เมืองหลวงจักรวรรดิฉินปกครองโดยองค์จักรพรรดิ วันนี้ผู้คนคั่บคั่งเป็พิเศษ เพราะสี่สำนักใหญ่เปิดรับสมัครศิษย์ เหล่าผู้บ่มเพาะพลังพเนจรต่างพากันมาเสี่ยงโชคลองดู สี่สำนักใหญ่ตั้งตะหง่านทั้งสี่ทิศของจักรวรรดิ เหนือมีหุบเขากระบี่ ใต้มีวังนำ้ทิพย์ ตะวันออกมีถำ้ประกายเซียน ตะวันตกมีสำนักชิงฉู่ ทั้งสี่สำนักใหญ่เป็ขุมกำลังบ่มเพาะผู้บ่มเพาะพลังชั้นดีให้กับทางจักรวรรดิ เด็กหนุ่มมาถึงเมืองหลวงก็มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก เเต่นึกเเปลกใจที่สหายชุดขาวก็ติดตามมาด้วยจึงได้เอ่ยวาจาออกไป "สหายหรือเป้าหมายของเ้าคือ สำนักชิงฉู่" คนชุดขาวไม่เอ่ยวาจาเพียงพยักหน้าตอบรับ เช่นนั้นไม่พูดให้มากความทั้งสองมุ่งทิศตะวันตกสู่สำนักชิงฉู่
สำนักชิงฉู่ตั้งอยู่บนเขาสูงตะหง่านทางตะวันตกที่ได้ชื่อว่าชิงฉู่เพราะว่าทั่วเขามองไปทางไหนทัศนียภาพมีเเต่ต้นไผ่สีเขียวล้อมรอบ ต้นไผ่พวกนี้นอกจากให้ความสวยงาม ใบไผ่พวกนี้ยังนำไปกลั่นเหล้าใบไผ่ที่มีรสหวานหอมกลิ่นใบไผ่อ่อนๆ ฉะนั้นในสำนักส่วนใหญ่จึงมีเเต่พวกขี้เมาไม่เว้นกระทั่งอาจารย์ของสำนัก จนคนภายนอกลือกันหนาหูว่าเเทนที่เข้าสำนักจะศึกษาคัมภีร์ยุทธ์ตั้งใจบ่มเพาะพลังวันๆต่างพากันเเต่กลั่นเหล้าดื่มกิน
ตีนเขาทางเข้าสำนัก ผู้คนร่วมกว่าร้อยชีวิตรวมตัวกันอยู่หน้าประตูทางเข้าสำนัก
เด็กหนุ่มกับสหายชุดขาวรวมอยู่ในฝูงคนพวกนั้น เบื้องหน้าประตูสำนักที่ตั้งตะหงาดด้วยเสาไม้ั์สองท่อนกับเเผ่นไม้ั์ที่สลักป้ายอักษรชื่อสำนักตัวใหญ่เอาไว้ มีชายเเก่วัยกลางคนในชุดสีเขียวสลับขาวนอนหลับไม่ได้สติอยู่ข้างเสาป้ายสำนัก เมื่อเห็นคนเริ่มเยอะชายหนุ่มในชุดเขียวตัดขาวที่ดูเหมือนเป็ลูกศิษย์ก็เดินไปสะกินเรยีกชายเเก่ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติที่ข้างเสา เอ่ยว่า"อาจารย์อาผู้คนเริ่มมากันเเล้ว" ชายเเก่ตื่นจากผวังลุกขึ้นมาปาดเช็ดนำ้ลายที่ไหลย่อยไปทั่วทั้งเเก้มก็เอ่ยตอบลูกศิษย์ประโยคหนึ่ง “รู้เเล้ว” คนผู้นี้คืออาจารย์อางั้นเหรอ สภาพเหมือนคนขี้เมาเช่นนี้นะเหรอเห็นที่ข่าวลือที่ว่าคงเป็จริง เห็นสภาพของคนตรงหน้าเป็เช่นนี้ก็สร้างความลำบากใจให้กลับผู้ที่จะมาสมัครฝากตัวเป็ศิษย์ไปกว่าครึ่ง คนเเก่ในชุดเขียวตัวขาวที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อาท่าร่างไม่มั่นคงเดินโซซัดโซเซเหมือนคนยังไม่สร่างเมาคอยๆย่างเท้าลงมา เอ่ยหนึ่งประโยค “อ่า--พวกเ้าคงเป็บุคคลที่คิดจะมาฝากตัวเป็ศิษย์ของสำนักข้าสินะขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ง่ายหรอกนะ ผู้ที่จะเข้าสำนักต้องผ่านบททดสอบสองอย่างจึงจะมีสิทธ์เข้าสำนัก ข้าเเซ่เหวินนามว่าจิง เป็ผู้คุมสอบด่านที่หนึ่งนี้ ด่านที่หนึ่งนี้ง่ายมากหลังประตูใหญ่นี้คือทางขึ้นเขาสู่ด่านที่สองของพวกเ้าใช้ให้เวลาถึงอาทิตย์ตกดินใครขึ้นไปถึงชั้นบทสุดได้ถือว่าผ่านการทดสอบ” ผู้เเซ่เหวินผายมือชี้ไปทางประตูสำนักเื้ัประตูคือทางบันไดลาดชั้นที่สูงตะหงานกว่าหนึ่งพันขั้นตรงขึ้นไปไม่มีคดเคี้ยว พูดจบหนึ่งประโยคคอเริ่มเเห้งจึงยกสุราในนำ้เต้าที่ห้อยอยู่หว่างเอวกะดกเข้าปาก
เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็นึกดีใจไม่น้อยไม่คิดว่าด่านเเรกจะง่ายถึงเพียงนี้
คนชุดขาวไม่เปล่งวาจารีบย่างเท้าเดินหน้าออกไป
พริบตาที่สิ้นเสียงคนเเซ่เหวินคนกว่าร้อยชีวิตพากันวิ่งกรุขึ้นไปตามทางบันไดหวังจะขึ้นถึงยอดก่อนอาทิตย์ตกดิน
เหวินจิงไม่เอ่ยกล่าวอันใดมากเพียงเเต่พุ่งทะยานตัวขึ้นท่าร่างดุจภูติพรายนั่งบนป้ายสำนักยกสุราในนำ้เต๋าออกมากะดกใส่ปากพลันมองดูฝูงคนที่กำลังพากันวิ่งขึ้นบรรไดพันขั้น นับก้าวในใจ “เเปด เก้า สิบ” คนที่ขึ้นบันไดมากกว่าสิบเก้าขึ้นไปความเร็วเริ่มตกลงวิ่งช้าอืดอาดดั่งถูกโซ่ตรวนพันธนการไว้ เหวินจิงยิ้มมุมปากเอ่ยในใจออกมา "บันไดพันขั้นนี้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งสำนักรุ่นเเรกมองเพิ่นๆมันก็เเค่บันไดธรรมดา เเต่เเฝงไปด้วยไอปราณกดดันมหาศาลสิบขั้นเเรกยังสบายหลักจากสิบขั้นขึ้นไปคือของจริง ทุกปีๆด่านเเรกนี้ก็ลดจำนวนผู้สมัครไปมากกว่าครึ่งดูสิว่าปีนี้จะมีคนน่าสนใจสักกี่คน"
ผ่านไปครึ่งวันอาทิตย์ส่องตรงกลางหัวมีหลายคนขึ้นไปเกินกว่าห้าร้อยขั้นเเล้วบ้างก็ล้มลงอยู่ที่ขั้นสามร้อย สี่ร้อย บ้างก็ยอมเเพ้เเล้วถอนตัวกลับ
เด็กหนุ่มพยายามย่างเท้าขึ้นบันไดไปทีละขั้นด้วยท่าร่างไม่มั่นคงพร้อมเอ่ยวาจาสบด “มารดามันเถอะไฉนร่างกายหนักเช่นนี้” หลังเหลือบไปมองสหายชุดขาวที่ย่างก้าวเดินขึ้นมาด้วยท่าร่างมั่นคงสีหน้าดูไม่ทุกข์ร้อนพลันเอ่ยหนึ่งประโยค “สหายไฉนเ้าถึงเดินด้วยท่าทางเรียบง่ายเช่นนี้”
สหายชุดขาวชำเรืองสายตาไปทางเด็กหนุ่มที่ฝืนพยายามเดินขึ้นขั้นบันไดก็เอ่ยวาจาทองคำออกมา "อย่าฝืนต้านทานให้ดูดซับ"
เอ่ยวาจาเสร็จก็ทะยานร่างย่างก้าวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว พลันนึดถึงประโยคเมื่อครู่เหมือนจะเป็ความลับของการผ่านด่านครั้งนี้
ได้ยินประโยคนั้นของสหายเด็กหนุ่มก็ผันเปลี่ยนจากฝืนต้านทานเป็ดูดซับไอปราณพวกนั้น เป็ดั่งที่คาดร่างกายที่หนักผลันคอยๆเบาขึ้น ทะยานร่างย่างก้าวตามคนชุดขาวไป
เเซ่เหวินนั่งชมมองอยู่บนป้ายสำนักผลันเอ่ยวาจา “คนชุดขาวผู้นี้ช่างน่าสนใจ”
ตะวันลับสุดขอบฟ้าผู้ผ่านด่านเเรกบันไดหนึ่งพันขั้นทั้งสิ้น "สี่สิบหกคน"
…..