19
ตอนที่ 19 สกุลถัง
“พี่สาว้าสมุนไพรชนิดใดเพิ่มเติมหรือไม่? ข้าสามารถหามาให้ได้ตราบเท่าที่ท่านเต็มใจเดินทางร่วมกันกับข้าในครั้งนี้”
เหลิงหยุนเจียวเผยสะท้อนแววตาอย่างมีความหมาย ปรากฏรอยยิ้มประดับประดาเพียงสองชั่วอึดใจ ก่อนที่ใบหน้าจะกลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิมและหันกลับไปกล่าวกับไป๋ซือิว่า
“สิ่งที่ข้า้ากลับหายากยิ่งนัก แต่หากน้องชายเต็มใจช่วยเหลือจริงๆ พี่สาวคนนี้ก็ยินดีที่จะช่วยเ้าอย่างสุดความสามารถเช่นกัน”
ทว่าทันทีที่เหลิงหยุนเจียวกล่าวจบ จู่ๆชายร่างกำยำใหญ่ที่เอะอะเสียงดังก็พุ่งมาโฉบตัวไป๋ซือิ และกอดคอลากอีกฝ่ายออกไปด้านหนึ่งโดยไว
“เ้าโง่รึเปล่า! ใครๆก็รู้ว่าเถาวัลย์ไม้อสรพิษมันไม่มีราก! ยิ่งไปกว่านั้น ิัของมันยังทนทานราวกับเหล็ก! หากพลาดท่าถูกมันฆ่าตายขึ้นมา เตรียมกลายเป็ปุ๋ยให้มันได้เลย!”
วิธีหารากของมันอย่างนั้นรึ? ไร้สาระสิ้นดี!
ปกติน้องชายของเขาจะฉลาดหัวไวกว่านี้ ไม่รู้ยามนี้เป็อะไรจู่ๆจึงได้โง่ไม่เข้าเื่ไปเสียดื้อๆเช่นนี้!
ไป๋ซือิรับฟังด้วยความนิ่งเงียบมิได้ปริปากตอบโต้อันใด สุดท้ายก็ทำได้เพียงเอ่ยปากเรียกชื่อของชายร่างกำยำใหญ่อย่างใจเย็นว่า
“พี่ใหญ่หวัง”
สีหน้าการแสดงออกอันเกรี้ยวโกรธปนหยาบกระด้างเมื่อครู่ของพี่ใหญ่หวังถึงกับอ่อนลงหลายส่วนทันใด เขาค่อยๆเงยหน้ามองรอยยิ้มจางๆของผู้เป็น้องที่กำลังจะตาย ใจทั้งใจรู้สึกเย็นะเืจับแข็งพลันอย่างไร้เหตุผล
“คราวนี้...ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วใช่ไหม?”
พี่ใหญ่หวังชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง พยายามอ้าปาก้าจะพูดอะไรสักคำ แต่สรุปสุดท้ายกลับพูดไม่ออก
ไป๋ซือิยกมือตบแผ่นหลังของพี่ใหญ่หวังประหนึ่งจะบอกว่าโปรดจงมั่นใจ อันที่จริงเขาเองก็รู้ตัวมาสักพักแล้วว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติกับร่างกายของตนเอง เพียงแต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงขั้นนี้
“วันนี้ข้าสร้างปัญหาให้พี่ใหญ่กับพี่น้องคนอื่นๆมามากเกินพอแล้ว หลังจากนี้ข้าตั้งใจว่าจะออกไปตามล่าเถาวัลย์ไม้อสรพิษบนหุบเขาถงฉางด้วยตัวเอง”
จากชายที่แหกปากเสียงดังโวยวาย พี่ใหญ่หวังในเวลานี้แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมหลงเหลือ ได้ยินคำพูดของไป๋ซือิ เขาถึงกับร่ำไห้ทั้งน้ำตาออกมา
ฟังบทสนทนาระหว่างทั้งสอง เหลิงหยุนเจียวพลันรู้สึกสะท้อนใจในมิตรภาพของชายหนุ่มทั้งสองมิใช่น้อย
แต่สิ่งที่นางกล่าวออกไปทั้งหมดล้วนเป็ความจริงเช่นกัน เพียงแต่ยังมีหนึ่งสิ่งที่นางยังมิได้เอ่ยเตือนออกไปซึ่งก็คือ...การจะได้รากิญญาวารีของเถาวัลย์ไม้อสรพิษมานั้น กลับยากเสียยิ่งกว่าการฝึกปรือลมปราณนับสิบปี
ไม่นาน ไป๋ซือิก็เดินเข้าไปแนะนำตัวกับเหลิงหยุนเจียว
“ข้าชื่อไป๋ซือิ มิทราบว่าพี่สาวมาจากสกุลใดรึ?”
ได้ยินคำถามประโยคนี้ ผู้คนโดยรอบต่างหูตาตั้งให้ความสนใจกันในทันใด
ทุกคนในที่นี้ต่างสงสัยเหลือเกินว่า อิสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวกับเด็กชายดวงตาสีทองผู้นี้ จะใช่สองแม่ลูกคู่นั้นอย่างที่คาดเดากันไว้หรือไม่
เหลิงหยุนเจียวลอบกวาดสายตาพินิจมองรอบตัวอยู่ปราดหนึ่ง ริมฝีปากสีแดงฉ่ำเริ่มแยกออกเล็กน้อย เปล่งน้ำเสียงเย็นะเืราบเรียบขึ้นว่า
“สกุลถัง”
ได้รับคำตอบเช่นนี้ ผู้คนรอบข้างที่เคยสนใจต่างหันศีรษะกลับไปจับกลุ่มพูดคุยกันดังเดิม ราวกับว่าก่อนหน้านี้มิได้สนใจทางด้านของเหลิงหยุนเจียวมาก่อน
ไป๋ซือิย่อตัวโค้งหัวลงเล็กน้อย ปรับขนาดสายตาจับจ้องไปทางเหลิงเจียวเหนียวให้คมชัด และยิ้มกล่าวขึ้นว่า
“เ้าหนู เ้าชื่ออะไรรึ?”
เหลิงเจียวเหนียงหันศีรษะขวับ รีบมองไปยังเหลิงหยุนเจียวเพื่อส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันใด แม่จ๋าของเขาเพิ่งจะกุชื่อสกุลปลอมไปเมื่อครู่ เขาจึงไม่กล้าพูดพล่ามไร้สาระออกไป
เหลิงหยุนเจียวยกมือขึ้นลูบหัวลูกชายอย่างเบามือ แล้วกล่าวขึ้นว่า
“เขาใช้แซ่เดียวกับข้า ชื่อเสี่ยวเปา”
“ถังเสี่ยวเปา? เป็ชื่อที่ดี!”
ไป๋ซือิคลี่ยิ้มกว้างดูสดใสประหนึ่งดวงตะวันที่ขจัดความมืดมิดจนหมดสิ้น
“แต่การเดินทางขึ้นหุบเขาถงฉางค่อนข้างอันตรายมาก เราไม่ควรพาเสี่ยวเปาไปด้วย”
เหลิงหยุนเจียวเลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อยและชำเลืองหน้ามองเ้าตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ อันที่จริงนางเองก็ครุ่นกังวลเกี่ยวกับเื่นี้อยู่เช่นกัน
“หากแม่นางถังไม่ติดอะไร ย่อมสามารถฝากเด็กคนนี้ให้ทางค่ายทหารรับจ้างช่วยดูแลชั่วคราวได้”
สุ้มเสียงของชายชราเปล่งดังแทรกขึ้น ท่านอาจารย์หลิวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูค่ายทหารรับจ้างเอ่ยปากเสนอ
ท่านอาจารย์หลิวถึงขนาดออกปากพูดเช่นนี้ขึ้นมาเอง ก็ไม่มีใครในค่ายทหารรับจ้างที่กล้าคัดค้านปฏิเสธเช่นกัน
ท่านอาจารย์หลิวมีสถานะอย่างไรในสถานที่แห่งนี้ ทหารรับจ้างทุกคนต่างนับถือและให้เกียรติกันทั้งสิ้น
“แม่จ๋า...”
เหลิงเจียวเหนียงกระตุกแขนเสื้อของเหลิงหยุนเจียวผู้เป็แม่เบาๆหลายครา แต่ก็ไม่กล้าใช้แรงมากเกินไปเพราะกลัวอีกฝ่ายไม่พอใจ สีหน้าการแสดงออกดูเศร้าสร้อยผิดหูผิดตา น้ำเสียงพึมพำที่เปล่งเรียกแ่เบาราวกับขนมสายไหมที่กำลังละลาย