“น้า จะพาผมไปไหน ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ”
เดิมที่รู้สึกกลัวอยู่แล้ว บัดนี้กลับยิ่งกลัวหนักกว่าเก่า น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาเป็สายธาร เสียงสะอื้นร้องไห้ราวคนจะขาดใจ ถ้าหากการร้องไห้สามารถทำให้คนตายได้ ณ ตอนนั้นผมคงดิ้นตายไปแล้ว เพราะจู่ ๆ มีมือใหญ่ของชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมาดึงแขน ผมปัดป้องเต็มกำลัง
แต่ด้วยความเป็เด็กไม่อาจสู้แรงผู้ใหญ่ร่างท้วมได้ ผมทั้งตี ทั้งะโ
ยื้อยุดฉุดกระชากอยู่เป็เวลานานแต่ก็ไม่เป็ผล จึงร้องขอให้หญิงชราที่ดูจะเป็มิตรช่วยเหลือ
“ยาย ช่วยผมด้วย ผมไม่อยากไปกับน้าคนนี้”
เสียงสั่นเครือ สายตาเว้าวอนมองไปที่หญิงชราที่ยืนอยู่ตรงหน้า แม้ในทีแรกผมจะกลัวท่าน แต่บัดนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่พอจะช่วยเหลือ
ผมได้ หญิงชราเดินตรงดิ่งมาที่ผม พร้อมลูบหัวของเด็กน้อยเบา ๆ
ให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ปล่อยเขาก่อนยม”
สิ้นเสียงคุณยาย มือใหญ่ค่อย ๆ คลายออกจากแขนผม ผมจึงได้รู้ว่าชายปริศนาที่ภายนอกคล้ายอาแปะคนนี้ชื่อ “ยม” และดูเหมือนว่าหญิงชราคนนี้จะมีอำนาจไม่มากก็น้อย เพราะเพียงแค่เสียงคำสั่งของท่าน
ก็สามารถทำให้ชายรูปร่างอ้วนท้วมเชื่องราวกับแมว เชื่อฟังและพร้อม
จะปฏิบัติตามทุกสิ่งอย่างโดยไม่ขัดข้อง
หญิงชราท่านเอ่ยพรางลูบหัวของผม และเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลอาบทั้งสองข้างแก้ม วินาทีนั้นผมเชื่อฟังท่านในทันทีราวกับตกอยู่ในภวังค์ ในดวงตาของผมตอนนี้ ท่านเปรียบเสมือนเป็ญาติผู้ใหญ่ที่ผมนั้นคุ้นเคยเป็อย่างดี แม้ครั้งนี้จะเป็การพบกันครั้งแรกก็ตาม หรือบางทีตอนนั้นผมอาจกำลังต้องมนต์สะกดโดยที่ผมไม่รู้ตัวก็เป็ได้
“ไปกับเขาเถอะหนู น้าเขาจะพาไปส่งบ้าน”
สิ้นเสียงคุณยาย น้ำตาที่เคยไหลพรากอาบสองข้างแก้ม กลับหยุดในทันทีบรรยากาศรอบข้างผ่อนคลายขึ้นอย่างรู้สึกได้ ผมเชื่อฟังท่านและพร้อมทำตามทุกอย่าง น้ำเสียงท่านนุ่มและไพเราะกังวานปานเสียงนกร้อง ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ผมพยักหน้าตอบท่านเบา ๆ และเดินไปกับชายปริศนาร่างท้วมโดยไม่ขัดข้อง
เมื่อลองนึกย้อนกลับไป ณ ่เวลานั้น ผมเองก็ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงเชื่อใจหญิงชราคนนี้เหลือเกิน
ชายร่างท้วมกุมมือผมเดินออกห่างจากตัวบ้านอย่างเร่งรีบ
ครั้นเดินพ้นห่างจากบ้านหญิงชราได้ระยะหนึ่ง ผมััได้ถึงอาการโล่งใจของชายหนุ่ม เพราะผมได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเขา ราวกับได้ยกูเาลูกใหญ่ออกจากอก ก่อนที่เขาจะคลายมือผมที่กุมไว้ พร้อมหันมาส่งยิ้มอ่อนให้ผมด้วยท่าทีที่เป็มิตร ทำให้ผมคลายกังวลและความกลัวได้มาก ชายร่างท้วมเดินประกบข้างกายผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูเป็คนอัธยาศัยดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
สองข้างทางระหว่างที่ผมเดินไปกับน้าคนนี้ ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา
เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบเขียวสดสลับใบเขียวเข้มปกคลุมทั่วบริเวณ บรรยากาศร่มรื่น อากาศที่นี่สุดแสนจะวิเศษ ทางที่ผมเหยียบเดิน
ก็เป็หญ้าสีเขียวสดความสูงเพียงข้อเท้า สวนดอกไม้นานาพันธุ์สีสันตระการตาเต็มทั่วบริเวณ ส่งกลิ่นหอมอบอวลเชิญชวนให้กองทัพผีเสื้อ
มาดอมดมผสมเกสร ช่างดึงดูดสายตาของเด็กน้อยอย่างผมเหลือเกิน
ที่นี่แสนสงบและอุดมสมบูรณ์เป็อย่างมาก ราวกับอยู่ในป่าหิมพานต์
แต่ก็ไม่วายแก๊งเ้าลิงแสบจำนวน 5 ตัว โหนกิ่งไม้มาแต่ไกล
ส่งเสียงร้องเจี๊ยก ๆ ั้แ่ยังไม่เห็นเงา ก่อนจะมาหยุดบนกิ่งไม้ใหญ่ตรงหน้าผมทั้งสอง พร้อมขว้างปาผลไม้ใส่หัวชายร่างท้วมไม่หยุดหย่อน
สีหน้าพวกมันยิ้มแย้มหัวเราะขบขันราวกับเป็เื่ตลก ลิงบางตัวหัวเราะจนเสียสมดุลร่วงตกต้นไม้ไปเลยก็มี ถึงขั้นชายหนุ่มร่างท้วมทนไม่ไหวหันไปตะคอกใส่ พร้อมกับสายตาจ้องเขม็ง ั์ตาลุกเป็ฟืนไฟ
“ไอ้ลิงพวกนี้ เป็เพียงสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ แม้จะได้ขึ้นมาอยู่ในที่แห่งนี้ แต่ยังไม่สิ้นนิสัยเกเรสั่งสอนไม่รู้จักจำ พูดกรอกหูซ้ายทะลุหูขวา หากยังไม่หยุดพฤติกรรมหยาบช้าเช่นนี้อีก ฉันจะจับพวกแกทั้งฝูงไปทำบาร์บีคิวลิงกินเสียให้หมด ไม่ให้เหลือไว้สืบเผ่าพันธุ์ลิงแม้สักตัวเดียว”
เสียงดังกังวานของชายหนุ่มทำลิงน้อยใหญ่ะโหนีหายคนละทิศทาง ทันทีที่ผมได้ยินคำว่า ลิงพูดกรอกหูซ้ายทะลุหูขวาสั่งสอนไม่รู้จักจำ ทำผมสะดุ้งโหยงทันทีราวกับเป็คนที่ถูกด่าซะเอง เพราะเป็คำพูดที่น้าสาวชอบสอนผมอยู่เป็ประจำ
พอแล้วเสร็จจากเหตุการณ์ด่ากราดลิงแสบของชายหนุ่ม เขาหันมาตบหลังผมเบา ๆ พร้อมเริ่มบทสนทนาเพื่อตีสนิท
“ไม่ต้องกลัวฉันหรอกนะ ฉันเพียงทำตามหน้าที่ บางทีเลยต้องทำท่าทีขึงขังต่อหน้าท่านยาย เพราะหากฉันทำตัวเหลาะแหละ คนที่จะโดนฆ่าคงไม่พ้นฉัน ฮ่า ๆ”
เขาพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มปนหัวเราะ
“คุณยายน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ เมื่อกี้ยังคุยดีกับผมอยู่เลยนะ”
เด็กอย่างผมในตอนนั้นคงหนีไม่พ้นความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก จึงเซ้าซี้ถามชายหนุ่มจนมีอาการหงุดหงิดออกมาให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย
“ท่านไม่ได้น่ากลัวหรอก ถ้าไม่มีใครล้ำบริเวณบ้านท่าน แต่เอ็งเนี่ยเดินล้ำเข้าไป เข้าใจไหมไอ้เปี๊ยก”
นิ้วชี้อวบอ้วนจิ้มที่หัวผมเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“ถ้าท่านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่น้าพูด แล้วทำไมน้าต้องสั่นราวกับเ้าเข้าเวลาที่เจอท่านด้วย หรือว่าน้าหนาว”
เด็กน้อยลอยหน้าลอยตาเงยขึ้นถาม ด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม เพราะความอยากรู้ปนกวนประสาท
“มะเหงกสิ ฉันเป็ยมทูต อากาศรอบข้างไม่สามารถทำอะไรผิวกายของฉันได้ เอ็งนี่ยียวนกวนประสาทจริง ๆ”
ชายหนุ่มใช้มะเหงกเขกหัวเด็กเบา ๆ เพื่อปรามความซน
“โอ๊ย! ผมเจ็บนะน้า เดี๋ยวก็วิ่งกลับไปบอกให้ท่านยายของน้า
มาสาปให้กลายเป็แมลงวันซะนี่ แบร่!”
เด็กน้อยแลบลิ้นปลิ้นตา ทำกิริยาล้อเลียนเย้าแหย่ใส่ชายร่างท้วมให้เกิดโทสะ แต่กลับไม่เป็ผลได้รับเพียงความนิ่งเงียบ เด็กน้อยไม่อยากทำให้สถานการณ์อึดอัดเพราะความเงียบ จึงเริ่มเอ่ยถามข้อสงสัยที่ค้างคาภายในใจ
“น้าเป็ยมทูตจริงเหรอ ทำไมไม่เห็นเหมือนกับนิทานที่คุณครูเคยเล่าให้ฟังเลยล่ะ”
“แล้วที่ครูเอ็งเคยเล่าให้ฟัง รูปร่างเป็อย่างไรล่ะ”
“ก็...รูปร่างสูงใหญ่เลยนะน้า ผมดกดำ ร่างกายกำยำ กล้ามใหญ่ ๆ ตัวบึก ๆ ผิวเข้มราวสีถ่าน หน้าตาเหี้ยมเกรียม โหด ดุ นุ่งโจงกระเบน
สีแดง มีสร้อยด้วย แล้วก็...มี 3 ง่าม ที่เป็อาวุธคู่กาย แต่น้าดูไม่ใกล้เคียงเลยแม้สักนิด น้าเหมือน..ยมทูตแคระเสียมากกว่า ฮ่า ๆ”
เด็กน้อยพูดปนหัวเราะ พร้อมชายตาดูบุคคลที่อ้างตนว่าเป็ยมทูต ั้แ่หัวจรดเท้า
“แหมไอ้นี่ ฉันนี่แหละตัวจริง เสียงจริง พวกที่เอ็งพูดมามนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเองทั้งนั้น เสียภาพพจน์พวกฉันหมด”
ชายหนุ่มตอบกลับทันควัน สองมืออวบอ้วนตบที่อกเบา ๆ โชว์ว่าตนนี่คือตัวจริง
ณ เวลานั้นผมไม่ได้เชื่อคำพูดของน้าคนนี้เสียทั้งหมด เพราะยังไม่มีสิ่งใดมาพิสูจน์ได้ คิดเพียงว่าเป็ชายธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้
แล้วบังเอิญท่านพบเจอครอบครัวของผม จึงอาสาจะพาผมที่หลงทางไปส่ง ข้อสงสัยภายในใจของผมผุดขึ้นมากมายราวดอกเห็ดและยังไม่ถูกเฉลยข้อเท็จจริงเสียที ว่าผมอยู่ที่ไหน และหญิงชรากับน้าคนนี้ที่แต่งกายเลียนแบบยมทูตทั้งที่ตนเหมือนอาแปะคือใครกันแน่ ผมรอที่จะรู้ความจริงไม่ไหว จึงตัดสินใจเอ่ยถามไปตรง ๆ
“ที่นี่คือที่ไหนเหรอน้า แล้วเราจะเดินกันไปอีกไกลแค่ไหน จึงจะได้พบกับครอบครัวของผมสักที”
“ครอบครัวของเอ็งไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก ต้องเดินข้ามเขาไปอีกสองลูกจึงจะพบประตูที่สามารถข้ามไปบ้านเอ็งได้ ที่แห่งนี้ที่เรากำลังเดินคุยกันคือแดน์ ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในบริเวณนี้ทั้งหมด ล้วนสิ้นอายุขัยจากเมืองมนุษย์มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็สิงสาราสัตว์ พืชพันธุ์ไม้ผลหรืุ์เช่นเอ็งและยมทูตอย่างฉัน ที่หมดเวรหมดกรรมในชาติสุดท้ายจึงทำให้มาจุติในที่แห่งนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ได้ ผู้นั้นต้องเป็ผู้สะสมบุญมาหลายชาติหลายภพ อย่างลิงพวกนั้นถึงนิสัยจะเกเรอยู่บ้าง แต่ก่อนที่พวกมันจะสิ้นอายุขัย ก็เคยทำกรรมดีไว้มากโข ชอบช่วยเหลือคนยามที่พลัดหลงอยู่กลางป่า หรือบางครั้งเวลาที่มีพระธุดงค์เข้าไปจำศีล พวกมันเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือหาผลไม้มาให้ประทังชีวิต หรืออีกทั้งยังคอยช่วยบอกทางและพาออกไปนอกป่า”
“น้าไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม ที่นี่คือ์จริงเหรอครับแล้วสิ้นอายุขัยคืออะไรเหรอน้า”
“ฉันจะไม่พูดเท็จเพราะฉันเป็ยมทูต ที่แห่งนี้คือแดน์จริง ๆ เอ็งก็มองดูรอบข้างพวกเราสิเหมือนโลกที่เคยอยู่หรือเปล่าล่ะ สัตว์ที่อยู่ในนิทานปรัมปรากลับอยู่ในที่แห่งนี้ได้ มันไม่ใช่เื่บังเอิญ”
ระหว่างที่น้ายมพูด ก็มีบางสิ่งลอยเหนือหัวของเราทั้งสอง
“นั่นดูสิ”
ชายร่างท้วมชี้ให้เด็กน้อยดูพญาครุฑที่บินเหนือน่านฟ้า ปีกใหญ่ รูปร่างกำยำ สง่าผ่าเผย นุ่งห่มชุดสีขาวคล้ายนักพรต ผมทำได้เพียงยืนนิ่งอ้าปากค้างตะลึงกับสิ่งอัศจรรย์ตรงหน้า ราวกับอยู่ในความฝัน เื่นี้ยากที่จะเชื่อ เห็นก็แต่เพียงในนิทานที่คุณครูเคยเล่าให้ฟังมากกว่าสิบรอบ
ไม่เคยคิดว่าพญาครุฑจะมีตัวตนอยู่จริง ๆ แต่พอได้เห็นด้วยตาตนเอง
ก็คงต้องเชื่อแบบไม่มีเหตุผล
“ส่วนที่เอ็งถามว่าสิ้นอายุขัยคืออะไร ก็คือ การสิ้นลม หมดลม หรือเรียกง่าย ๆ แบบภาษามนุษย์ก็คือ ตาย นั่นแหละ”
“เดี๋ยวสิน้า ผมยังไม่ตาย มันเหลือเชื่อเกินไปนะเื่แบบนี้หรือว่าผมกำลังฝันอยู่”
เด็กชายหยิกแขนตนเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ฝันไป
“โอ๊ยเจ็บ! แสดงว่าผมไม่ได้ฝันไป เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันคือเื่จริงเหรอเนี่ย แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าที่น้าพูดคือความจริง น้าพิสูจน์ได้ไหมล่ะ”
“ใช่ เอ็งยังไม่ถึงคราวที่ต้องสิ้นอายุขัย แล้วฉันก็ไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรเพื่อให้เอ็งเชื่อ เพราะมันไม่มีประโยชน์ เดินตามฉันมาติด ๆ
ก็พอ แล้วอย่าพลัดหลงอีกล่ะ เดี๋ยวจะได้ตายก่อนวัยอันควรจริง ๆ”
“ถ้าน้าเป็ยมทูตจริง ๆ ทำไมไม่พาผมหายตัวไปเลยล่ะ มาเดินให้เหนื่อยเปล่าทำไมกัน”
“ไอ้หนู ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ไม่มียมทูตตนใดสามารถเหาะเหินเดินอากาศ หรือหายตัวอย่างที่เอ็งเคยเข้าใจ พวกฉันก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่มนุษย์มองไม่เห็นพวกฉันได้ด้วยตาเปล่า จึงคิดกันไปเองว่าหายตัวได้ แค่ทะลุกำแพงฉันยังทำไม่ได้เลย”
“ไม่เห็นเท่ตรงไหนเลย น้าเป็ยมทูตปลอมหรือเปล่า”
“อย่ามัวแต่ถามฉัน เดินตามมาไว ๆ ขืนไปช้าเกิดเื่ยุ่งแน่ ๆ”
“เดี๋ยวสิน้า แล้วยายคนนั้นคือใครกันแน่”
“เอ็งนี่เซ้าซี้จังเลยนะ ยายท่านเป็ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในแดน์แห่งนี้ เป็ผู้คุมกฎระเบียบทุกอย่าง ท่านเปรียบเสมือนครูใหญ่ บางครั้งก็เข้มงวดจนน่ากลัว ถ้าไม่อยากกลายเป็แมลงวันอย่าคิดไปแหย่รังแตนเชียว”