เหมือนกับว่าพวกเขาเ่าั้เพิ่งรู้ตัวหรือเพิ่งสังเกตบรรยากาศรอบตัวหรืออย่างไรก็มิแน่ใจ ต่างหยุดหัวเราะปิดปากตนแน่นทันใด
“ข้าถาม…มิใช่ให้พวกเ้าปิดปากเงียบ ตอบ!”
ต่างสะดุ้งใกับเสียงของนายหญิงตรงหน้าแล้วก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม แต่หากยังมิมีใครตอบคำถามนางด้วยมิเข้าใจว่าพวกตนนั้นทำสิ่งใดผิดกันแน่
พวกตนเพียงล้อเด็กน้อยเท่านั้น…
ระ…หรือว่า…
เมื่อพวกเขาทราบถึงความจริงบางอย่างขึ้นในใจ ก็ต่างร่ำร้องว่าแย่แล้วในใจ มิกล้าเงยหน้าขึ้นแม้แต่น้อย
“ข้า…ข้าหัวเราะเพราะเขาใช้คำว่าหลงมาตั้งชื่อ ผู้ใดก็รู้วะ…ว่ามีเพียงราชวงศ์เท่านั้นที่ใช้ขะ…ขอรับ”
เป็เด็กชายอายุราวสิบห้าสิบหกปีเงยหน้าตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือ ด้วยจดจำคำบอกเล่าของมารดาได้เป็อย่างดี
“เ้าชื่ออะไร?” ซูเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลายส่วนด้วยเห็นเพียงเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่เป็คนตอบ ส่วนเหล่าคนที่โตกว่าน่ะหรือ? ก้มหน้าจนแทบจะติดดินมิกล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมาเพียงนิดด้วยซ้ำ!
“ข้าชื่อ เหวินอี้(ความดีงามสูงส่ง ความชอบธรรม) ขอรับ”
“เหวินอี้ชื่อเ้าผู้ใดตั้งให้?”
“เป็มารดาขอรับ”
“แล้วเ้าชอบชื่อของเ้าที่มารดาตั้งให้หรือไม่?”
“ย่อมชอบขอรับ ไม่ว่ามารดาตั้งชื่อใดให้…ก็ย่อมดีขอรับ” เสียงของเขาแ่เบาลงเรื่อยๆ เมื่อตระหนักถึงสิ่งที่คนตรงหน้า้าจะสื่อ เกิดความละอายจนมิกล้าสู้หน้าได้อีก
“เหวินอี้ชื่อเ้ามีความหมายดี มารดาเ้าตั้งให้ย่อมหมายถึง้าให้เ้าเป็ดังชื่อของเ้า ข้าตั้งชื่อเขาว่าเฮยหลง ก็ย่อมหวังให้เขาเป็ดังัคอยปกป้องพี่น้องไว้ใต้ปีกของเขา ตอนนี้เขาก็ทำหน้าที่ได้ดังชื่อของเขาที่เป็พี่ใหญ่ปกป้องน้องสาวน้องชายได้ แล้วตอนนี้เ้าเป็ดังที่มารดาเ้าคาดหวังไว้หรือยัง?”
“...”
“เหวินอี้ข้ามิได้ตำหนิเ้า ข้าเพียงบอกในสิ่งที่เ้าอาจไม่รู้ เตือนในสิ่งที่เ้าอาจทำผิดพลาดไป เมื่อเ้ารู้ตัวว่าผิดแล้วก็จงเงยหน้าขึ้น ตอนนี้เ้ายังแก้ไขได้แต่หากปล่อยผ่านไปเ้าจะมิมีวันย้อนกลับมาแก้ไขสิ่งใดได้อีก”
“ขอบคุณนายหญิงที่สั่งสอน เหวินอี้จะจดจำใส่ใจขอรับ” เหวินอี้ค้อมกายคำนับสตรีที่ดูอย่างไรก็คงอายุเท่าตนอย่างนอบน้อม เพราะสิ่งที่นางกล่าวนั้นถูกต้องแล้ว เหวินอี้เป็เด็กฉลาดเพียงเอ่ยมิกี่ประโยคก็เข้าใจถึงสิ่งที่นางจะสื่อได้หมดทุกอย่าง
นางมิเพียงจะสั่งสอนเขาเื่การล้อเลียนชื่อของเหล่าพี่น้องส่งรหัสนั่น แต่กลับบอกเขาเื่คุณธรรมในความหมายของชื่อเขา บอกแก่ทุกคนทางอ้อมว่า คุณธรรมที่พวกเ้าต้องมีคือซื่อสัตย์ต่อนาง หากผู้ใดมีความคิดบิดเบือนให้แก้ไขมันซะ! ทั้งยังบอกว่าตนมีหน้าที่ใดก็ทำไปตามหน้าที่ของตนให้ดีอีกด้วย
นางกล่าวเพียงไม่กี่ประโยค แต่กลับตบหน้าเตือนสติหลายคนที่อยู่ที่นี่ได้เป็อย่างดี
แล้วจะไม่ให้เขานับถือนางได้อย่างไร!
“สำหรับพวกเ้าข้าต้องขออภัยด้วย ชื่อของพวกเ้าย่อมเป็ชื่อที่ดีที่สุดแล้ว” เหวินอี้ค้อมกายให้เหล่าพี่น้องหนึ่งครา แล้วเงยหน้ามองผู้เป็ดังพี่ใหญ่ที่กำลังเช็ดน้ำตาให้หนึ่งในน้องสาวของเขา
เฮยหลงเพียงเช็ดน้ำตาให้น้องเล็กของตนแ่เบาก่อนจะผละออกมา เขาเดินมาค้อมกายให้เหวินอี้หนึ่งคราเช่นกัน
“ไม่เป็ไร ยังต้องทำงานด้วยกันอีกนานต้องฝากเ้าแล้ว” เฮยหลงบอกเสียงนิ่งใบหน้านิ่งเฉยตามนิสัยของเขา
“เช่นกันสหาย” เหวินอี้คำนับอีกรอบ เฮยหลงก็เช่นกัน “สหาย”
“พวกข้าก็ต้องขออภัยพวกเ้าด้วยเช่นกัน” เมื่อมีคนขอโทษคนอื่นๆก็ออกมาขอโทษตาม ซูเจินได้แต่ส่ายหน้า เหนื่อยใจกับคนพวกนี้เสียจริง
“เอาล่ะๆ พวกเ้าพอได้แล้ว พวกเ้าก็จดจำพวกเขาไว้ พวกเขาจะทำหน้าที่สำคัญคอยส่งรหัสที่จะใช้อ่านรหัสข้อความอีกที เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปได้”
“ขอรับ”
“พวกเ้าด้วยจำพวกเขาให้ได้ ทุกรหัสต้องบอกแก่พวกเขาเท่านั้นเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับ/เ้าค่ะ”
“อืม…ส่วนหน้าที่ของพวกเ้าจือเหลียงคงจัดแจงให้แล้ว หากมีสิ่งใดสงสัยก็มาถามข้าได้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปได้…เดี๋ยว!”
ซูเจินมองเรียงพวกเขาอย่างท้าทาย
“ไหน? ผู้ใดบอกจะถีบผู้ที่ตั้งชื่อให้พวกเขา…มาสิ เหตุใดจึงมิมาถีบข้าเล่า?”
เป็นางจริงๆ!
หน็อย...เ้าพวกนี้ วิ่งหนีกันอย่างไวเลยเชียว
“จือเหลียงข่าวที่ข้าให้ไปหามาว่าอย่างไร?” ตอนนี้นางนั่งอยู่ที่เก๋งหลังงามท้ายหมู่บ้าน ดูสงบและร่มเย็นเป็สถานที่สวยงาม ซูเจินชอบมากที่สุดเลยก็ว่าได้
“บ้านเมืองที่แห้งแล้งกำลังจะชุ่มโชกหยาดน้ำตา ัทองอ่อนแรงลงมากแล้วคาดว่าอีกมินานขอรับ”
ซูเจินเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นสายตาก็เหลือบมองิญญาข้างกาย เห็นนางทำหน้าลังเลสับสนครู่หนึ่งก่อนจะสงบลงได้
ตอนซูซูมาบอกให้หาข่าวให้ นางก็ออกจะแปลกใจอยู่บ้าง มิค่อยเข้าใจว่านางตั้งใจจะทำอันใดกันแน่
จือเหลียงเห็นนายตนนิ่งเงียบไปก็ให้เข้าใจว่าคงรู้สึกไม่ดีกับข่าวที่ได้ฟัง หรือนายหญิงจะนึกถึงอดีตของตน? อดีตที่ทำให้นางเ็ปเจียนตายดังที่เขาเคยได้ยินมา
“นางหญิงขอรับมิว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร ข้าจือเหลียงผู้นี้จะยืนหยัดข้างกายท่าน เคียงข้างท่านตลอดไปขอรับ” เขาคุกเข่าตรงหน้านาง เอื้อนเอ่ยถ้อยคำหนักแน่นแววตาก็สื่อความหมายมาดมั่น บ่งบอกว่าเขาหมายความตามที่พูด
ซูเจินเลื่อนสายตามองจือเหลียง ชายผู้บอกจะเคียงข้างกันตลอดไป ก็ให้แปลกใจทั้งยังเผลอใจกระตุกแปลกๆครั้งหนึ่ง ความเงียบปกคลุมอยู่นานจือเหลียงก็ยังคงไม่ลุกขึ้น
จนในที่สุดนางก็หาเสียงตนเองเจอก่อนจะค่อยๆเอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังยิ่ง
“จือเหลียงเ้า…เอ่อเ้าจะขอข้าแต่งงานหรือ?”
ไม่รู้ว่าจือเหลียงใกับคำถามมากเกินไปหรืออย่างไร แต่ที่แน่ๆเขาถึงกับะโลุกขึ้นถอยหลังไปหลายก้าวเลยทีเดียว
เสียมารยาทยิ่ง!!
บังเกิดความเงียบขึ้นอีกระลอก ทั้งยังชวนให้อึดอัดใจยิ่งกว่าเดิม
“เอ่อขะ…ข้ามิได้หมายถึงอย่างนั้นขอรับ ขะ…ข้าเพียง”
“ข้าล้อเ้าเล่นเหตุใดจึงใถึงเพียงนั้น? ข้าเข้าใจว่าเ้าเป็ห่วง แต่ข้ามิเป็ไรเ้าวางใจเถอะ” ซูเจินเอ่ยความจริงออกไปก่อนที่บรรยากาศจะแปลกไปมากกว่านี้ ประเดี๋ยวจะมองหน้ากันมิติด
“ขอรับ”
“แล้วทีหลังอย่าได้ทำเช่นนี้อีกรู้หรือไม่? จะมีคนเข้าใจผิดเอาได้”
“ขะ…ขอรับ” จือเหลียงรับคำแ่เบาทั้งใบหน้ายังขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าขำ หึๆ พ่อหนุ่มน้อย
‘ซูซู เ้าคิดจะทำสิ่งใดก็บอกมาเถิดข้าจะอยู่ข้างเ้า’
‘ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเ้ามากจริงๆ’ ซูเจินเพียงยิ้มบางเบาส่งให้นางเท่านั้น
‘ซูเจินข้าอยากไปพบัทองที่อ่อนแรงอยู่ตอนนี้ เ้าพาข้าไปได้หรือไม่?’
‘ย่อมได้อยู่แล้ว’
‘ซูซู ข้าว่ามันถึงเวลาที่เ้าต้องทำสิ่งที่สมควรทำแล้ว’ ไม่ว่าสิ่งที่เ้าจะทำจะเป็อย่างไร ก็ควรทำมันให้จบสิ้นเสียที
‘ข้าเข้าใจแล้ว’
“จือเหลียงอีกสองวันข้าจะไปยังแคว้นโจว เตรียมตัวให้พร้อมเถิดเราจะไปกันเพียงสองคน”
หลังจากทานอาหารเย็นกับเจี่ยเจียและพี่เขยแล้ว ซูเจินก็กลับมายังเรือนนอนของตน เพื่อเตรียมจะอาบน้ำชำระร่างกาย
จือเหลียงนั้นเดินเข้ามาพร้อมกันจัดแจงเตรียมน้ำให้อาบดังเช่นทุกวัน ซูเจินมิ้าสาวใช้ที่เจียอี๋หามาให้ นางมิไว้วางใจผู้ใดมากนัก มีเพียงจือเหลียงที่ไว้วางใจให้อยู่ใกล้ชิด แม้ยามกินข้าวนางยังให้เขานั่งร่วมโต๊ะด้วย นางนับเขาเป็คนในครอบครัวแล้ว จึงวางใจหลับในยามค่ำคืนได้อย่างสนิทไร้กังวล
ซูเจินมองดูเขาจัดแจงเสื้อผ้าไว้ให้ผลัดเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่ว ไร้ท่าทีเขินอายหรืออึดอัดใจอยู่พักใหญ่ จึงเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้
“จือเหลียง”
“ขอรับ” เขาหันมามองหลังจากวางผ้าไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว เดิมเข้ามาใกล้แล้วยิ้มน้อยๆ
“เ้าอึดอัดใจหรือไม่?”
“เื่ใดหรือขอรับ?”
“เ้าเป็บุรุษแต่ต้องมารับใช้ใกล้ชิดกับสตรีเช่นข้า ปรนนิบัติยามข้าจะอาบน้ำหรือกระทั่งจะเข้าห้องน้ำก็ยังเป็เ้าที่จัดเตรียมให้ แม้ยามนอนก็ยังต้องมานอนห้องข้างๆคอยอารักขา ข้ารู้ว่าแท้จริงแล้วเ้ามิได้มีนิสัยดังเช่นที่แสดงออกมา เ้าฉลาดและเก่งกาจ เ้าอยากจะเลิกทำหรือไม่?”
เขามองสบตาอย่างมิหลบเลี่ยงก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนไป จากจริงใจเป็ลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาสิ่งใดจากดวงตาได้ เขาได้เผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้านางเป็ครั้งแรก
“นายหญิงข้าได้สาบานไว้แล้วชาตินี้ข้าจะรับใช้ท่าน มาตอนนี้ท่านห่วงความรู้สึกของข้า ข้าก็บังเกิดความคิดขึ้นมาว่า ข้าจะตามไปรับใช้ท่านทุกชาติไปเลยได้หรือไม่?” เขาเดินมาคุกเข่าต่อหน้าเหมือนกับเมื่อตอนกลางวัน แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
“แม้ว่าข้าจะปิดบังตัวตนกับผู้อื่นแต่ข้าจะมิมีวันปกปิดท่าน ชีวิตนี้ข้าจะทำเพื่อท่าน หากเมื่อใดท่านพบคนที่ท่านไว้ใจได้ ท่านค่อยให้เขามาทำหน้าที่แทนข้าก็ได้ แต่หากยังมิพบก็ขอให้ข้าได้ทำหน้าที่นี้เถิดขอรับ”
“ข้าเต็มใจรับใช้ท่าน มิมีสิ่งใดให้ท่านต้องกังวล”
เมื่อเขากล่าวจบแววตาของเขาก็กลับไปเป็เช่นเดิม เป็จือเหลียงที่จริงใจและซุกซนเหมือนเดิม พร้อมทั้งระบายยิ้มให้อย่างสดใส
“อืม”
‘เ้าพบคนที่ดีซูเจิน’