Druw 002 แบบทดสอบทหารหรือใบสมัครงาน
ดรูว์มองประตูทางเข้าวังด้านหน้าที่ตอนนี้มีเหล่าชายชาติทหารทั้งหลายมายืนออเต็มไปหมด ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะวันนี้มันคือวันแรกที่ทดสอบคัดเลือกทหารฝึกหัดอย่างไรล่ะ ดรูว์หันมองซ้ายขวา ทำไมเธอถึงไม่เห็นผู้หญิงเลยสักคน หรือที่นี่จะมีแค่เธอคนเดียวที่เป็ผู้หญิง? ว่าแล้วก็เหล่ตาไปทางไดรกอนที่เกาะไหล่เธออยู่เสียหน่อย ในเมื่อเ้าคู่หูตัวนี้ของเธอมีความรู้มากกว่าเธอ เ้านี่ก็คงจะให้คำตอบกับเธอได้
“ทำไมข้าไม่เห็นผู้หญิงสักคนเลยล่ะ ไดร”
ัแสงตัวจ้อยเหลือบตาสีฟ้าเข้มของมันที่เหมือนกับสีของดวงตาของดรูว์มาที่หน้าคนถามก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วส่ายหน้า เฮ้ๆ อย่ามาทำท่าทางแบบนั้นนะ เธอทำอะไรผิด!?
“ข้าเตือนแล้ว เ้าก็ไม่ฟัง”
อะไร? เ้าเตือนอะไรข้าตอนไหน?
เพราะคำตอบของไดรกอนทำให้เด็กสาวทำหน้าเหลอหลา ทำได้แค่สงสัยอยู่คนเดียวเพราะไม่เข้าใจคำตอบนั่น แต่ดรูว์ก็สะบัดหน้าอย่างไม่สนใจ เดินผ่านเข้าไปในประตูเมื่อทหารคนหนึ่งมาเปิดแล้วบอกให้พวกเขาเข้าไป ข้างในนั้นช่างดูโอ่อ่า หรูหรา ใหญ่โต และด้วยอารยธรรมที่แปลกตาของที่นี่ทำให้ดรูว์มองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจใคร่รู้ แต่ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะสนใจมากไปหน่อย เพราะทุกคนต่างมองมาที่เธอเป็ตาเดียว เสียงซุบซิบที่เ้าพวกนั้นพูดถึงเธอประมาณว่าเธอเป็พวกบ้านนอกเข้ากรุง
เฮ้ย! ข้าได้ยินนะเฟ้ย! อีกอย่าง ควาเซไม่บ้านนอกเสียหน่อย ถึงจะไม่หรูหราเท่าพวกเ้า แต่ก็กว้างกว่าแอสทรัลไรล์อีกนะ!
ถึงแม้เด็กสาวกับไดรกอนจะเดินไปยังสถานที่มากมาย แต่มันไม่อลังการแบบนี้เสียหน่อย
ว่าแต่ บรรยากาศที่นี่ก็ดูคุ้นเคยแปลกๆ หรือข้าคิดไปเอง?
แล้วความหงุดหงิดอยากประทุษร้ายชาวบ้านของเด็กสาวก็ต้องดับลงเมื่อทหารหลายนายเรียกรวมพลเพื่อเข้ารับการทดสอบ เด็กสาวยอมลืมเื่เมื่อครู่เสียแต่โดยดี พอเข้าตำแหน่งประจำที่นั่งที่ทางนั้นเตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วเสร็จ ทหารก็เดินแจกกระดาษให้คนละหนึ่งใบ นั่นทำให้ดรูว์สงสัยว่ามันเป็การทดสอบแบบไหน เด็กสาวกับไดรกอนมองเ้าตัวหนังสือที่อยู่ในนั้นด้วยหวังว่ามันต้องเป็อะไรที่สุดยอดมากแน่ๆ
ชื่อ...
วันเกิด...
อายุ...
ที่อยู่...
ตำแหน่งที่อยากเป็...
สายที่อยากเข้าประจำการ...
เหตุผลที่เข้ามาเป็ทหารฝึกหัด...
เอิ่ม...สุดยอดมาก...จริงๆ ด้วย
ไม่ใช่สิเฮ้ย! นี่มันข้อสอบทหารหรือใบสมัครงานกันแน่เนี่ย!? ดรูว์อ้าปากค้าง จ้องข้อความในใบกระดาษอีกครั้งเผื่อเมื่อคืนที่เธอนอนผิดเวลาจะทำให้ตาฝาด มองตัวอักษรผิด แต่พอดูดีๆ หลายๆ ครั้ง ข้อความในกระดาษก็ยังเป็เหมือนเดิม เด็กสาวเหล่มองไดรกอนที่เกาะไหล่ตนอยู่ ไดรกอนทำหน้าไม่ต่างจากเธอเสียเท่าไหร่ พอเหล่มองรอบข้าง ดรูว์ก็ได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่มีอาการแบบนี้ เพราะไอ้ที่เป็มากกว่าเธอก็มีเยอะ ไม่สิ ทุกคนเลยต่างหาก
“นี่มันคล้ายกับใบสมัครงานในวันเดอแลนด์ของชอว์มาก” ดรูว์อดที่จะพูดถึงคนรู้จักไม่ได้ มันเหมือนเ้าใบสมัครงานนั่นมากจริงๆ
หรือว่าคนออกแบบจะเคยไปสมัครงานในวันเดอแลนด์ที่แอสทรัลไรล์แล้วเอามาเป็ตัวอย่างในการสมัครทหารฝึกหัดบ้าง?
“ถ้าเ้านั่นมาได้ยินเ้าเรียกชื่อนี้ล่ะก็ต้องโวยวายแน่ๆ” ไดรกอนส่ายหน้าไปมาเมื่อนึกถึงท่าทางเกรี้ยวกราดของคนที่ถูกพูดถึง
“กระเทยเก๊มีสิทธิบ่นอะไร อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเ้านั่นทำตัวเป็กระเทยเพราะ้าอยู่ข้างกายยูแซย์” ดรูว์พึมพำเสียงเบาขณะที่มือก็กรอกข้อมูลลงไปในกระดาษ
“…” ไดรกอนเถียงไม่ออก เพราะเขาเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
การทดสอบเป็ทหารฝึกหัดช่างเป็อะไรที่สุดยอดมาก ขนาดกระดาษมันไม่มีปากจะพูดมันยังทำให้คนอ่านมีสภาพแบบนี้ได้ ช่างน่าทึ่งจริงๆ
ดรูว์กรอกข้อมูลลงไปอย่างช่วยไม่ได้ คิดเสียว่าเ้ากระดาษนี่คือใบสมัครงานของที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนตำแหน่งที่อยากเป็กับสายที่อยากเข้าประจำการ เด็กสาวเขียนไปว่าอะไรก็ได้...ก็เธอไม่รู้นี่นาว่าตำแหน่งกับสายที่ว่ามันมีอะไรบ้าง
คิดไปคิดมา เธอเริ่มคิดว่าอนาคตตัวเองช่างน่าอนาถเสียจริง เฮ้อ!
ทั้งที่ดรูว์ไม่เคยมีความรู้เื่พวกนี้เลยแท้ๆ แต่เธอก็ยังอยากจะเป็ทหารฝึก ถ้าไม่ใช่เพราะความรู้สึกแปลกๆ ที่ราวกับว่ากำลังเรียกหาเธออยู่ในตอนที่เท้าทั้งคู่ของเธอัักับแผ่นดินของอาณาจักรมอลโนวาแห่งนี้ ดรูว์คงไม่ตัดสินใจมาเป็ทหารฝึกหัดให้เสียเวลาแบบนี้ แต่คิดไปคิดมา การมาเป็ทหารให้อาณาจักรอื่นแบบนี้ก็ไม่เลว แล้วเ้าพวกที่คอยมองเธอเป็ตัวประหลาดของตระกูลจะต้องเสียใจ แน่นอนที่สุด เ้าดราโก้นั่นจะไม่มีวันได้ตัวเธอกลับไปอีก จะทำให้เสียใจทีหลังที่เคยหักหลังเธอเลย
แล้วอาณาจักรแห่งนี้ก็จะเป็ที่ตั้งรกรากใหม่ของเธอ! ฮ่าๆๆ
หลังจากที่ผู้คุมสอบเรียกเอาใบกระดาษคืนแล้วก็ประกาศให้คนที่กรอกข้อมูลลงไปกลับมารับการทดสอบแท้ที่จริงที่นี่ในวันพรุ่งนี้ ดรูว์เดินออกมาอยากมั่นใจ เธอคิดว่าตัวเองต้องผ่านการทดสอบของวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน นั่นก็เพราะเธอแข็งแกร่งอย่างไรล่ะ!
ทุกคนจะต้องเสียใจที่เคยทอดทิ้งข้า!
ไดรกอนมองดรูว์อย่างอดเป็ห่วงไม่ได้กับอาการที่เหมือนกับกำลังคิดแผนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ถึงแม้เขาจะสื่อสารกับเด็กสาวผ่านทางจิตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถอ่านใจของดรูว์ได้ นั่นทำให้เขาต้องคาดเดาอยู่เสมอว่าเด็กน้อยของตนจะทำอะไรแปลกๆ อีกหรือไม่
ดรูว์กำลังคิดอะไรอยู่กัน หรือยังคิดถึงพวกซาบรีย์อยู่? ไดรกอนทำได้เพียงแค่คิดในใจอย่างเป็ห่วงเท่านั้น อดีตที่ดรูว์มีต่อตระกูลซาบรีย์ไม่ใช่เื่ที่น่าจดจำเลยสักนิด มันเป็สิ่งเลวร้ายที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็คนชั่วหรือฆาตกรได้ง่ายๆ ทว่าดรูว์กลับไม่มีทีท่าว่าจะเป็แบบนั้นเลยสักนิด และนั่นก็ทำให้เขาเบาใจได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
“เ้าว่าข้าจะผ่านการทดสอบไหมไดร” ดรูว์พูดกับไดรกอนเสียงเบา เนื่องจากไดรกอนเป็ัแสงซึ่งถือว่าเป็สายพันธุ์พิเศษที่หายาก แถมยังต้องตายเมื่อมีอายุครบสิบปี เขาที่ตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบสองแล้วแต่ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นั้นจึงกลายเป็ัแสงตัวแรกที่ยังไม่ตายตอนอายุสิบขวบ อีกทั้งั้แ่ตอนที่ไดรกอนอายุครบสิบขวบนั้นก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นเขาได้อีกนอกจากดรูว์ นั่นทำให้เวลาที่ดรูว์พูดคุยกับคู่หูจึงต้องเบาเสียงให้มากกว่าปกติ หรือหลายๆ ครั้งก็อาจสื่อสารทางจิตกันไปเลย
แต่อันที่จริงแล้วใครจะรู้ ที่จริงแล้วัแสงที่โตแล้วมักจะอยู่แต่บนแดน์ต่างหาก ถึงพวกมันจะลงมายังพื้นโลกเบื้องล่าง พวกมันก็จะไม่ยอมให้ใครเห็นเด็ดขาด ที่ดรูว์สามารถมองเห็นได้ทุกเวลา เป็เพราะบรรพบุรุษของดรูว์สืบทอดพลังของัตนนั้นมาต่างหาก!
“เ้าสอบผ่านอยู่แล้ว เพราะข้ารู้ว่าเ้าแข็งแกร่ง” ไดรกอนตอบออกมาจากใจจริง ดรูว์เก่งหลายเื่ แต่ก็มีอีกหลายเื่นั้นก็ไม่เคยรู้อะไรเลย
อย่างเช่นเื่นี้...ดรูว์ไม่รู้ว่าผู้หญิงเขาไม่สอบเป็ทหารกัน! ถึงแม้อาณาจักรนี้จะไม่ได้ห้ามก็เถอะ แต่มันก็สายไปเสียแล้วที่เขาจะห้ามเด็กสาวคนนี้ ไดรกอนจึงทำได้แค่เพียงไม่บอกเื่นี้ให้ดรูว์รู้ เพราะดรูว์โกหกไม่เก่ง ถ้าบอกไปความลับที่ว่าดรูว์เป็ผู้หญิงอาจจะแตกั้แ่วินาทีแรกที่รู้เลยก็เป็ได้
คิดได้เช่นนั้นไดรกอนก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา เื่นี้นับว่าเป็เื่ที่ดรูว์ทำผิดพลาดมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ไม่เป็ไร ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น ถึงตอนนั้นเขาก็จะอยู่ข้างๆ เด็กสาวคนนี้เอง
หวังว่าจะไม่มีใครรู้ว่าดรูว์เป็ผู้หญิงนะ...
ไดรกอนในตอนนี้ทำได้แค่นี้จริงๆ
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่ออยู่ๆ ฝูงชนมากมายจากข้างหลังก็พากันเบียดเสียดออกมาทางประตูที่ดรูว์ยืนหันหลังให้อยู่ มือของใครบางคนในนั้นปัดร่างจิ๋วของไดรกอนจนร่วงตกลงมาจากไหล่ของดรูว์ ัแสงเบิกตากว้างด้วยความใในขณะที่ดวงตาสีฟ้าเข้มของดรูว์กลับเบิกกว้างยิ่งกว่า ดรูว์ยื่นมือมาข้างหน้าหมายจะคว้าตัวไดรกอนเอาไว้ทว่าความแออัดของฝูงชนก็ได้ผลักร่างของไดรกอนและดรูว์จนแยกออกจากกันไปคนละทางจนทั้งสองไม่สามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้อีก
“ไดร!” เสียงนี้เป็เสียงสุดท้ายของดรูว์ที่ไดรกอนได้ยิน เพราะหลังจากนั้น...เขาก็ไม่ได้ยินเสียงของดรูว์อีกเลย
ในขณะเดียวกันนั้น ในเวลาที่ทั้งสองแยกจาก จู่ๆ ก็มีไอพลังงานสีดำที่ให้ความรู้สึกน่าขนลุกพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่มีเงาของดรูว์พาดผ่าน ท่ามกลางความวุ่นวายของฝูงชนที่แน่นขนัดทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นมัน และไอพลังสีดำนั้นก็เข้าไปในร่างของดรูว์ทันที!
ชั่วพริบตาที่ไอพลังสีดำเข้าไปในร่างของดรูว์ ดวงตาสีฟ้าเข้มพลันกลายเป็สีแดงและดูว่างเปล่า ร่างเล็กของเด็กสาวเดินไปจากที่นี่ด้วยสภาพเหม่อลอย ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง...สองเท้าเดินตรงไปยังป่าที่เธอและคู่หูใช้เดินทางเข้ามายังอาณาจักรแห่งนี้เมื่อวันก่อน
ทางด้านไดรกอน พอฝูงชนหายไปจนตอนนี้ที่ตรงนี้นั้นมีแค่ไดรกอนกับสายลมที่พัดฝุ่นผ่านหน้าเขาไปเท่านั้น ไม่มีใครอยู่ตรงนี้เลยสักคน...รวมถึงดรูว์ด้วย ไดรกอนเริ่มใจไม่ดี รู้สึกเป็ห่วงเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
ซวย...ตอนนี้เขาคิดถึงคำนี้ได้เพียงคำเดียวเท่านั้น
เหงื่อมากมายเริ่มผุดขึ้นมาเต็มใบหน้าของไดรกอน มันช่างเป็เื่ที่แย่เอามากๆ ดรูว์และเขาไม่เคยมาที่นี่ อีกทั้งั้แ่ออกมาจากอาณาจักรควาเซ พวกเขาไม่เคยอยู่ห่างสายตากันแบบนี้มาก่อนเพราะดรูว์เป็คนหลงทิศ จำเป็ต้องมีเขาคอยอยู่ข้างกาย ยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจมากขึ้นหลังจากที่ัแสงพยายามเชื่อมต่อจิตกับดรูว์เท่าไหร่ก็ต่อไม่ติด หนำซ้ำไดรกอนยังได้ยินแต่เสียงหวีดหวิวน่ากลัวดังมาตลอดเวลาที่พยายามเชื่อมต่อจิตกับดรูว์...ราวกับว่ามันเป็สิ่งที่ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขาลง
จะเกิดเื่ร้ายอะไรกับดรูว์หรือเปล่า...
ที่นี่...ที่ไหน...?
ที่นี่...มีแต่ความมืดมิด
ดวงตากลมโตสีฟ้าเข้มกะพริบถี่ในความมืดก่อนจะกลอกไปมา ที่นี่นั้นมีแต่ความมืดมิด เสียงกรีดร้องของอะไรบางอย่างที่เ้าของร่างฟังไม่ได้ศัพท์ ฟังไม่รู้เื่ แถมยังมองไม่เห็นอะไรเลย...นอกจากความมืดที่รายล้อมอยู่นี้ ร่างเล็กกลมป้อมนั่งกอดเข่าด้วยความรู้สึก...เบื่อ เด็กน้อยออกไปจากที่นี่ไม่ได้เพราะทั้งสามด้านเป็กำแพงหิน พื้นทั้ง้าและด้านล่างก็เป็กำแพงหิน มีเพียงอีกด้านหนึ่งที่เหลือเท่านั้นที่มีเสาเหล็กที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักวางเรียงตัวถี่จนแม้แต่ร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยก็ลอดออกไปไม่ได้ เด็กน้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ค่อยๆ ปรับสภาพสายตาให้มองในความมืด เด็กน้อยก็ได้รู้ว่าเสียงกรีดร้องนั้นมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายกับเธอแต่ทุกส่วนต่างก็มีขนาดที่ใหญ่และยาวกว่า พวกเขาร้องพลางยื่นแขนออกมาทางช่องว่างของซี่กรงเหล็กราวกับกำลังไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างที่เด็กน้อยไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ที่นี่มีแต่ความมืดมิด...ไร้ซึ่งแสงสว่าง
เด็กน้อยไม่เคยเข้าใจว่าแสงสว่างที่คนพวกนั้นกล่าวถึงนั้นคืออะไรเพราะไม่เคยได้เห็นหรือัั เพราะั้แ่จำความได้ เธอก็อยู่ในนี้มาตลอด คนที่เอาอาหารมาให้บอกว่าที่นี่คือ คุกมืด ที่มีไว้เพื่อกักขังคนทำความผิดร้ายแรง
แล้วเธอล่ะ...เธอทำผิดอะไร...
หรือจะผิดที่เธอเกิดมาลืมตาดูโลกใบนี้
เด็กน้อยไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ ไม่มีใครพูดกับเธอ และเธอก็ไม่สามารถพูดกับใครได้ เหตุผลก็เพราะไม่มีใครฟังภาษาที่เธอพูดรู้เื่ แม้ว่าเธอจะฟังภาษาของพวกเขาออกก็ตาม
คนที่คุยกับเธอได้...คงมีแค่เ้าัตัวสีขาวที่มองแล้วให้ความรู้สึกคุ้นเคย อบอุ่น และปลอดภัย แม้จะไม่เข้าใจว่าความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนี้มาจากไหน แต่เธอก็ไว้วางใจัตัวนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข ัที่อยู่ในคุกห้องนี้เหมือนเธอ มีแค่เ้านี่เท่านั้นที่สามารถคุยกับเธอได้ ตัวของมันเล็กจนสามารถมุดลอดเข้าลอดออกผ่านช่องว่างของซี่กรงได้อย่างสบายๆ แต่มันก็กลับเลือกที่จะมานั่งเฝ้า นอนเฝ้า แถมยังมาอยู่เป็เพื่อนเล่นกับเธออย่างไม่รู้จักเบื่อ ทั้งๆ ที่เด็กน้อยนั้นรู้สึกเบื่อที่จะต้องมาอยู่ในสถานที่จำกัด อึดอัด แถมยังอับชื้นแบบนี้มาเป็เวลานานมากในความรู้สึกของเด็กน้อย ซึ่งตัวเธอไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้มาถึงสามปีกว่า หากเ้าัตัวนี้ไม่บอกเธอ
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังเข้ามาในหูของเด็กน้อยพร้อมกับการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง นั่นทำให้เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตาสีฟ้าเข้มมองผู้มาใหม่ด้วยความงุนงงสงสัย ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีแดงเพลิงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซี่กรงที่กักขังเด็กน้อย ดวงตาสีทองแดงมองมาอย่างเ็า ใบหน้าเรียบตึงแบบคนระเบียบจัด ชุดเครื่องแบบที่ดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขามเป็สีแดงที่ถูกสวมทับด้วยสีเทาแถมยังผ้าคลุมสีดำปักดิ้นสีทองที่ดูเหมาะกันกับชุดที่ยาวถึงพื้นนั่นอีก เด็กน้อยเชิดหน้าสบตาตอบคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวจนคนตรงหน้าต้องเลิกคิ้ว
“ผมของเ้า...เป็สีขาวบริสุทธิ์...” เสียงทุ้มนุ่มพูดขึ้นมาราวกับละเมอ มีความแปลกใจปนอยู่ในนั้น “ดวงตาของเ้าก็เป็สีฟ้าเข้มเหมือนกับท้องฟ้า...เหตุใดถึงไม่มีสิ่งใดเหมือนกับพวกเขาเลย?”
พวกเขา? หมายถึงใครกัน?
ท้องฟ้า? มันคืออะไร? เด็กน้อยไม่สามารถหาคำตอบให้กับตนเองได้ เพราะตนเองไม่เคยเห็นสิ่งเ่าั้ที่คนตรงหน้าพูด
เสียงขู่มุ่งร้ายดังมาจากอีกมุมห้อง ร่างเล็กอ้วนกลมสีขาวเดินออกมาจากมุมมืดที่ชายหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ทันได้สังเกตเห็น มันเดินมายืนขวางหน้าเด็กน้อยเอาไว้ราวกับกำลังจะปกป้อง มันกำลังปกป้องเธอจากผู้มาเยือนคนนี้ ชายหนุ่มเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเ้าของเสียงขู่ที่ว่าคือตัวอะไร
“ัแสง...?” ดวงตาสีทองแดงมองสลับระหว่างเด็กน้อยและลูกั จากนั้นชายหนุ่มก็คลี่ยิ้มออกมา...ราวกับกำลังถูกใจในอะไรบางอย่าง
“เ้าชื่ออะไรหรือ?”
ริมฝีปากของเด็กน้อยอ้าพะงาบๆ ก่อนที่จะมีเสียงเล็กดังออกมา
“ดา...รู...ดารู...วาร์...”
“ภาษาัหรือ” ดูเหมือนว่าคนได้ฟังคำตอบจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะลูกัที่อยู่ข้างๆ เด็กน้อยทำให้เขารู้ได้ว่า...ที่เด็กคนนี้ยังรอดชีวิตมาได้ก็เพราะได้ัตนนั้นเลี้ยงดู และการที่เด็กคนนี้ถูกัตั้งชื่อให้ มันไม่ใช่เื่แปลกอะไรเลยที่ชื่อจะเป็ภาษาั
“ดารูวาร์ เ้าอยากออกไปจากที่นี่หรือไม่” ชายหนุ่มถามอีกครั้ง
เด็กน้อยพยักหน้ารับ แน่นอนอยู่แล้วว่าเธออยากออกไปจากที่นี่ และแน่นอนว่าคนถามจะต้องรู้ดีอยู่แล้ว เขาเพียงแค่ถามเพื่อให้เด็กตรงหน้ารู้สึกว่าที่เธอสามารถออกมายังโลกภายนอกได้เป็เพราะเขาก็เท่านั้น ชายหนุ่มที่อยู่หน้าห้องเคาะแม่กุญแจเบาๆ แต่มันก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย ดวงตาสีทองแดงมองเด็กน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน...และรู้สึกผิด
ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็ยังเป็แค่เด็ก...เด็กน้อยที่ไม่ได้รู้เื่อะไรเลย แต่กลับต้องมาอยู่ในสถานที่โหดร้ายเช่นนี้ ทว่าเขาไม่สามารถปราณีอีกฝ่ายได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงคนนั้น นางไม่เคยปราณีเด็กคนนี้ เมื่อเด็กน้อยได้ออกไปจากที่นี่ เธอจะได้รู้ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้นั้นผิดพลาด สำหรับเธอการออกไปจากที่นี่ไม่ใช่เื่ที่ดี
“จากนี้ไปเ้าจงเรียกข้าว่า ซันโดร ข้าเพียงแค่พาเ้าออกไปมองโลกภายนอก ออกไปทำเื่บางอย่างเท่านั้น ไม่นาน...เ้าก็ต้องกลับมาที่นี่”
เด็กน้อยดารูวาร์พยักหน้ารับรู้ ยังดีกว่าต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดเวลา แค่ได้ออกไปข้างนอก...แม้เพียงแค่สักนิดก็ยังดี มือหนากุมมือเล็กๆ ของอีกฝ่ายเอาไว้จนเด็กน้อยได้รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นจากเนื้อหนังของมนุษย์เป็ครั้งแรก
อบอุ่น...และก็ชวนคิดถึงอย่างน่าประหลาด เพราะอะไรกัน?
เธอเคยัักับเนื้อหนังของมนุษย์มาก่อนหรือ?
ร่างเล็กในชุดนักเดินทางสะดุ้ง ดวงตาสีฟ้าเข้มกวาดตามองไปโดยรอบที่มีแต่ผืนดินกับป่าไม้ เสียงนกร้องที่แว่วมาเป็ระยะ ดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลง และภาพที่ปรากฏตรงหน้า...คือสถานที่ที่เธอกับไดรกอนเพิ่งจะจากมาเมื่อวันก่อน
...ขอบชายแดนทวีปตะวันตก ชายแดนที่ถูกป่าข้างหลังเธอกีดกั้นระหว่างทวีปตะวันตกและอาณาจักรมอลโนวา
ดรูว์ถอนหายใจออกมา นี่เธอโดนฝูงชนนั่นเบียดเสียดออกมาจากหน้าประตูทางเข้าวังมาไกลจนสลบออกนอกอาณาจักรเช่นนี้เลยหรือ? ไม่...ไม่ใช่ ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ ไม่ได้สลบหรือละเมอเดินออกมาเองแน่นอน เด็กสาวก้มมองตรวจสอบตนเอง ทว่าเมื่อจับััได้ถึงพลังงานที่ไม่ใช่ของตนแต่กลับมาจากเงาของตัวเอง ดรูว์ก็เม้มปากแน่น ในใจตื่นตะลึงเป็ที่สุด พลังนี้สามารถบอกได้ว่าการที่เธอยอมมาเป็ทหารฝึกหัดที่นี่ เป็เื่ที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
“้าให้ข้าออกไปจากที่นี่? หึ เ้าพลาดแล้ว”
ตามหามาตั้งนาน ไม่ว่าจะไปที่ไหนในโลกก็หาไม่เจอ ดรูว์ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่พวกเธอตามหาจะอยู่ที่นี่ ตอนที่จับััของอีกฝ่ายได้ก็ไม่แน่ใจนัก ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็การยืนยันที่ดีที่สุดให้กับเธอ
แต่มันก็ทำให้เธอต้องพลัดหลงกับไดรกอน ทั้งยังให้เธอได้เห็นภาพพวกนั้นอีก นี่ทำดรูว์ไม่พอใจมาก
สำหรับดรูว์ การเดินทางเป็สิ่งที่ดี ทว่าเธอกลับไม่คิดอยากที่จะเดินทางไปตลอดชีวิต เธอยังอยากมี่เวลาที่ได้อยู่กับที่ มีบ้านให้ได้กลับไป มีคนคอยต้อนรับเวลากลับบ้าน
สิ่งเ่าั้คงไม่มีวันเป็จริงในชีวิตนี้
ดรูว์หันหลังเดินกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งเพื่อที่จะกลับเข้าไปในอาณาจักร สถานที่ซึ่งเด็กสาวแน่ใจแล้วว่ามันจะเป็สถานที่สุดท้ายในชีวิตของเธอ เนื่องจากที่นี่เป็ป่าทึบจึงทำให้ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็วต่างจากสภาพในเมือง นั่นทำให้ดรูว์รู้สึกขัดใจไม่น้อยที่ต้องมาเดินในป่ามืดๆ แบบนี้ ดรูว์ทำจมูกฟุดฟิดเพื่อหากลิ่นของไดรกอนแล้วเดินไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกจากป่า เส้นผมสีน้ำตาลแดงที่ถูกรวบเอาไว้ลวกๆ ยุ่งๆ ขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดินของเ้าตัว เมื่อเดินไปได้สักพักก็ต้องนิ่วหน้าเพราะข้อเท้าข้างขวาเริ่มรู้สึกระบมขึ้นมา เมื่อคิดว่าก่อนหน้านี้ร่างของตัวเองถูกควบคุมให้เดินมาจนถึงที่นี่ มันจะไม่แปลกอะไรเลยหากระหว่างทางข้อเท้าของเธอจะไปกระแทกกับอะไรเข้าในเมื่อเธอในตอนนั้นไม่มีสติเหลืออยู่เลย นั่นยิ่งทำให้ดรูว์หงุดหงิดมากกว่าเดิมทว่าสองเท้าก็ไม่คิดที่จะหยุดเดิน
ป่านนี้ไดรกอนคงเป็ห่วงเธอจนแทบคลั่งแล้ว เพราะั้แ่พวกเธอออกมาจากอาณาจักรควาเซ เธอไม่เคยไปไหนมาไหนโดยที่ไม่มีไดรกอนอยู่ข้างๆ
ดวงตาสีฟ้าเข้มเริ่มสั่นระริกเมื่อคิดถึงอีกฝ่าย ทว่าเพียงครู่ดวงตาที่สดใสฉายรอยซุกซนตลอดเวลากลับเปลี่ยนเป็สงบนิ่งจนน่ากลัว ดรูว์ก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจว่าข้อเท้าของตัวเองจะเริ่มระบมมากขึ้นแค่ไหน มือสองข้างปัดกิ่งไม้มากมายที่ยื่นออกมาจากต้นขวางทางเดินของเธอแทบจะตลอดทาง จวบจนมาหยุดยืนอยู่ด้านนอกป่า ดวงตาสีฟ้าเข้มก็กลับมาเป็ประกายเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าตัวเองกลับเข้ามาในอาณาจักรแล้ว ความโกรธในใจก็เริ่มหายไปแล้วเช่นกัน
“ดรูว์!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจาก้า ยังไม่ทันที่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง เ้าของเสียงก็พุ่งร่างของตนเองลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเธอเสียก่อน ร่างไม่ใหญ่นักของไดรกอนกลับมาตัวเล็กดังที่เคย เขาพุ่งเข้ามากอดเธอทันที “ข้าเป็ห่วงเ้ามากแค่ไหนรู้บ้างไหม”
คำพูดนั้นทำให้ดรูว์ยิ้มรับก่อนจะลูบหัวไดรกอน ปลอบอีกฝ่ายเหมือนกับที่อีกฝ่ายเคยปลอบเธอ
“รู้น่า” เพราะรู้ เธอถึงได้รีบกลับมา
ไดรกอนปัดมือของดรูว์ออก “ลามปามแล้ว ข้าแก่กว่าเ้านะ!”
“แต่ก็แค่ไม่กี่เดือนเองไม่ใช่หรือไร” ดรูว์แย้งขึ้นอย่างไม่ยอม ทว่าไดรกอนกลับมีท่าทีอึกอัก แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ทั้งสองจ้องหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา พวกเขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว...
บนดาดฟ้าของตึกสูงตึกหนึ่งมีร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งกับัทมิฬที่ตัวเล็กพอๆ กับไดรกอนเกาะไหล่อยู่ ดวงตาสีน้ำตาลแดงจับจ้องมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ว่าคนมองคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
“ในที่สุด...ข้าก็หาเ้าพบเสียที” เสียงเย็นดังมาจากปากของชายหนุ่มหลังจากที่นิ่งเงียบมานาน ัทมิฬที่เกาะไหล่อยู่จ้องคู่หูของตน ล่วงรู้ดีว่าคู่หูของตนรู้สึกเช่นไรกับเด็กสาวร่างเล็กที่พวกเขาเฝ้าตามหามานานคนนั้น มันกรอกตาไปมาและอดไม่ได้ที่จะพูด
“คิดถึง แล้วทำไมถึงไม่ไปเจอ ในเมื่อตอนที่เข้าไปกรอกข้อมูลพวกนั้นเ้าก็เห็นนาง” ัทมิฬถามอย่างไม่เข้าใจ ใช่แล้ว ความรู้สึกอันแสนซับซ้อนของมนุษย์น่ะ ัทมิฬอย่างมันไม่เข้าใจหรอก ทว่าใบหน้าของคนถูกถามกลับเปลี่ยนเป็ไม่น่าดูเมื่อได้ฟังคำถามของคู่หู
“เ้าก็รู้ว่ามันยังไม่ถึงเวลา พวกเรายังไปเจอนางไม่ได้”
เมื่อได้รับคำตอบ ัทมิฬก็เริ่มเข้าใจ มันถอนหายใจออกมา และมันก็ทำได้เพียงแค่ตบไหล่อีกฝ่ายดัง แปะๆ เอาใจช่วยคู่หูของตนอยู่ข้างๆ
แล้วเราจะได้เจอกันในไม่ช้า ดารูวาร์ ลาเบียร์