ตอนที่ 1 (6)
ในตอนเที่ยงผมกลับบ้านไปหนึ่งรอบ ไปอยู่เป็เพื่อนคุณพ่อกับคุณแม่ ทั้งยังทานมันเทศเตาดินที่พี่ชายลงมือเผาด้วยตัวเอง คุยเล่นกับทุกคนจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเย็น
เวลาสามทุ่มกว่าๆ ก็กลับถึงตึกดาดฟ้าหลังนั้นของอากุ้ยแล้ว ยังมีลูกค้าหลายคนรออยู่ในร้านกระจกที่ชั้นหนึ่ง พนักงานสิบคนรวมอากุ้ยและเว่ยเสียงเข้าไปด้วย ทุกคนยุ่งวุ่นวายเป็พัลวัน ภรรยาของอากุ้ยรับสายโทรศัพท์ไม่หวาดไม่ไหว
“กิจการรุ่งเรืองนี่!” ผมพูดพลางเดินผ่านป้ายสีส้มที่มีชื่อร้านว่าออเรนจ์แล้วขึ้นบันไดเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างไปยังชั้นบน
“อาหม่าน!” เว่ยเสียงพุ่งออกมาะโเรียกผมที่บันไดก่อนที่ผมจะเปิดประตูเข้าไป “ข้าวห่อไข่!”
ผมพยักหน้าส่งให้เขาอย่างระมัดระวัง ในมือของเขายังถือเครื่องทำลอนผมอยู่ เห็นได้ชัดว่ารีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมา
หลังจากขึ้นไปชั้นบนแล้ว ผมทำข้าวห่อไข่ไซซ์ใหญ่สามจานและข้าวห่อไข่ไซซ์เล็กอีกหนึ่งจานให้พวกเขา แถมยังทอดสเต๊กหมูสูตรต้นตำรับญี่ปุ่น แล้วยกลงไปชั้นล่างให้เสี่ยวจวี๋ที่เพิ่งจะส่งลูกค้าออกประตูไป
“ไอ้หยา จะลำบากขนาดนี้ทำไมล่ะเนี่ย!” เสี่ยวจวี๋มองผมด้วยความปลื้มใจ
“ยุ่งขนาดนี้ พวกเธอคงจะไม่มีเวลาแม้กระทั่งสั่งอาหารมาทานน่ะสิ เว่ยเสียงบอกว่าเขาอยากทาน ฉันก็เลยทำให้ ถึงยังไงก็ใช้วัตถุดิบในตู้เย็นอยู่แล้ว ไข่ก็หมดแล้วด้วย” ผมยิ้ม
เสี่ยวจวี๋หยิบข้าวห่อไข่เข้าไป เว่ยเสียงยื่นมือมารับ จากนั้นเสี่ยวจวี๋ก็ฟาดเข้าไปที่ท้ายทอยของเขาอย่างเต็มแรงไปหนึ่งป้าบพลางพูดว่าทำไมถึงไม่มีมารยาทเอาซะเลยอะไรทำนองนี้แหละ
ตอนที่ผมขึ้นชั้นบนก็ไปนั่งอยู่ตรงหัวบันได ใจล่องลอยไปอย่างไร้การควบคุม
ครอบครัวนี้น่าจะไม่มีนิสัยชอบคุกคาม หากว่ามีละก็ พี่ชายที่อยู่กับพวกเขามานานคงจะเตือนผมแล้วล่ะ สุดท้ายแล้วผมก็ไม่อาจทำลายเกราะกำแพงป้องกันที่สร้างขึ้นมาได้
เมื่อรู้สึกว่าร่างโอนเอนไปมา ก็ตอนที่เกือบจะร่วงตกบันไดอยู่รอมร่อ เฉ่าเหมยโผล่ออกมาแล้ว
‘ฉันจะไปเขียนบันทึก!’ เธอพูดอย่างดีใจ
-------------------------
่บ่ายวันต่อมา เมื่อผมกลับจากตลาดพลบค่ำแล้ว บังเอิญเจอกับครอบครัวของอากุ้ยที่กำลังถือกระเป๋าขึ้นรถรับส่งสนามบินอยู่พอดี
เสี่ยวจวี๋และลูกชายวัยสามขวบของเธอนั่งอยู่บนรถแล้วเรียบร้อย อากุ้ยโบกมือให้ผม วิ่งมาบอกกับผมว่า “ที่อยู่บนตึกนั้นน่ะรบกวนพี่ช่วยดูแลให้ผมด้วยนะ อีกสองอาทิตย์เราจะกลับมา ถึงตอนนั้นแล้วผมจะซื้อของพื้นเมืองมาฝากพี่!”
“ไม่ได้บอกว่าให้ดูแลเด็กน้อยหรอกเหรอ” ผมถาม
“ใช่น่ะสิ ก็ที่อยู่บนบ้านตัวนั้นไงล่ะ!” อากุ้ยหัวเราะยกใหญ่ ปีนขึ้นไปบนรถตู้แล้วปิดประตู
จากนั้นรถก็พ่นควันและค่อยๆ เคลื่อนตัวออกห่างจากผมไป
ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะเป็ผมกับเว่ยเสียงที่ต้องดูแลบ้านด้วยกัน จู่ๆ ความหนาวเย็นก็ผุดขึ้นมาจากฝ่าเท้า ถ้าหากว่าอยู่ดีๆ ซายะก็โผล่ขึ้นมา สถานการณ์จะต้องแย่มากแน่ๆ!
เมื่อขึ้นไปถึงห้องนั่งเล่นชั้นบน เว่ยเสียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน เลื่อนไปเลื่อนมาสลับซ้ายขวาเพื่อดูหัวหุ่นจำลองที่ถูกเขาตัดผมยาวช่อหนึ่งและสั้นช่อหนึ่ง
เมื่อเขามองเห็นผม ก็ะโขึ้นมา “ข้าวห่อไข่” จากนั้นก็ก้มศีรษะลงไปออกแบบพิเศษของเขาต่อ
“ฉันไม่ได้ชื่อข้าวห่อไข่สักหน่อย…” เดินลากเท้าไปห้องครัวอย่างเชื่องช้าๆ พร้อมกับนำวัตถุดิบที่ซื้อมาแช่เข้าไปในตู้เย็น เมื่อเห็นกระป๋องเต้าหู้ยี้ที่ผมให้เขามาอยู่ในตู้เย็น ผมลุกขึ้นมาอย่างสิ้นหวังแล้วก็เริ่มลงมือทำข้าวห่อไข่
ตอนที่ผมจัดจานยกไปเสิร์ฟข้างๆ ของเขา สิ่งเดียวในสายตาเขาจดจ่ออยู่คือหัวคนที่น่ากลัวถูกเขาวาดด้วยเคราแมวและอายแชโดว์หนา
“อาเสียง” ผมเรียกเขาหนึ่งที แต่เขากลับหยิบผมขึ้นมาหนึ่งหยิบมือ กรรไกรก็ขยับฉับๆ ไปมาอย่างรวดเร็วระหว่างนิ้วของเขา
ผมหายใจเข้าลึกๆ เพิ่มเสียงดังขึ้นไปอีก “อาเสียง ข้าวห่อไข่ของนายเสร็จแล้ว!”
กรรไกรลอยละลิ่วออกไปดังคล้ายกับเสียงปาลูกดอก ปลายแหลมเสียบเข้ากับเก้าอี้โซฟาหนังแท้ที่อยู่ด้านข้าง ตัวของเขาแข็งทื่อ หมุนคอหันมาอย่างเชื่องช้า สายตามองมาที่ผม
“เนื้อปลิวไปแล้ว” สีหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“หา” ผมเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร และทุกๆ ครั้งก็ไม่ยักจะเข้าใจ
สายตาของเขาลากกลับไปที่นิ้วมือซ้ายที่แข็งค้างอยู่เหนือศีรษะของหุ่นจำลอง สายตาของผมมองตามเขาไปแล้วจับจ้องไปบนนั้น
แหมะ แหมะ เืไหลรินหยดลงบนพื้น กองเป็แอ่งเล็กๆ ภายในเวลารวดเร็ว
ในที่สุดผมก็เข้าใจ ‘เนื้อปลิวไปแล้ว’ หมายถึงอะไร เขาที่ตั้งอกตั้งใจถูกผมทำให้ใ กรรไกรแฉลบเนื้อปลายนิ้วชี้โดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นเนื้อก็ลอยปลิวไปที่ไหนสักแห่ง
ได้ยินเสียงดังเพล้ง ข้าวห่อไข่ร่วงลงพื้นตามด้วยจานที่แตกละเอียด ผมรีบดึงทิชชูออกมากองใหญ่ กดซับลงไปที่แผลของเขา เพื่อกันไม่ให้เืไหลออกมามากไปกว่านี้
จากนั้นผมหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมา ลากเขาวิ่งลงไปชั้นล่าง ซิ่งรถไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล
หลังจากนั้นสิบนาทีเขาก็ออกมาจากห้องตรวจ นิ้วชี้มือซ้ายถูกพันห่อมาอย่างดี เขารับยาแล้วเดินมาตรงหน้าผม และใช้สายตาแปลกๆ มองผม
ในสายตาของผมแล้ว เขาเป็เด็กหนุ่มที่โตเกินวัย การที่จะมีวินัยและการดูแลตัวเองนั้น เด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่ทำได้ยาก ดูได้จากเื่ความสัมพันธ์ของเราที่ไม่ถูกเปิดโปงออกมานี้ เขาทำให้ผมเห็นว่าเขามีสิ่งที่พิเศษอยู่
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่” เว่ยเสียงถาม ใบหน้าอ่อนเยาว์มีความเย่อหยิ่งของเด็กในวัยเดียวกัน แต่กระนั้นกลับมีความเป็ผู้ใหญ่แฝงอยู่
“ฉันไม่เข้าใจว่านายหมายถึงอะไร” ผมถลึงตาจ้องเขาไป
“ก็เห็นกันอยู่ว่าคุณแค่เล่นขำๆ ทำไมจะต้องแสดงความกังวลอะไรออกมาขนาดนั้น นิ้วผมเจ็บก็ไม่ใช่เื่อะไรของคุณ คุณไม่จำเป็ต้องขี่รถถ่อมาไกลเพื่อพาผมส่งโรงพยาบาลก็ได้ ที่บ้านก็มีชุดปฐมพยาบาล” เขาจ้องผม ผมหยิกๆ นั้นดูนุ่มมาก ชวนให้นึกถึงเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
“เพราะว่า” ผมบอกเขาไปตามความจริง “ดูเหมือนมันจะสาหัสเอาการ…”
เขาพ่นลมหายใจพรืด ใช้นิ้วเคาะกลางศีรษะของผมหนึ่งที “คุณเป็แบบนี้มันจะทำให้ผมคิดไม่ซื่อ” เขาบ่นงึมงำ
“คิดไม่ซื่อเหรอ” มีอะไรให้คิดไม่ซื่อกัน ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้พยายามคิดอย่างหนักว่าทำไมเขาถึงคิดไม่ซื่อ
“ผมรู้สึกว่าผมชักจะชอบคุณมากขึ้นเรื่อยๆ” เขามองเข้ามาในแววตาของผม เหมือนกับตอนที่เขาตั้งอกตั้งใจตัดผมให้หัวหุ่นจำลอง ไม่มีแววของการล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย “คุณช่วยตอบผมมาตอนนี้เลย อยากจะคบกับผมหรือเปล่า”
‘ว้าว’ ผมกำชายเสื้อยืดไว้แน่น ผมอยากจะก้าวถอยหลัง เพราะศีรษะของเขาอยู่ใกล้จนเกินไป ผมกลัวว่าเขาจะจูบลงมาจริงๆ
“ว่ายังไง จะคบไม่คบ” เขานั่งลงตรงหน้าผม หันไปด้านข้างพลางถามผม
“คบ!” สักที่ในหัวใจ ห้องของซายะถูกเปิดออกจากด้านในสู่ภายนอกอย่างช้าๆ
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง
ซายะโผล่ออกมาตอบรับคำขอของเว่ยเสียงภายในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนผมถูกผลักกลับเข้าไป
…………………………………………………………..
สามารถติดตามอ่านก่อนใครได้ที่ บันทึกสังเกตการณ์ของเฉ่าเหมย (บันทึกของเฉ่าเหมย เล่มต้น) [นิยายแปล]
https://www.readawrite.com/a/d36c8764affea11e9a9e9fa32fcb55ad