเราะออกมา
“ก่อนหน้านี้ย่าก็ได้ยินคนอื่นเขาพูดกันอยู่เหมือนกันว่าสหายฉู่ทำอาหารไม่เป็ รอบๆ บ้านพักของเขาได้กลิ่นข้าวไหม้อยู่บ่อยๆ”
พอได้ยินย่าหานอธิบายแบบนั้นหานชีเยวี่ยถึงได้เข้าใจว่าที่แท้เป็เพราะแบบนี้นี่เองไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่เป็ระดับเทพด้านการเรียนอย่างสหายฉู่จะเป็มือสังหารในครัวซะได้ น่าสงสารจริงๆ ที่ต้องทนกินข้าวไหม้ๆ อยู่ทุกวัน
“ย่าคะแบบนี้เราตบปากรับคำกับเขาไปเลยดีไหมคะ?”
“เื่นี้มันไม่ง่ายที่จะรับปากเลยนะแม้ว่ามีคนกินข้าวเพิ่มมาอีกหนึ่งคนจะไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ยังไงซะเขาก็ไม่ใช่คนในครอบครัวของเรา”
ไม่ใช่คนในครอบครัวก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องมากินข้าวร่วมกันเมื่อหลายปีก่อนตอนที่กลุ่มยุวชนเพิ่งมาใหม่ๆทางชุมชนก็ให้พวกเขากินข้าวกับชาวบ้านตามบ้านต่างๆสุดท้ายก็ทะเลาะกันจนต้องแยกออกมาสร้างบ้านพักให้ใหม่
ฉู่เจี้ยนกั๋วอยู่ในชุมชนมาเจ็ดปีแล้วย่าของหานชีเยวี่ยก็พอจะรู้จักนิสัยใจคอของเขาอยู่บ้างรู้ว่าเขาเป็คนมีความสามารถ ขยัน อดทน แล้วก็ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่อย่างไรเสียการรู้จักกันก็ส่วนรู้จักกัน การอยู่ร่วมกันนานๆ เป็อีกเื่หนึ่ง
“บ้านของเราก็ฐานะยากจนแบบนี้สหายฉู่เขาจะทนได้เหรอ? แล้วถ้าเขากินไม่ได้ กินไม่อิ่มสุดท้ายจะมีคนเอาไปนินทาว่าพวกเรากดขี่ข่มเหงสหายฉู่หรือเปล่า?”
“ย่าคะงั้นเื่นี้เราลองคุยกับสหายฉู่ก่อน ลองให้เขามาทานข้าวก่อนสักสองสามวันย่าว่าเป็ยังไงคะ?”
แต่ย่าของเธอก็ยังคงไม่เห็นด้วย “อาเยวี่ยถ้าให้เขากินข้าวด้วยกันสองสามวันแล้วแบบนี้หลานจะไม่ละอายใจที่ไล่เขาออกจากบ้านหรือ?”
“อย่างมากก็แค่สองสามเดือนเองค่ะสหายฉู่ก็ต้องกลับเมืองแล้ว”
การสอบเกาเข่าครั้งนี้ฉู่เจี้ยนกั๋วต้องสอบผ่านแน่อย่างไม่ต้องสงสัย พอถึง่ตรุษจีนสหายฉู่ก็จากไปแล้ว อย่างมากก็คงอยู่ด้วยกันไม่เกินสี่เดือนหรอก
พอย่าของหานชีเยวี่ยได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่คิดในใจว่า หลานสาวของเธอนี่ยังเด็กจริงๆ ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลยไม่รู้หรือไงว่าใจคนเรามันยากแท้หยั่งถึง!”
“ย่าคะ หนูแค่อยากให้พี่ชายมีอนาคตที่ดีไม่อยากให้พวกเขาต้องทนทุกข์อยู่ในชุมชนนี้ไปตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่มีครูดีๆ แบบนี้พวกเขาจะเรียนได้ยังไงล่ะคะ?”
เชิงอรรถ
[1]] 高考ระบบสอบเกาเข่า เป็ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีนถือเป็การสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กนักเรียนจีนซึ่งโอกาสสอบมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น โดยปกติจะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 8 มิถุนายนของทุกปี การสอบเกาเข่าจะใช้เวลาราว 2 – 3 วันหรือในบางมณฑลอาจนานกว่านั้นในส่วนของมาตรฐานและกฎระเบียบการจัดสอบเกาเข่านั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและการพัฒนาด้านการศึกษาของจีน