ตอนที่ 4 ส่งจดหมาย
เหนียนอิ๋งสี่หยิบเอากรรไกรที่ใช้เล็มไส้เทียนบนโต๊ะขึ้นมาตัดผ้าคลุมกันลมออกเป็สองส่วนในครั้งเดียว ยามเห็นแผ่นเหล็กเล็กๆ สอดอยู่ในผ้าคลุมกันลมนั้น แววตาของนางก็สาดประกายเย็นเยียบ
หากความทรงจำของนางมิได้ผิดเพี้ยนไปละก็ ผ้าคลุมกันลมผืนนี้ก็คือสิ่งที่พระชายาซือหนานอ๋องอวี๋ซูหลานให้คนนำมามอบให้ ตอนนั้นด้านนอกกำลังมีฟ้าร้องฟ้าผ่า ทว่าในเวลานั้นอวี๋ซูหลานกลับให้คนส่งผ้าคลุมกันลมที่มีแผ่นเหล็กมาให้นางสวม หากมิใช่เพราะอยากให้สายฟ้าฟาดใส่เ้าของร่างนี้ ก็ไม่รู้จะอธิบายแผ่นเหล็กที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนี้ได้อย่างไรเลยจริงๆ
มิน่าล่ะ นางถึงได้ทะลุมิติมา และก็มิน่าล่ะเ้าของร่างนี้ถึงได้เสียชีวิตลงกะทันหัน เดิมทีมือมืดที่คอยบงการทุกสิ่งด้านหลังม่านก็คืออวี๋ซูหลานนี่เอง
“คุณหนู เวลานี้ในห้องครัวเหลือเพียงโจ๊กเล็กน้อยแล้วเ้าค่ะ” เชียนเชียนเดินเข้าประตูมา ขณะที่พูดอยู่นั้นก็วางโจ๊กถ้วยเล็กที่เหลืออยู่ลงบนโต๊ะไปด้วย
เดิมทีเหนียนอิ๋งสี่นั้นหิวมาก ทว่านางกลับไม่อยากอาหารเลยแม้แต่นิด นางผลักเอาชามโจ๊กไปกองไว้ด้านข้าง แล้วหันมาสั่งกับเชียนเชียนว่า “ไปเอาพู่กันกับกระดาษมาให้ข้า”
แม้เชียนเชียนไม่รู้ว่าคุณหนูของตัวเองคิดอยากจะทำสิ่งใด ทว่านางก็ยังส่งพู่กันกับแผ่นกระดาษมาที่เบื้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเชื่อฟังอยู่ดี
ก่อนหน้านี้เหนียนอิ๋งสี่เคยเรียนวิธีเขียนอักษรด้วยพู่กันมาแล้ว หลายปีให้หลังถึงได้จับพู่กันอีกครั้ง ทว่านางกลับไม่รู้สึกแปลกแยกเลยสักนิด หลังจากที่เขียนตัวอักษรลงไปในกระดาษอย่างคล่องแคล่วลื่นไหลหลายบรรทัดแล้ว นางก็พับกระดาษเป็สี่ทบก่อนจะยื่นส่งให้ถึงมือเชียนเชียน “เ้าช่วยส่งจดหมายของข้าไปที่จวนซือหนานอ๋องภายในคืนนี้ ส่งให้ถึงมือของพระชายาซือหนานอ๋องด้วยตนเอง และไม่ต้องเอ่ยให้มากความ”
ตอนนี้นางวาดหวังอยากเห็นสีหน้าของอวี๋ซูหลานยามที่ได้เห็นจดหมายนี้มาก คนที่เห็นชัดว่าสมควรจะตายไปแล้วคนหนึ่งกลับยังไม่ตาย ทั้งเปลี่ยนท่าทีมาประกาศศึกกับนางเสียแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่าความสามารถในการทนรับของอวี๋ซูหลานผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งระดับใดกัน หรือจะคิดว่านี่เป็ิญญาหลอกหลอนหรือไม่ ฮ่าๆ! ภายในใจของอวี๋ซูหลานสบายใจขึ้นมาก จะดีที่สุดหากอวี๋ซูหลานใตายไปเสีย ไม่ต้องให้นางมาเสียเวลาลงมือด้วยตัวเองอีกในภายหลัง
เชียนเชียนมองสีท้องฟ้าด้านนอก นางยังคงยืนละล้าละลังอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องไป
หลังเชียนเชียนจากไปแล้ว เหนียนอิ๋งสี่ก็มองโจ๊กที่ยังเหลืออยู่ในชามนั้น นางขมวดคิ้วก่อนเริ่มตักมันเข้าปาก ก็ยังนับว่าดีกว่าไม่มีอะไรเลย แม้จะเป็ของเหลือแต่ก็ยังไม่ได้ส่งกลิ่นบูดเน่าอะไร
หลังจากดื่มโจ๊กนั้นลงไปอย่างลวกๆ แล้ว เหนียนอิ๋งสี่ก็เดินไปที่เตียงพลางล้มกายลงเริ่มนอน สิ่งที่เรียกว่าการฟื้นฟูกำลังนั้นจริงๆ แล้วนับว่าง่ายดายยิ่ง กินอิ่มแล้วนอนก็ถือเป็วิธีการที่เที่ยงตรงที่สุดแล้ว
ในค่ำคืนมืดมิดแผ่ความหนาวเย็นหลังฝนตกออกมา เชียนเชียนเดินอยู่บนถนนอันเงียบสงัดเพียงผู้เดียว บางครั้งนางก็มองไปมารอบด้านด้วยความหวาดระแวง
นางไม่คิดเลยว่าเหนียนอิ๋งสี่ที่ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้จะคล้ายเปลี่ยนเป็คนละคน แม้ในใจจะหวาดกลัวคุณหนูรองในยามนี้อยู่เล็กน้อย แต่ความดีใจนั้นกลับมีมากกว่า นางคิดว่า หากเหนียนอิ๋งสี่คนก่อนมีกลิ่นอายเช่นนี้ละก็ บางทีอาจทำให้ทุกคนไม่มารังแกหยามิ่ได้แบบนี้หรอก
สายลมกระโชกแรงพัดมาอย่างไร้ความปรานี ร่างเล็กจ้อยของเชียนเชียนครั้นถูกลมพัดก็ถอยหลังไปสามก้าว มือที่รีบยื่นไปยึดกำแพงไว้หลุดออก แผ่นจดหมายที่เดิมทีกำแน่นอยู่ในมือก็ลอยตามสายลมรุนแรง ถูกพัดออกไปไกล
เมื่อเห็นแผ่นจดหมายที่ยิ่งลอยก็ยิ่งสูงขึ้นนั้น เชียนเชียนก็กระทืบเท้าอย่างหัวเสีย คิดดูแล้วคุณหนูคงเขียนเื่ที่สำคัญมากๆ ไว้บนจดหมาย ถึงได้สั่งให้นางมาส่งข้ามคืนปานนี้ ทว่ายามนี้กลับถูกนางทำหายเสียแล้ว นี่ควรทำอย่างไรดี
บนถนนอีกสายหนึ่งนั้น
รถม้าวิจิตรคันหนึ่งกำลังควบผ่านถนนอันเงียบสงัด สายลมที่แฝงไอเย็นพัดผ่านมา พัดเอาผ้าม่านที่คลุมหน้าต่างรถม้าม้วนขึ้น อีกทั้งยังพัดเอาแผ่นกระดาษหนึ่งแผ่นที่ถูกพับเป็สี่เหลี่ยมเข้ามาด้วย
นิ้วมือขาวเรียวยาวคีบแผ่นกระดาษที่ปราศจากความโดดเด่นเบาๆ ก่อนขยับปลายนิ้วอย่างรวดเร็วไม่กี่ครั้ง ตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในแผ่นกระดาษก็ปรากฏโฉมออกมาท่ามกลางความว่างเปล่า
เมฆดำทอดยาวเหนือภูผาหิมะในชิงไห่ ข้าเฝ้ามองด่านอวี้เหมินจากเมืองอันอ้างว้าง
สวมเกราะทองรบรามาร้อยศึกเหนือทะเลทรายเหลือง หากทำลายโหลวหลันมิได้จะไม่หวนคืน[1]
ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนี้แม้จะเป็อักษรเล็กเรียวคล้ายต้นหลิวแบบสตรีเขียน แต่กลับไม่สูญเสียพลังแลปณิธาน ทำให้คนที่ได้เห็นเพียงปราดเดียวก็ดูออกถึงความมุ่งมั่นและความไม่ยินยอมในใจของสตรีผู้นี้
ผู้ที่อ่านจดหมายนี้กลับไม่ได้โยนจดหมายที่ลอยมาอย่างเหนือความคาดหมายนี้ออกไป ทว่ากลับค่อยๆ พับมันตามรอยเดิมอย่างอดทน ก่อนสอดมันเอาไว้ตรงฝีตะเข็บลายเมฆมงคลในแขนเสื้อกว้างของตนเอง
เชิงอรรถ
^ บทกลอนที่พรรณนาถึงปณิธานอันแรงกล้าในการกรำศึก ไม่ว่าจะเจออุปสรรคมากมายเพียงใดก็จะไม่ท้อถอยจนกว่าจะชนะ