หุบเขาประตูั.
สามวันหลังจากนั้นที่บ้านตระกูลจง,ที่สวนหลังบ้านห้องโถงใหญ่,เหล่าเย่จื่อจงที่เดินค้ำไม้เท้าัเดินออกมา,จ้องมองไปยังบุตรชายบุญธรรมด้วยความตื่นเต้น.
"พวกเ้าเข้าใจชัดแจนแล้วใช่ใหม?"เหล่าเย่จื่อจงสอบถามออกไป.
"ครับ,อี้ฟู,"ทุกคนพยักหน้าตอบรับด้วยความตื่นเต้น.
"ทุกๆอย่างในบ้านนั้นได้ทำการจัดเตรียมเอาไว้หมดแล้ว,อี้ฟูไม่จำเป็ต้องเป็ห่วง,"จงเทียนกล่าว.
"อืม."เหล่าเย่จื่อประกายแสงภายในที่มีความสุข,จ้องมองไปยังเหล่าบุตรบุญธรรมอีกหลายคนที่มีพลังฝึกตนไปถึงระดับเห่าเทียนขั้นปลายเพิ่มอีก,พร้อมกับพยักหน้าพึงพอใจ.
เขาใช้ไม้เท้าัเคาะลงไปบนพื้นเป็จังหวะ.
แค๊กๆๆๆๆ
บุตรบุญธรรมทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ,เมื่อเห็นพื้นค่อยๆเปิดเป็ช่องทางเดินเป็บันไดลงไปยังพื้นด้านล่าง.
ทุกคนจ้องมองด้วยความประหลาดใจ,แม้แต่จงเทียน,คนที่คอยรับใช้อี้ฟูตลอดเวลา,เขาเองยังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง,อี้ฟูมีความลับมากมายเท่าไหร่กันที่ซ่อนเอาไว้อยู่?
"ไปกันได้แล้ว."เหล่าเย่จื่อจงนำทุกคนลงบันไดไปยังพื้นด้านล่างในทันที.
บุตรชายของเขาที่จ้องมองหน้ากันและกัน,ไม่มีใครกล้าที่จะถามสิ่งใดออกไป.
พวกเขาที่เดินลึกลงไปเรื่อยๆ,ช่องทางเดินเองก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ,จนท้ายที่สุดก็เข้ามายังห้องโถงขนาดใหญ่อยู่ใต้พื้นดิน.
บนกำแพงแห่งหนึ่ง,ดูโอ่อ่ามีศีรษะของหมาป่าประดับอยู่,เหล่าเย่จื่อจงที่หมุนศีรษะหมาป่าอย่างนุ่มนวล,ที่ตำแหน่งดังกล่าวนั้นก็มีช่องทางที่ปิดอยู่กำลังเปิดขึ้น.
เหล่าบุตรบุญธรรมต่างก็รู้สึกประหลาดใจ,ช่องทางดังกล่าวนั้นยาวมาก,ราวกับว่ามันจะยืดยาวไร้ที่สิ้นสุด,ตามกำแพงนั้นมีไฟส่องสว่างที่ค่อยๆถูกจุดขึ้นที่ละดวง,สุดทางเดินนั้นมีสิ่งประดิษฐ์ที่เป็เหมือนเรือนพักขนาดใหญ่อยู่.
ตลอดทางเดินของโถงทางเดินนั้นนั้นมีรางเหล็กคู่ที่ยืดยาวออกไปพร้อมๆกันทางเดิน,ยืดออกไปไกลเป็แนวคู่สุดลูกหูลูกตา.
ที่ด้านเรือนเหล็กนั้นมีคนหลายสิบคน,ทุกคนต่างก็โค้งคารวะเมื่อเห็นเหล่าเยว่จื่อจง,เห็นได้ชัดเจนว่าคนเหล่านี้เหล่าเย่จื่อจงได้จัดเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว.
เขาจ้องมองไปยังเรือนเหล็กพร้อมกับถอนหายใจยาว,นี่อะไรนะรึ? รถไฟจากชีวิตที่แล้วของเขานั่นเอง,แต่มันก็ยังดูเหมือนเป็รถไฟไอน้ำรุ่นเก่าหงำเหงือกอยู่.
จงซานนั้นไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างเทคโนโลยีต่างๆจากชาติที่แล้วมากมายนัก,ทว่าก็พอรู้ว่ารถไฟไอน้ำนั้นทำงานอย่างไร,ด้วยการเผาไหม้ถ่ายหินสร้างความร้อนก่อให้เกิดไอน้ำแรงดันสูงเพื่อช่วยในการหมุนของลูกสูบให้เครื่องยนต์ทำงานนั่นเอง.
ห้าปีก่อนหน้านี้,หลังจากที่เสาะหาช่างฝีมือมากมาย,หลังจากที่ใช้เวลากว่ายี่สิบปี,ท้ายที่สุดก็สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ไอน้ำได้สำเร็จ,ด้วยการร่วมมือกับช่างฝีมือและความทรงจำจากชาติที่แล้ว,ทำให้สามารถสร้างรถไฟรุ่นต้นแบบขึ้นมาได้.
ทว่าจงซานนั้นไม่เคยเปิดเผยสิ่งประดิษฐ์ต่อสาธารณะชนเลย,จะเป็การดีหากมีเพียงเขาที่รู้เกี่ยวกับมัน.
ดังนั้น,เขาจึงได้สร้างรางรถไฟขึ้นที่ใต้ดินนั่นเอง.
เหล่าเย่จื่อจงนั้นมีทรัพย์สินมากมายนับไม่ถ้วน,การสร้างสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ขึ้นมาจึงหาได้มีปัญหาอะไร.
***กระต่ายเ้าเล่ห์มีสามโพรง,นั่นคือสิ่งที่เหล่าเย่วจื่อทำ?
"เข้ามาข้างในได้แล้ว,"เหล่าเยว่จื่อจงที่นำทุกคนเข้ามาภายในห้องโดยสาร,สายตาของบุตรชายทั้งแปดต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจเป็อย่างมาก,ที่จริงแล้วสิ่งนี้คืออะไร?ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปยังการชุมนุมหุบเขาัหรอกรึ?
หลังจากที่ประตูปิด,เหล่าเย่จื่อที่กล่าวกับคนด้านนอก,"ไปกันได้แล้ว."
"ขอรับ,นายท่าน."เหล่าบ่าวนับสินคนที่ตอบกลับในทันที.
ภายในห้องโดยสารนั้นนับว่าหรูหราเป็อย่างมาก,บุตรชายของเขารู้สึกว่ากระท่อมเหล็กชิ้นนี้กำลังเคลื่อนที่.
นอกจากนี้,ยังได้ยินเสียงราวกับสายฟ้าฟาดดังขึ้นที่ด้านหน้า.
ปู๊ดดดดด~~ ปู๊นนนนนนน~~~....................
รถไฟไอน้ำ,ที่อยู่ลึกลงมาใต้ดิน,เริ่มเคลื่อนที่ไปยังทิศทางด้านหน้าตามคำสั่งของเหล่าเย่จื่อจง.
ภายในใจของบุตรบุญธรรมต่างก็เต็มไปด้วยความคำถามมากมายเมื่อจ้องมองทิวทัศด้านนอกผ่านหน้าต่างกระจก,พวกเขารับรู้ได้ว่ากระท่อมเหล็กแห่งนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเป็อย่างมาก.
พวกเขาเริ่มจ้องมองหน้ากันและกันด้วยความประหลาดใจ,และท้ายที่สุดก็จ้องมองมายังเหล่าเย่จื่อจง.
เหล่าเย่จื่อจงในเวลานี้,กุมไม้เท้าั,พร้อมกับนั่งปิดตาพักผ่อน,เช่นนั้นในบรรดาบุตรชายของเขาจึงไม่มีใครกล้ารบกวน,ทำให้คำถามมากมายสะสมอยู่ภายในใจของพวกเขา.
สามวันสามคืน,รถไฟที่แล่นตลอดทั้งสามวัน,บุตรชายทั้งแปดไม่รู้เลยว่าพวกเขาอยู่ห่างจากบ้านมาไกลขนาดใหนแล้ว.
สามวันมานี้,เสียงรถไฟที่คำรามดังก้อง,เหล่าบุตรบุญธรรมที่ประหลาดใจในตอนแรก,ตอนนี้เริ่มชินกับเสียงของมันไปเรียบร้อยแล้ว.
ในวันที่สาม,รถไฟที่ค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลงก่อนที่จะหยุดในที่สุด.
ดินแดนใต้ดินเองนั้นนับว่าเป็ห้องโถงที่มีขนาดใหญ่เป็อย่างมาก,เหล่าเย่จื่อจงพาทุกคนขึ้นมา้าผ่านช่องทางเดินเหมือนกับตอนแรก.
"ที่แห่งนี้,มีหมู่บ้านที่เชิงเขาเหิง,สถานที่แห่งนี้เป็ทรัพย์สินของข้า,พักอยู่ที่นี่สองวัน,ข้า้าให้พวกเ้าสมบูรณ์ที่สุด,หลังจากนี้สองวัน,พวกเราจะเดินทางไปยังหุบเขาประตูัเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน,"เหล่าเย่จื่อจงกล่าว.
"ครับ."ทุกคนตอบกลับ.
พวกเขาทุกคนที่เดินออกจากห้องโถง,สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังหมู่บ้านขนาดใหญ่,มีเหล่าบ่าวรับใช้หลากหลายคนที่เข้ามาทำความเคารพเหล่าเย่จื่อ,หลังจากนั้นพวกเขาก็พาเหล่าบุตรบุญธรรมไปยังที่รับรอง.
หลังจากที่บุตรบุญธรรมจากไปแล้ว,เหล่าเย่จื่อจงก็เดินเข้าไปยังสวนขนาดเล็ก,ที่แห่งนี้เป็ที่พักส่วนตัวของเขา,เขาที่เปิดประตูออกเบาๆ,ก่อนที่จะเห็นห้องพักที่ทำความสะอาดอย่างดี.
เป็ห้องนอนที่ใหญ่โตหรูหรามีตู้ขนาดใหญ่หลายแห่ง,บนกำแพง,ที่ด้านหน้าเตียงนอน,มีภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่.
ภาพดังกล่าวนี้เก่าแก่เป็อย่างมาก,แน่นอน,ว่าภาพวาดนี้ได้วาดขึ้นมาเมื่อนานมาแล้ว.
เขาที่ค่อยๆเดินเข้าไปจ้องมองไปยังภาพวาดดังกล่าวด้วยท่าทางพินิจพิเคราะห์.
เป็ภาพวาดของหญิงสาวคนหนึ่ง,ที่งดงามเป็อย่างมาก,มีดวงตาที่ส่องสว่างราวกับดวงดารา,ฟันขาว,ผมสีดำเงา,รูปร่างดูดี,นางที่สวมชุดคลุมหนังสัตว์สีแดงและถือดอกไม้ที่งดงามมาอังที่จมูก,เผยยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวลพร้อมดมกลิ่นดอกไม้,รอยยิ้มของนางที่ราวกับว่าสามารถทำให้โลกนี้หมุนรอบตัวของนางได้.
ใบหน้าที่ซับซ้อนเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกของเหล่าเย่วจื่อจง จ้องมองไปยังหญิงสาวคนดังกล่าวตาแทบไม่กระพริบ.
"เป่าเอ๋อ,เ้าลืมข้าไปแล้วรึ? ทำไมเ้าไม่กลับมาหาข้า?"ใบหน้าของเหล่าเย่จื่อจงที่เต็มไปด้วยความเศร้า,และเ็ป.
หลังจากที่ยืนจ้องมองรูปวาดดังกล่าวกว่าสองชั่วโมง,เหล่าเยว่จื่อจงก็ถอนหายใจ,ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับนั่งลงบนเตียง.
เขานั่งลงบนเตียงพร้อมกับวางไม้เท้าัอยู่ด้านข้างพยายามทำใจให้สงบ,พร้อมกับนั่งสมาธิและเริ่มบำเพ็ญเพียร.การประลองในการชุมนุมประตูันั้นกำลังจะเริ่มแล้ว,เขาจะต้องอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด,ในการเข้าไปในหุบเขาประตูั.
สองวันหลังจากนั้น,ที่ด้านนอกของหมู่บ้าน,เหล่าเย่วจื่อจงได้เดินนำออกมา,โดยมีบุตรบุญธรรมทั้งแปดเดินตามมา.
ทิศทางที่พวกเขามุ่งไปนั้นเป็แนวเขาใหญ่ทางด้านเหนือของหมู่บ้าน,เส้นทางที่ขุรขระ,และลำบากเป็อย่างมาก,หากไม่ใช่เพราะพวกเขาคือผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้,คงไม่สามารถที่จะปีนแนวเขานี้ได้,ระหว่างทางนั้น,มีหญ้าพิษและแมลงเต็มไปทุกที,หากไม่เพราะว่าเหล่าเยว่จื่อจงมีประสบการณ์หลายสิบปี,บางทีพวกเขาคงจะถูกพิษกันหมดแล้ว.
เหล่าบุตรบุญธรรมทั้งแปดที่เห็นสภาพแวดล้อมทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นเกรงขึ้นมาเช่นกัน.
เหล่าเยว่จื่อจงที่เดินค้ำไม้เท้า,โดยมีบุตรชายจงซีจิวคอยยื่นมือจับไม้เท้าไปตลอด,ทุกคนยกเว้นจงเทียน,ต่างก็ไปถึงระดับสูงสุดของขั้นเห่าเทียน,ดังนั้นจึงปีนป่ายพื้นที่ขรุขระนี้ไม่ยากเย็นนัก,จงเทียนที่ช้าสุด,ทว่าเหล่าเยว่จื่อจงก็อดทนชลอความเร็ว,รอเขาอยู่เป็ระยะ.
ในคืนนั้น,พวกเขาได้หาสถานที่พักผ่อนเอาแรง,มีเพียงจงเทียนที่ยังคงเฝ้ายาม,จ้องมองพื้นที่รอบๆป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายและแมลงพิษเข้าใกล้.
จงเทียนที่มีนิสัยตรงไปตรงมา,ถึงแม้ว่าจะเป็พี่ใหญ่สุดทว่าพลังฝึกตนของเขากลับไม่ได้รวดเร็วเหมือนคนอื่น,ตอนนี้เพิ่งไปถึงระดับ 8 โหวเทียนเท่านั้น,จงเทียนนั้นไม่ได้คาดหวังแต่อย่างใด,เขาเพียงแค่้าเห็นการประลองประตูัในตำนานเท่านั้น.
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถที่จะปล่อยให้เหล่าเยว่จื่อจงเฝ้ายามได้,ส่วนบุตรบุญธรรมอีกเจ็ดคน,จงเทียนรู้ว่าพวกเขาเป็คนที่ค่อนข้างหัวสูง,มีเพียงแค่ตอนเด็กเท่านั้นที่เขาได้รับความเคารพนับถือ,ตลอดจนเมื่ออยู่ต่อหน้าอี้ฟู,ทว่าจงเทียนนั้นเป็คนซื่อและอ่อนโยน,เขาจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก,ต้องไม่ลืมว่าพลังฝึกตนของพวกเขานั้นเหนือกว่าเขามาก.
ยิ่งลึกเข้าไปในเทือกเขาเท่าไหร่,แม้ว่าจะไม่พบกับสัตว์ร้าย,ทว่าก็พบกับแมลงพิษ,หญ้าพิษ,ตลอดจนยุงพิษ,ทว่าทุกครั้งที่ใครได้รับพิษ,เหล่าเยว่จื่อจงก็จะนำสมุนไพรออกมารักษาให้ในทันที,ดังนั้นการเดินทางของพวกเขาแม้ว่าจะน่าหวาดกลัวแต่ก็ไร้ซึ่งอันตรายใดๆ.
หลังจากที่ทุกคนเห็นยาที่อี้ฟูนำมา,ก็ไม่ยากเลยที่จะคาดเดาว่าอี้ฟูนั้นเคยผ่านเส้นทางนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนทำให้คุ้นเคยกับพื้นที่แห่งนี้เป็อย่างดี.
ห้าวันหลังจากนั้น,หลังจากที่ผ่านข้ามเขามาหลายลูก,ท้ายที่สุดก็มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง.
ในเวลานี้,มีคนมากมายที่เดินทางมาจากทิศทางที่ต่างกัน,พวกเขาไม่รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย,ทว่าดูเหมือนว่าจะมีกลุ่มคนหกคน,กลุ่มหนึ่งที่ราวกับจะจำพวกเขาได้ซึ่งกำลังชำเลืองมองมา.
หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของต้าคุน,ตระกูลเจา?
"นั่นใช่คนของตระกูลเจาใช่ใหม?"ทุกคนที่รู้สึกตื่นตะลึง.
ผู้นำของพวกเขา,สวมชุดคลุมสีขาว,ดูมีอายุราวๆ 40 หรือ 50 ปี,ทว่าเหล่าบุตรบุญธรรมของพวกเขารู้ดีนี่คือผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเจา,คนที่มีอายุนั้นก็คือผู้นำตระกูลเจา,เขามีอายุเท่ากับเหล่าเย่จื่อจง,การที่รูปร่างหน้าตาของเขาดูเยาว์,เพราะพลังฝึกตนของเขานั้นก้าวไปถึงระดับเซียนเทียนแล้วนั่นเอง.
"จงซานอย่างงั้นรึ?"ผู้นำตระกูลเจาจำเหล่าเยว่จื่อจงได้,เขาที่มีไม้เท้าัอยู่,สายตาของเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเองเลยแม้แต่น้อย.
"โลกช่างแคบจริงๆ,ประมุขเจา,นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เจอกัน?"เหล่าเยว่จื่อเจาเผยยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวล.
ที่ด้านหลังของประมุขเจานั้น,มีชายห้าคนซึ่งเป็คนของตระกูลเจาทุกคนต่างก็จ้องมองอย่างเหยียดหยันมายังบุตรของเหล่าเยว่จื่อจง,ก่อนที่จะหันหน้ากลับมามองเหล่าเยว่จื่อจง,พวกเขายังคงให้ความเคารพอยู่,ต้องไม่ลืมว่าตำนานของเหล่าเย่วจื่อจงในต้าคุนนั้นทุกคนต่างก็รับรู้กันไปทั่ว,ถึงแม้ว่าจะเป็ตระกูลขุนนางใหญ่ที่มีอายุหลายพันปียังรู้สึกประทับใจเขา.
เหล่าเย่วจื่อจงนั้นเป็ตัวตนในตำนาน,เขาเป็คนที่ไม่มีพื้นหลังใดๆ,ทว่ากลับสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยลำแข้ง,จนกลายเป็ที่รู้จักของทุกคน,ทว่าเหล่าบุตรบุญธรรมของพวกเขานั้น,หากว่าไม่ได้ทรัพย์สินของอี้ฟูคงจะไม่สามารถก้าวมาได้ขนาดนี้.
"ฮ่าฮ่า,ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าจะเห็นท่านยังสถานที่แห่งนี้,ท่านช่างเป็คนที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง."ประมุขเจาที่กล่าวต่อจงซานพร้อมกับหรี่ตามอง.
"ข้านั้นเพียงแค่นำผู้เยาว์มาหาประสบการณ์เท่านั้น,ส่วนประมุขเจา,คงจะมาทดสอบเข้าสำนักเซียนอย่างงั้นรึ?"เหล่าเยว่จื่อจงสอบถาม.
"เข้าสำนักเซียนอย่างงั้นรึ? ฮ่า ฮ่า,เ้าและข้าเองก็มีอายุเท่ากัน,ข้าตอนนี้ก็อายุแปดสิบปีแล้ว,ถึงแม้ว่าข้าจะมีคนในตระกูลอยู่ข้างใน,พวกเขาคงไม่้าให้ข้าเข้าไป,ในเวลานี้,ข้าเพียงแค่นำเหล่าสุดยอดผู้เยาว์ที่มีพร์,มาหาโชควาสนาเท่านั้น."ประมุขเจาที่เผยยิ้มและส่ายหน้าไปมา.
"เช่นนั้น,ข้าขอให้ประมูขเจาโชคดี."จงซานกล่าว.
"อืม,เช่นกัน,ข้าหวังว่าจะมีใครสักคนในตระกูลเ้ามีโอกาสได้เข้าสำนักเซียน."ประมุขเจาหรี่ตาจ้องมองเล่าบุตรบุญธรรมของเขา.
"ฮืม."เหล่าเย่วจื่อจงพยักหน้า.
"ลาก่อน."ประมุขเจากล่าว.
"เจอกันที่การประลองประตูั,"จงซานพยักหน้า."
หลังจากที่ประมุขเจาเข้าไปด้านในก่อน.
จงซาน,ดูท่าทางเคร่งขรึม,ยืนจ้องมองตระกูลเจาที่เข้าไปในหุบเขา,เขาหรี่ตาจ้องมองพร้อมครุ่นคิดชั่วขณะ.
"ไปกันได้แล้ว."เหล่าเย่วจื่อจง,พร้อมกับค้ำไม้เท้าัในมือบอกกับบุตรของเขา.
"ขอรับ."พวกเขาตอบกลับ.
พวกเขาที่ตามเหล่าเยว่จื่อจงเข้าไปในหุบเขาในทันที.
สำนวน"กระต่ายเ้าเล่ห์มีสามโพรง"ภาษาจีนอ่านว่า" 狡兔三窟 jiǎo tù sān kū"(เจี่ยว ทู่ ซาน คู ) สำนวนนี้เดิมทีเป็การอุปมาว่า มีที่ซ่อนตัวหลายแห่ง เพื่อสะดวกแก่การหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ปัจจุบันโดยทั่วไปใช้มาแสดงให้เห็นว่าให้เหลือทางหนีทีไล่ มีขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ สำนวนนี้ เข้าทำนองที่สำนวนไทยว่า"ทางหนีทีไล่"คือเตรียมตัวไว้หาทางออก.
ที่มา http://thai.cri.cn/424/2010/02/01/21s169498.htm