หากความแค้นคือมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้งการฝึกวิชาท่ามกลางซากอัฐิในหุบเขาหมื่นศพก็คือการดิ่งลงสู่จุดที่มืดมิดที่สุดของห้วงน้ำนั้น...จุดที่แสงสว่างมิอาจเอื้อมถึงและแรงกดดันมหาศาลพร้อมจะบดขยี้ดวงจิตที่อ่อนแอให้แตกสลายไปในชั่วพริบตาทว่าสำหรับฟางหาน มหาสมุทรแห่งนี้คือบ้านที่เขาสมัครใจกระโจนลงไปเพียงลำพังเพื่อค้นหาไข่มุกมรณะที่จะใช้ปลิดชีพศัตรูที่อยู่บนฝั่ง์จอมปลอมดั่งฉู่เทียนและตระกูลฉู่ทุกลมหายใจ
ฟางหานยืนเด่นเป็สง่าอยู่เื้ัถ้ำอัฐิวิจิตรลึกเข้าไปจนถึงจุดที่ลมหายใจของมหาปฐีคล้ายจะขาดห้วงและดับสูญสถานที่แห่งนี้คือความลับที่ดำมืดที่สุดที่เฒ่าดับสูญใช้จองจำมรดกเืของตนเองนามว่า“ลานศิลาโลหิต” สถานที่แห่งนี้มิใช่ลานกว้างที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือสถาปนิกผู้เรืองนามแต่มันคือชะง่อนผาอันแหลมคมที่ยื่นออกไปกลางความเวิ้งว่างอันไร้ขอบเขตประหนึ่งเข็มพิษที่พุ่งแทงสู่หัวใจของท้องฟ้าผนังผาทั่วทุกทิศถูกจารึกด้วยตัวอักษรสีแดงคล้ำไม่ต่างจากเืสด ๆที่เพิ่งหลั่งรินทิ้งรอยไว้
ทว่าตัวอักษรเหล่านี้มิได้เขียนด้วยพู่กันขนแกะหรือน้ำหมึกชั้นเลิศหากแต่เป็การใช้ “ดรรชนี”ที่เปี่ยมด้วยปราณอาฆาตจิ้มทะลวงเข้าไปในเนื้อศิลาจนเกิดเป็รอยแผลลึกที่ไม่มีวันสมานตัวอักษรแต่ละตัวบนผนังดูราวกับมีจิติญญาที่บิดเบี้ยวสถิตอยู่พวกมันขยับเขยื้อนยึกยือคล้ายหนอนไหมสีเืที่กำลังชอนไชเข้าสู่ดวงตาของผู้มองและส่งกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งออกมาท้าทายโสตประสาทตลอดเวลา
นี่คือ “คัมภีร์โลหิต”สุดยอดวิชาสายมารที่รวบรวมเอาความพยาบาทและเคล็ดวิชาลับของยอดฝีมือเก้าสิบเก้าคนที่เคยพ่ายแพ้และถูกเฒ่าดับสูญปลิดชีพอย่างโเี้ทุกครั้งที่สายลมเย็นเยือกพัดผ่าน รอยเืบนผนังจะส่งเสียงหวีดหวิวสยดสยองเปรียบดังเสียงกระซิบคำสาปแช่งที่พ่นออกมาจากปากนรกเพื่อถากถางคนเป็ที่บังอาจย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตมรณะแห่งนี้
ฟางหานยืนสงบนิ่งอยู่ใจกลางลานศิลาร่างกายของเขาที่ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักบัดนี้แข็งแกร่งและเย็นเยียบดุจหยกน้ำแข็งที่ถูกฝังอยู่ใต้ขั้วโลกมานับหมื่นปีกระบี่ไม้หัก “คืนิญญา”ถูกเหน็บอยู่ที่ข้างเอวอย่างมั่นคงเสมอเหมือนอวัยวะชิ้นใหม่ที่งอกเงยออกมาจากิญญาเขามองไปยังตัวอักษรสีเืเ่าั้ด้วยดวงตาที่เริ่มมีประกายสีแดงจาง ๆซ้อนทับกับแสงสีม่วงมรณะดูน่าเกรงขามและลึกลับประหนึ่งเนตรของเทวรูปศิลาที่ไร้เมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์
เฒ่าดับสูญ นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเสาศิลาที่ผุพังพินาศเงาร่างของเขาดูราวกับซากสลักที่เลือนหายไปตามกาลเวลาแววตาที่ลึกโหลจ้องมองไปยังผนังถ้ำด้วยความว่างเปล่าทว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“เ้าเห็นสิ่งใดบนผนังนั่นหรือไม่ ฟางหาน? เห็นความรุ่งโรจน์ของวิชาหรือเห็นความตายที่ซ่อนอยู่ในเงาของอักษร?”
ฟางหานไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อย ๆยื่นมือที่ขาวซีดดุจซากศพไปััรอยเืบนผนังที่ดูเหมือนจะยังไม่แห้งสนิทความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกไฟนรกแผดเผาพุ่งเข้าสู่ปลายนิ้วและลามสู่หัวใจในพริบตาเขารู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องของยอดฝีมือผู้ล่วงลับที่ยังคงสถิตอยู่ในรอยเืเ่าั้
"ข้าเห็นหนี้แค้นที่ไม่มีวันชำระหมด...เห็นดวงิญญาที่ยังคงวนเวียนร้องขอความเป็ธรรมจากความตายที่อยุติธรรมทุกอักษรคือหนึ่งชีวิต ทุกรอยแผลคือหนึ่งความแค้นที่ถูกสลักไว้ด้วยความพยาบาทใช่หรือไม่?"
“ตัวอักษรเหล่านี้เขียนด้วยเืของยอดฝีมือที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในยุทธภพ”
ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความทะนงอันยิ่งใหญ่
“ทุกคนตายด้วยมือข้า และทุกคนตายไปพร้อมกับความแค้นที่สลักลึกเข้าไปถึงไขกระดูกข้าเก็บงำพวกมันไว้ในหินเหล่านี้ เพื่อให้คนที่ ‘คู่ควร’และมีความแค้นทัดเทียมกันมาเป็ผู้สืบทอดมรดกเืนี้ต่อไปหากเ้า้าล้างแค้นสำนักบรรพตม่วง เ้าต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และมองโลกใบนี้ผ่านดวงตาของผู้ที่อยู่เหนือความตาย!”
ฟางหานขมวดคิ้วแววตาฉายรอยสงสัยที่แฝงด้วยความกระหายพลังที่ไม่มีวันสิ้นสุด
"ข้าต้องเรียนรู้วิชาจากความตายเหล่านี้หรือ? ข้าต้องสละสิ่งใดอีกเพื่อแลกกับมัน?"
“วิชาที่แท้จริงมิได้สถิตอยู่ในตำราที่สวยหรูที่พวกวิญญูชนจอมปลอมชอบโอ้อวดแต่มันฝังอยู่ในหัวใจที่แตกสลายจนไม่มีชิ้นดีต่างหาก!”
ชายชราะโลงจากเสาศิลาอย่างแ่เบาดั่งขนนกที่ไร้น้ำหนักทว่ายามเท้าััพื้นกลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงอุปมาได้ว่าร่างของเขาไม่มีน้ำหนักของความเป็คนหลงเหลืออยู่แล้ว
“เ้าต้องใช้ ‘เนตรปีศาจ’ จ้องมองลึกลงไปในรอยเืเ่าั้จ้องมองจนกว่าเ้าจะเห็นท่วงท่าที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหยดน้ำตาและเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของพวกมันแต่จงระวัง... ราคาที่เ้าต้องจ่ายอาจสูงเกินกว่าที่เ้าจะคาดคิด”
ฟางหานถามขึ้นอย่างเยือกเย็นดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากบ่อน้ำแข็ง
"ราคาที่ข้าต้องจ่ายเพื่อวิชานี้คือสิ่งใด? หัวใจข้าหรือ?หรือดวงิญญาที่เหลือเพียงน้อยนิด?"
“ดวงตาของเ้า...”
เฒ่าดับสูญตอบสั้น ๆ ทว่าบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
“หากดวงจิตของเ้าไม่แข็งแกร่งพอที่จะสยบความพยาบาทเหล่านี้ได้แสงอาถรรพ์จากคัมภีร์โลหิตจะแผดเผาประสาทััของเ้าจนบอดสนิทไปชั่วนิรันดร์โลกของเ้าจะมืดมิดยิ่งกว่าในถ้ำแห่งนี้และเ้าจะกลายเป็เพียงซากศพเดินได้ที่ไร้หนทางกลับ”
ฟางหานขยับมุมปากเป็รอยยิ้มที่น่าขนลุกยิ่งกว่าปีศาจตนใดในอเวจี
"สำหรับคนที่เป็เพียงซากศพเดินได้เช่นข้า...ดวงตามีไว้เพียงเพื่อเฝ้ามองศัตรูถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ เท่านั้นหากข้าสามารถล้างแค้นได้ ต่อให้ต้องตาบอด ข้าก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง!ดีกว่ามีดวงตาแวววาวแต่ต้องมองดูคนชั่วอย่างฉู่เทียนเสวยสุขอยู่บนกองเืของคนอื่น!"
เขาทรุดกายลงนั่ง จ้องเขม็งไปที่ผนังศิลาโลหิตอย่างไม่กะพริบตารวบรวมลมปราณกลืนิญญาที่ฝึกฝนมาอย่างยิ่งยวดไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง ทันใดนั้นผนังศิลาก็เริ่มสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวในนรก!ตัวอักษรสีเืหลุดลอยออกมาจากผนังพุ่งเข้าหาฟางหานดุจฝูงผึ้งมรณะที่กระหายเืสด ๆ อย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกกกกกกก!”
เขารู้สึกไม่ต่างจากมีเหล็กเผาไฟแดงโร่ทิ่มแทงเข้าไปในลูกตาทั้งสองข้างความเ็ปนั้นรุนแรงจนเขาต้องขบฟันแน่นจนกรามแทบจะแตกสลายเืสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาจากขอบตาเป็ทางยาวอาบไล้ไปตามใบหน้าที่ซีดขาวท่ามกลางความเ็ปจนเจียนบ้า นิมิตแห่งการเข่นฆ่าพลันปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดๆ เขาเห็นกระบวนท่า “ฝ่ามือโลหิตดับสูญ” ที่ทรงพลังทำลายล้าง เห็น“เท้าไร้รอยแค้น” ที่รวดเร็วและลึกลับเสมอเหมือนพรายพนม และที่สำคัญที่สุด เขาเห็น“จิติญญาแห่งกระบี่”ที่สามารถตัดผ่านได้แม้กระทั่งความว่างเปล่าและโชคชะตาที่บิดเบี้ยว
ิญญาอาฆาตเก้าสิบเก้าดวงพุ่งวนเวียนอยู่รอบกายฟางหานพยายามจะเข้าสิงสู่และทำลายดวงจิตของเขาให้แหลกลาญทว่ารอยสักดวงตาปีศาจที่หน้าอกกลับเรืองแสงเจิดจ้าดั่งประทีปในอเวจี มันทำหน้าที่เป็หลุมดำที่ดูดซับเอาความอาฆาตเ่าั้มากลั่นกรองเป็พลังงานที่บริสุทธิ์ทว่าอำมหิตอย่างถึงที่สุดเหงื่อสีเืไหลโซมกายจนชุดสีเทาหม่นกลายเป็สีแดงเข้มที่น่าเกรงขามเฉกเช่นชุดคลุมของจอมมารที่จุติมาเพื่อล้างโลก
“เ้ายังมองเห็นแสงสว่างอยู่หรือไม่? หรือโลกของเ้าได้กลายเป็สีโลหิตไปแล้ว?”
เสียงของเฒ่าดับสูญดังแว่วมาจากที่อันไกลโพ้นประหนึ่งเสียงจากอีกภพหนึ่งที่เขามิอาจหวนคืนไปได้อีก
ฟางหานหอบหายใจรุนแรงอัญมณีในดวงตาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉานดุจทับทิมเืที่ผ่านการเจียระไนด้วยความตายและการสูญเสีย
"ข้าไม่เห็นแสงสว่างนานแล้วอาจารย์... ข้าเห็นเพียง‘จุดตาย’ ของสรรพสิ่งในโลกใบนี้เท่านั้น ทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวล้วนมีจุดจบและข้าเห็นมันอย่างชัดเจนประหนึ่งเส้นด้ายที่รอวันถูกตัด!"
ฟางหานลุกขึ้นยืนช้า ๆ เขามองไปที่มดตัวเล็ก ๆที่กำลังคลานอยู่บนพื้นหินที่แห้งผากในสายตาของเขามดตัวนั้นมิได้เป็เพียงแมลงอีกต่อไปแต่มันมีเส้นสายสีดำเล็กละเอียดเชื่อมต่อกันคล้ายกับใยแมงมุมที่โยงใยชีวิตและเขารู้แจ้งด้วยสัญชาตญาณมรณะว่าเพียงแค่สะกิดที่จุดตัดจุดใดมดตัวนั้นจะแตกสลายไปในทันทีโดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง
“นั่นคือ ‘เนตรโลหิตปีศาจ’”
ชายชราพยักหน้าอย่างพึงใจในความสำเร็จที่รวดเร็วเกินคาด
“จากนี้ไป ยุทธภพจะไม่มีความลับสำหรับเ้าเพราะไม่มีความลับใดหลบซ่อนพ้นสายตาของมัจจุราชที่มองเห็นถึงรากเหง้าของความตายได้!เ้าจะมองเห็นกระแสพลังงานที่ไหลเวียน เห็นจุดอ่อนที่ซ่อนเร้น และเห็นจุดจบของทุกชีวิตที่บังอาจประดาบกับเ้า”
ฟางหานมองไปที่กระบี่ไม้หักข้างเอว
"คัมภีร์โลหิตนี้มิใช่มีไว้เพื่อให้ข้าสูงส่งหรือเป็วีรบุรุษแต่มันมีไว้เพื่อให้ข้าเข้าใจว่า...การตายอย่างทรมานที่สุดนั้นหอมหวานและงดงามเพียงใดสำหรับผู้ที่มอบมันให้ศัตรูอย่างข้า!"
เพื่อเป็การทดสอบขั้นแรก เฒ่าดับสูญได้นำฟางหานไปที่“คอกอสูร” ซึ่งอยู่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของลานศิลา ที่นั่นมี “อสูรซากศพ”ที่เกิดจากการหลอมรวมของิญญาเสือร้ายและลมปราณเน่าเสียข้ามศตวรรษร่างกายของมันใหญ่โตราวกับูเาขนาดย่อม ิัของมันแข็งแกร่งและหนาเตอะไม่ต่างจากเกราะเหล็กกล้าที่ผ่านการตีห้าพันครั้งจนอาวุธธรรมดามิอาจระคายผิวมันส่งเสียงคำรามข่มขวัญจนแผ่นดินะเืเลื่อนลั่นกลิ่นคาวสาบของมันชวนให้ผู้คนเสียสติในพริบตา
ฟางหานไม่ได้ชักกระบี่คืนิญญาออกมาจากฝักที่ไร้อยู่จริงเขาเพียงก้าวเดินเข้าไปหาอสูรร้ายอย่างเงียบเชียบและมั่นคงเปรียบดังเงาพรายที่ล่องลอยตามสายลมดวงตาเนตรโลหิตปีศาจของเขาจ้องเขม็งจนมองเห็น “เส้นชีพจรอาถรรพ์”สีเขียวคล้ำที่หล่อเลี้ยงร่างอสูรนี้อยู่อสูรซากศพพุ่งเข้าใส่ฟางหานด้วยพละกำลังที่สามารถถล่มกำแพงเมืองที่หนาที่สุดได้ในพริบตาทว่าฟางหานกลับเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยท่วงท่าของเขาแ่เบาดั่งขนนกที่ปลิวตามแรงลมแต่ทว่าเฉียบคมประหนึ่งมีดโกนที่กรีดผ่านอากาศโดยไร้ร่องรอยเท้าเขาใช้นิ้วเพียงสองนิ้วจิ้มทะลวงไปที่จุดรอยต่อมรณะระหว่างลำคอและหัวไหล่ของอสูรั์อย่างแม่นยำราวกับการจับวาง
ปึ้ง!
เสียงทึบดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้งร่างของอสูรั์ที่กำลังพุ่งทะยานพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งถูกสาปเป็หินผาวินาทีต่อมา ร่างกายมหาศาลของมันค่อย ๆ แตกสลายจากภายในเืสีดำพุ่งทะลักออกมาดุจน้ำพูอัปมงคลที่แตกกระฉูดก่อนที่ร่างที่เคยน่าเกรงขามจะพังทลายลงกลายเป็กองเนื้อเน่าที่ไร้ค่าในชั่วพริบตานี่คืออานุภาพที่แท้จริงของคัมภีร์โลหิต—การทำลายล้างที่จุดศูนย์กลางของพลังงานโดยสิ้นเชิงจนไม่เหลือซากให้สืบค้น
“เ้าฆ่ามันได้โดยไม่เสียแรงแม้แต่หยดเดียว...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก” เฒ่าดับสูญเดินเข้ามาหาศิษย์รักด้วยความทึ่งในความก้าวหน้า
ฟางหานจ้องมองมือของตนเองที่ยังคงสะอาดสะอ้านไร้รอยเืแม้แต่หยดเดียว
"มันตายง่ายเกินไปอาจารย์...การฆ่าสิ่งมีชีวิตโดยที่มันไม่รู้ตัวว่าตายอย่างไร มันยังไม่สะใจข้าพอข้า้าให้พวกมันรับรู้ถึงวินาทีที่ิญญาถูกกระชากออกจากร่างอย่างช้า ๆ เพื่อให้พวกมันรู้ว่าความสิ้นหวังและความตายมีรสชาติอย่างไรเหมือนกับที่ข้าเคยััยามอยู่ที่ลานศิลานั่น!"
ชายชรามองลึกเข้าไปในดวงตาสีเืที่ไร้ความปรานีของฟางหานและเขารู้ดีว่าเขากำลังสร้างสิ่งที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมาในยุทธภพ
“เ้าคือความหวังสุดท้ายของข้าที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า...นรกแห่งนี้สามารถเอาชนะ์ที่โสมมและจอมปลอมได้! จงรักษาความแค้นนี้ไว้ให้ดีเพราะมันคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของเ้า!”
จันทราสีเืเริ่มปรากฏขึ้นเหนือยอดหุบเขาหมื่นศพแสงสีแดงสลัวอาบไล้ไปทั่วลานศิลาโลหิตดูราวกะทุ่งดอกไม้สีแดงที่เบ่งบานในแดนมิคสัญญีฟางหานยืนเด่นเป็สง่าอยู่ท่ามกลางตัวอักษรสีเืที่ยังคงสั่นไหวประหนึ่งกำลังสรรเสริญนายท่านคนใหม่ของพวกมันลมหายใจของเขาเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินทว่าไอสังหารที่แผ่ออกมากลับรุนแรงและเข้มข้นจนหมอกพิษรอบกายต้องสลายตัวไปในทันที
ฟางหานกำด้ามกระบี่ไม้หักแน่น ความเ็ปในดวงตายังคงอยู่แต่มันกลับเป็ความเ็ปที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก เพราะมันตอกย้ำให้เขารู้ว่าเขายังมีความแค้นที่ต้องชำระและมีหนี้เืที่ต้องทวงคืนจากคนตระกูลฉู่ทุกลมหายใจที่เหลืออยู่!
"บทเรียนต่อไปคือสิ่งใดอาจารย์? ข้าพร้อมจะกลายเป็ปีศาจที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แล้วเพื่อที่ข้าจะได้กลับไปลากพวกมันลงสู่ขุมนรกนี้ด้วยกัน!"
เฒ่าดับสูญมองไปยังความมืดเบื้องหน้าที่ลึกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม
“ ‘หนอนไหมกระชากิญญา’บทเรียนที่จะเปลี่ยนร่างกายของเ้าให้กลายเป็อาวุธสังหารที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริงและจะทำให้เ้าไร้เทียมทานในเชิงยุทธอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในรอบร้อยปี!”
ฟางหานก้าวเดินต่อไปในเงามืดอย่างมั่นคงโดยมีคัมภีร์โลหิตเป็ดั่งแสงนำทางสีเื...สู่การเป็ปิศาจที่สมบูรณ์แบบที่จะกลับไปล้างแค้นบนยอดบรรพตม่วงให้สิ้นซาก!
***********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร