ไม่ทันไรก็มาถึงวันเสาร์ วันที่รินเฝ้าคอยอย่างร้อนใจมาตลอด
เธอนั่งอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว มองใบหน้าของนิชาที่ทาลิปสติกสีแดงสด ชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มเปิดไหล่ข้างเดียว ผมยาวหวีเรียบ ทุกอย่างดูเหมือนอาวุธ
ริมฝีปากของเธอรู้สึกถึงความเย็นเจือปนอยู่เสมอใน่นี้ Kiss of Illusion รอคอยอย่างนิ่งสงบ ราวกับคาดหวังว่าคืนนี้จะเป็คิวที่มันได้ออกโรงสักที
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความของรันต์ที่ส่งมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
‘ทีมเข้าประจำจุดแล้ว สี่คน โต๊ะผมอยู่ทางขวาห่างสามโต๊ะ อีกสองคนอยู่ที่บาร์กับหน้าประตู ถ้าเริ่มเห็นว่าอันตราย ให้คุณถอดต่างหูข้างซ้ายวางบนโต๊ะ แล้วเราจะรีบเข้าไปทันทีครับ’
รินอ่านซ้ำสองรอบ เพื่อให้จำสัญญาณได้ขึ้นใจ
‘เข้าใจแล้วค่ะ’ เธอตอบกลับ
รินวางโทรศัพท์ มองหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้ง แล้วพูดเบาๆ กับเงาในกระจก “คืนนี้ได้เวลาเดินหมากแรกแล้ว”
รถสปอร์ตของวินแล่นเข้ามาจอดหน้าประตูคฤหาสน์ตรงเวลาหนึ่งทุ่มพอดี
รินลงมาพบเขาด้วยย่างก้าวที่เชื่องช้า วินลงจากรถมาเปิดประตูให้ สายตาของเขากวาดั้แ่หัวจรดเท้าของเธออย่างรวดเร็วก่อนที่รอยยิ้มจะผลิบานออกมา
“วันนี้คุณก็สวยเหมือนเดิมเลยนะครับ คุณนิชา” เขาพูด น้ำเสียงอบอุ่น
“ขอบคุณค่ะ” รินตอบสั้นๆ แล้วขึ้นรถ
ตลอดทางไปร้าน พวกเขาคุยกันเื่เล็กๆ น้อยๆ งานศิลปะนิทรรศการที่เพิ่งเปิด ราคาหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ที่ขยับขึ้น ร้านอาหารอิตาเลียนที่กำลังจะไป รินตอบในสิ่งที่นิชาน่าจะตอบ
แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะคอยสังเกตวินอยู่ตลอด เขาขับรถอย่างสบายๆ ไม่มีสัญญาณแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกผิดปกติอะไร
แต่รินรู้ดีว่าสมองของเขากำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาภายใต้หน้ากากนั้น
แค่เขาปกปิดเก่งกว่าคนส่วนใหญ่
ร้านอาหารอิตาเลียนตกแต่งด้วยแสงสีส้มสลัว เพลงคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ โต๊ะวางห่างกันพอเหมาะให้ความรู้สึกเป็ส่วนตัวแต่ไม่โดดเดี่ยว
รินกวาดสายตาไปรอบร้านอย่างรวดเร็วในตอนที่พนักงานพาไปที่โต๊ะ พบรันต์นั่งอยู่ห่างออกไปสามโต๊ะในชุดลำลองพร้อมกับชายอีกคน ก้มหน้าดูเมนูอย่างเป็ธรรมชาติ
ภาพนั้นทำให้รินรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย
วินดึงเก้าอี้ให้เธอก่อนนั่งลงตรงข้าม สั่งไวน์แดงที่เขาจำได้ว่าเธอชอบจากครั้งก่อน รินสังเกตว่าเขาจำทุกรายละเอียดเสมอ นั่นคือหนึ่งในวิธีที่เขาทำให้เหยื่อรู้สึกว่าตัวเองพิเศษกว่าใคร
อาหารถูกเสิร์ฟทีละจาน บทสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่น วินเล่าเื่ประสบการณ์จากการไปประชุมวิชาการแพทย์ที่เวียนนา รินฟังและโต้ตอบ แต่สายตาของเธอคอยอ่านเขาอยู่ตลอด ท่าที่เขาถือช้อนส้อม ความถี่ที่เขายกแก้วขึ้นจิบ จังหวะที่เขากะพริบตา ทุกอย่างบอกว่าคืนนี้เขาระวังตัวมากกว่าปกติ
รินรอจนอาหารจานหลักถูกเสิร์ฟ แล้วจึงเริ่มเปิดเกม
“คุณกวินทร์คะ นิชาได้ยินมาว่า่นี้บริษัทในเครือของคุณ ที่ดูแลเื่เวชภัณฑ์น่ะค่ะ กำลังโดนสุ่มตรวจสต๊อกสารเคมีจากทาง อย. จริงไหมคะ เพื่อนที่ทำงานราชการเล่าให้ฟัง บอกว่ายอดสั่งซื้อบางตัวมันเยอะผิดปกติจนต้องมีคนมาไล่เช็กบัญชีย้อนหลัง”
มีดหั่นสเต็กในมือของวินหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที
“เื่ปกติของธุรกิจเวชภัณฑ์ครับ ยอดสั่งซื้อผันผวนตามฤดูกาลอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเพื่อนคุณได้ยินมาจากไหน” เขาพูด รอยยิ้มยังอยู่ แต่แววตาหลังแว่นนิ่งขึ้นผิดปกติ
“ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แค่คิดว่าน่าสนใจดี ธุรกิจที่ดูสะอาดเรียบร้อยที่สุด บางทีก็มีตัวเลขที่อธิบายยากซ่อนอยู่เหมือนกัน” รินยักไหล่เบาๆ เจตนาไม่ตรึงประเด็นไว้นานเกินไป
วินเงียบไปนานกว่าปกติ หยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปากช้าๆ ราวกับใช้จังหวะนั้นซื้อเวลาคิด
“คุณนิชาสนใจเื่ธุรกิจของผมมากเป็พิเศษนะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลง
“ตระกูลนิชาลงทุนกับหลายบริษัทค่ะ เลยติดนิสัยดูตัวเลข”
เธอเห็นบางอย่างขยับอยู่หลังดวงตาของเขา คล้ายว่ากำลังพยายามอ่านเจตนาของเธอ
หลังจากของหวานมาเสิร์ฟ วินวางส้อมเค้กลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยรอยยิ้มที่กลับมาบานเต็มหน้าอีกครั้ง
“คุณนิชาครับ คืนนี้อากาศดีเหลือเกิน แถวนี้มีทางเดินริมน้ำที่สวยมาก เดี๋ยวเราไปเดินย่อยอาหารกันสักหน่อยก่อนกลับไหมครับ”
นี่คือโอกาส คือจังหวะที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาดสำหรับริน
“ได้ค่ะ นิชาชอบเดินเล่นตอนกลางคืนอยู่แล้ว” เธอยิ้มให้อย่างเป็ธรรมชาติ
หลังจากทั้งสองกินเสร็จ รินก็ขอแวะเข้าห้องน้ำ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งบอกรันต์สั้นๆ
‘วินชวนไปเดินเล่นริมน้ำค่ะ’
ทางเดินริมแม่น้ำมีไฟสีเหลืองนวลส่องตามทาง ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำ มีคู่รักเดินสวนกันเป็ระยะๆ วินเดินช้าๆ มือไขว้หลัง ปล่อยระยะห่างจากเธอครึ่ง่ตัวอย่างสุภาพ
“ผมชอบแม่น้ำตอนกลางคืนแบบนี้ แม้จะดูนิ่ง แต่จริงๆ มันไหลอยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่มองไม่ออกหรอกครับว่าอะไรกำลังเคลื่อนที่อยู่ข้างใต้” เขาพูดพลางมองไปทางผิวน้ำที่สะท้อนไฟ
รินรู้สึกถึงน้ำหนักในประโยคนั้น เหมือนมันไม่ใช่แค่การบรรยายทิวทัศน์
“เหมือนใครหลายคนเลยนะคะ ข้างนอกดูนิ่งสงบ แต่ข้างในไหลเชี่ยวตลอดเวลา” เธอตอบ ขณะมองไปทางเดียวกับเขา
วินหันมองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “คุณนิชาชอบพูดอะไรเป็นัยยะลึกซึ้งเหมือนกันนะครับ”
“อาจเป็เพราะนิชาเคยประสบอุบัติเหตุมาค่ะ คนที่เคยเฉียดตายมักจะมองอะไรลึกกว่าเดิม” รินตอบด้วยคำโกหกที่ซ้อมมาอย่างดี
“เฉียดตาย…” วินพูดทวน แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง เขาหยุดเดิน แล้วหันหน้าตรงมองเธอ
“คุณนิชาครับ ผมขอถามอะไรตรงๆ ได้ไหม” เสียงเขาต่ำลง
หัวใจของรินเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ แม้สีหน้าเธอจะนิ่งสนิท “ได้ค่ะ”
“จริงๆ คุณรู้สึกยังไงกับผม” สายตาจับจ้องที่ดวงตาเธอไม่ปล่อย
คำถามนี้ทั้งง่ายกว่า และอันตรายกว่าที่เธอกลัวไว้ในเวลาเดียวกัน
รินยิ้มบางๆ เอียงหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังคิด “นิชาว่าคุณกวินทร์เป็คนที่น่าค้นหาค่ะ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่คนอื่นเห็น นิชาชอบแบบนั้น”
ไม่ใช่คำโกหก ไม่ใช่คำสารภาพ แต่คลุมเครือพอที่จะฟังดูจริงใจ
วินจ้องเธอนิ่งๆ อยู่หลายวินาที นานพอที่รินจะรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองดังเกินไป
แล้วเขาก็ยิ้มกว้างแบบพอใจ “เป็คำตอบที่ดีจังครับ ผมชอบคนที่ตรงไปตรงมา”
รินตามหลังเขาที่เริ่มออกเดินต่อ เธอรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ไหลอยู่ใต้เสื้อผ้า
เขายังดูระแวงเธอ และไม่ได้เชื่อคำตอบของเธอทั้งหมด
วินขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ระหว่างทางเขาเงียบกว่าตอนขามา เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
รถจอดหน้าประตูบ้าน วินลงมาเปิดประตูรถให้ตามเดิม
“คืนนี้ขอบคุณมากนะครับ ผมสนุกมากเลย” เขาพูดพร้อมยิ้มจนตาหยี
“นิชาก็สนุกมาก ขอบคุณที่ชวนค่ะ” รินตอบ และลงจากรถ
แม้เธอจะไม่หันกลับไปดู เธอก็รู้ได้ว่าเขาใช้เวลาสักพักกว่าจะขับรถออกไป เหมือนเขาลังเลอะไรบางอย่าง
รินเข้าบ้าน ปิดประตู แล้วพิงหลังกับประตู ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
โทรศัพท์ดังขึ้น
รันต์พูดด้วยเสียงที่เข้มขรึม “คุณทำได้ดีมาก แต่เขาก็ระวังตัวมาก คืนนี้เราไม่มีอะไรที่ชัดเจนพอสำหรับการสืบสวนเลยครับ”
“รู้ค่ะ แต่นี่แค่หมากแรก” รินตอบ
รันต์เงียบสักครู่ “คุณโอเคไหม”
รินนึกถึงใบหน้าของวินที่นั่งตรงข้ามเธอตลอดสองชั่วโมง ใบหน้าที่เธอเคยรักหมดหัวใจ ใบหน้าที่ฆ่าเธอ ใบหน้าที่เธอต้องนั่งยิ้มให้
“ฉันโอเคค่ะ”
เธอไม่ได้โกหก แต่มันก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เหลืออีก 83 วัน