สามวันหลังจากการตรวจพบคลื่นสเปกตรัมพลังงานปริศนาที่บิดเบี้ยวในมิติเวลา ณ พิกัดขั้วโลกเหนือ ชั้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวมบนยานรบจู่โจมชั้นฟ้า ORCA ก็แปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างเด่นชัดจนััได้
แม้ว่าภายนอกทุกอย่างจะถูกจัดฉากให้ดูสงบและเป็ปกติเพื่อไม่ให้ทหารชั้นผู้น้อยหรือเ้าหน้าที่ภาคสนามตื่นตระหนก ทว่าภายในโครงสร้างระดับผู้บังคับบัญชาและห้องยุทธการลับกลับเต็มไปด้วยกระแสความตึงเครียดอันมหาศาลที่กดทับลงมาจนแทบจะหยุดหายใจ สาเหตุหลักเป็เพราะคลื่นแรงดันแม่เหล็กปริศนาดังกล่าว... ยังคงแผ่ขยายรัศมีทำลายล้างและทวีความเข้มข้นทางโครงสร้างฟิสิกส์อย่างต่อเนื่องในทุกๆ วินาที โดยที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องใดขององค์กรจะสามารถหาสาเหตุหรือต้นตอที่แท้จริงของมันได้เลย
ภายในห้องประชุมและวางแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยรบพิเศษ Vanguard Team
อายาโกะกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบโต๊ะประชุมโลหะอย่างไม่สนใจกฎระเบียบหรือวินัยทหารใดๆ ท่าทางของเธอดูผ่อนคลายทว่าดุดัน ดาบเลเซอร์คู่กายอันทรงอานุภาพถูกปลดมาวางพาดอยู่ข้างตัวในระยะที่สามารถหยิบฉวยมาใช้งานได้ภายในเสี้ยววินาที
"สรุปแล้ว...พวกเราที่เป็ถึงหน่วยรบระดับหัวกะทิ กลับต้องมานั่งจับเข่าเฝ้ามองดูไอ้ก้อนน้ำแข็งั์ที่ขั้วโลกเหนือผ่านหน้าจอโฮโลแกรมเนี่ยนะ?" อายาโกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายและเบื่อโลก
เมดิสันที่กำลังใช้นิ้วมือเรียวยาวเลื่อนตรวจสอบสายข้อมูลสถิติล่าสุดบนหน้าจอแท็บเล็ตทหารลอบส่ายหน้าเบาๆ "ถ้าหากว่าสิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่มันเป็แค่ ก้อนน้ำแข็งวิกฤต หรือภัยธรรมชาติธรรมดาๆ อย่างที่เธอว่าจริงๆ มันก็คงจะดีหรอกอายาโกะ...แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย ค่าระดับพลังงานเรโซแนนซ์เร่งด่วนในพื้นที่มันยังคงพุ่งทะยานสูงขึ้นในทุกๆ วัน และเมื่อคืนที่ผ่านมา...มันเพิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเจ็ดเปอร์เซ็นต์เต็ม"
อายาโกะเลิกคิ้วสูง แววตาฉายความประหลาดใจเป็ครั้งแรก "เห๋ ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?"
โอลิเวียพยักหน้ายอมรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะขยับฝ่ามือไปกดปุ่มสั่งการเปิดระบบ ภาพโฮโลแกรมสามมิติขนาดใหญ่พลันแผ่ขยายแหว่งขึ้นกึ่งกลางห้องประชุม เผยให้เห็นภาพจำลองภูมิประเทศขั้วโลกเหนืออันกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าในเวลานี้ กึ่งกลางพิกัดของทุ่งหิมะกลับปรากฏจุดแสงสีแดงเข้มขนาดมหึมาที่กำลังกะพริบแสงและเต้นรัวเป็จังหวะอย่างน่าสะพรึงกลัว... ราวกับมันเป็ก้อนเนื้อ ‘หัวใจของอสูรกายร้าย’ ที่กำลังกลับคืนชีพ
"ในเวลานี้ ทั้งหน่วยเหนือขององค์กร V.I.F. และกองทัพพันธมิตรร่วม G.D.F. ได้รับคำสั่งสั่งการด่วนให้ระดมกำลังพลภาคพื้นดินรวมถึงทหารราบหนักเข้าปิดล้อมพื้นที่ขั้วโลกไปแล้วมากกว่าสามหมื่นนาย... มีการจัดวางตำแหน่งกองเรือรบประจัญบานพลาสม่าปิดน่านน้ำอีกยี่สิบเจ็ดลำ และเปิดใช้งานสถานีอาวุธปืนลำแสงวงโคจรนอกชั้นบรรยากาศอีกสิบสองแห่งเพื่อเล็งเป้าเตรียมพร้อมยิงถล่มลงมาตลอดเวลา"
เมดิสันลอบถอนหายใจยาวเหยียด "ระดมยุทโธปกรณ์หนักและกำลังพลกองทัพมหาศาลขนาดนี้... ต่อให้สิ่งที่อยู่ข้างใต้ผืนน้ำแข็งนั่นจะเป็อสูรกายการ์เลนอสระดับ 4 (Class 4) โผล่หัวขึ้นมาจริงๆ ก็คงโดนสาดะุรุมทุบถล่มจนแหลกสลายกลายเป็ผงคลีดินในพริบตา ไม่เหลือซากแน่ๆ"
ทว่า... โอลิเวียกลับนิ่งเงียบไป แววตาของเธอดูดำดิ่งและฉายประกายความหวาดหวั่นลึกๆ ก่อนจะกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นะเื
"...นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวและเป็ประเด็นวิกฤตที่สุด เมดิสัน"
"..." ทุกคนในห้องเงียบกริบเพื่อรอฟัง
"เพราะว่าสัญญาณและแบบจำลองฟิสิกส์ทั้งหมดมันชี้ชัด...ว่าสิ่งที่กำลังซ่อนตัวและหลับใหลอยู่ข้างในชั้นน้ำแข็งลึกนั่น... มันอาจไม่ใช่พวกการ์เลนอสธรรมดา หรือไม่ก็อาจจะยิ่งกว่าพวกคลาส 4 ที่พวกเราเจอก่อนหน้าก็ได้"
สิ้นประโยควิเคราะห์ข้อนั้น ห้องประชุมทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงันในทันทีทันใด บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด แม้แต่ตัวของริน อาซากิ ที่นั่งสงบเสงี่ยมตั้งใจฟังคำบรรยายอยู่ตรงมุมโต๊ะยังรู้สึกได้ถึงกระแสความสั่นสะท้านและรู้สึกหนาววูบแล่นผ่านไปตามไขสันหลัง...
หากสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นมาภายใต้ทุ่งหิมะอันแสนห่างไกลนั่น ไม่ใช่พวกอสูรกายการ์เลนอสที่มนุษยชาติคุ้นเคยในา... แล้วแท้จริงแล้ว... มันคือตัวตนแบบไหนกันแน่?
ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของยานรบขนาดั์ ORCA พื้นที่ชั้นวิจัยพิเศษระดับความลับสูงขั้นสูงสุด (X-Zone)
ภายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และห้องทดลองหมายเลข A-01 ที่ถูกปิดล็อกระบบเข้าออกอย่างแ่า หญิงสาวเรือนผมสีเงินอมฟ้าสว่างในชุดกาวน์แล็บสีขาวสะอาดยืนกอดอกนิ่ง ั์ตาคมกริบจดจ้องมองดูสายข้อมูลรหัสพันธุกรรมและโครงสร้างโปรแกรมจำนวนมหาศาลที่กำลังไหลหลากประมวลผลอยู่บนหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดั์ตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา
ดร.นิโคล วาเลนไทน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูงประจำยาน ORCA และหนึ่งในอัจฉริยะบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดด้านวิศวกรรมชีวกลศาสตร์ (Biomechanical) ที่ดีที่สุดขององค์กร V.I.F.
[ PROJECT : VALKYRIE 2.0]
สถานะการพัฒนาโครงสร้าง: 89%
การทดสอบระบบสมองกล AI: ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (Passed)
การเชื่อมต่อเครือข่ายระบบประสาท: ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (Passed)
ความเสถียรของสนามพลังงาน: 76%
"อีกเพียงแค่แค่นิดเดียว..." นิโคลนึกพึมพำกระซิบกับตัวเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตรากตรำ "อีกเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น..."
บนโต๊ะโลหะปลอดเชื้อใจกลางห้องทดลอง มีอุปกรณ์จักรกลรูปร่างลักษณะคล้ายแกนประมวลผลทรงกลมสีเงินประกายมุกวางเด่นหราอยู่ ภายในส่วนลึกของแกนหมุนอัดแน่นไปด้วยเส้นใยนาโนแมชชีนและการถักทอของสายส่งสัญญาณประสาทชีวภาพจำนวนนับล้านๆ เส้น ระบบกลไกชุดนี้ถูกออกแบบวิจัยขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เชื่อมต่อโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ากับสมองและไขสันหลังของผู้ใช้งานโดยตรง เพื่อให้ระบบสมองกลอัจฉริยะ (AI ต่อสู้) ทำหน้าที่เป็คู่คิดและร่วมทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเ้าของร่างในเสี้ยววินาที
มันจะคอยทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์จุดอ่อนของศัตรู ช่วยคาดการณ์ทิศทางการโจมตีล่วงหน้า ช่วยเร่งอัตราการตอบสนองของกล้ามเนื้อ และช่วยตัดสินใจในสภาวะวิกฤต ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว อุปกรณ์ชิ้นนี้จะสามารถยกระดับและเพิ่มศักยภาพการรบของสมาชิกทีม Vanguard ให้พุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าขีดจำกัดเดิมได้หลายเท่าตัว จนกลายสภาพเป็ สุดยอดนักรบสมบูรณ์แบบ ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง
ทว่า... ปัญหาใหญ่หลวงเพียงประการเดียวในตอนนี้คือ...ระบบของมันยังคงไม่เสถียรและยังไม่สมบูรณ์พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ และตัวของ ดร.นิโคล เองก็ล่วงรู้และเข้าใจสาเหตุของรอยร้าวในงานวิจัยชิ้นนี้ดีเกินกว่าใครๆ
ในค่ำคืนวันเดียวกัน ณ ห้องทำงานส่วนตัวของกัปตันแบล็คเบิร์ด
บานประตูเหล็กกล้าค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ นิโคลก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในห้องอย่างเงียบเชียบในมือของเธอโอบอุ้มแฟ้มเอกสารลับและแผ่นบันทึกข้อมูลจำนวนมากเอาไว้ แบล็คเบิร์ดที่กำลังนั่งตรวจทานแผนการจัดวางกำลังพลละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเงยหน้าขึ้นมองร่างของหญิงสาว
"ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว...เธอยังไม่ยอมกลับไปพักผ่อนที่ห้องนอนอีกงั้นเหรอครับ" แบล็คเบิร์ดเอ่ยทักเสียงทุ้มต่ำ
"คุณเองก็ยังไม่ยอมดับไฟนอนเหมือนกันนั่นแหละกัปตัน" หญิงสาวผมสีดำเอ่ยตอบกลับนิ่มๆ ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือวางแฟ้มเอกสารหนาปึกลงบนโต๊ะทำงานของเขา
แบล็คเบิร์ดทอดสายตามองต่ำลงดูตราประทับโลหะบนหน้าปกเอกสารลับ พริบตานั้น สีหน้าและแววตาของชายหนุ่มร่างสูงผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทันที แววตาของเขาฉายประกายความแข็งกร้าวและดุดันขึ้นมาวูบหนึ่ง
[ PROJECT VALKYRIE 2.0] ชื่อรหัสโครงการวิจัยอัปยศที่ตัวของเขาจดจำรายละเอียดและเื้ัอันมืดดำของมันได้ดี...ดีเกินไปด้วยซ้ำ
"เธอยังคงดึงดันที่จะทำไอ้งานวิจัยชิ้นนี้ต่อไปอยู่อีกงั้นเหรอ?" แบล็คเบิร์ดเอ่ยตั้งคำถามด้วยกระแสเสียงที่เ็าลงอย่างเห็นได้ชัด
นิโคลเงียบกริบไปชั่วครู่ แววตาของเธอฉายความอึดอัดใจออกมาก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ "...ใช่...ฉันเพิ่งจะได้รับคำสั่งตรงการบังคับใช้เร่งด่วนมาจากคณะสภาสูงของ V.I.F. เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง"
แบล็คเบิร์ดเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความสมเพชและพอจะเดาได้ "...โครงการหิวกระหายเืเนื้อพรรค์นี้ มันก็ต้องมีต้นตอมาจากพวกตาแก่สารเลวในสภาสูงกลุ่มนั้นอยู่แล้วล่ะ"
ดร.สาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็เส้นตรง ก่อนจะดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วทิ้งตัวลงนั่งเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตรงๆ "กัปตัน... จนถึงตอนนี้... คุณยังคงนึกโกรธและเกลียดชังในตัวของฉันอยู่หรือเปล่ากับเื่ในอดีตคราวนั้น?"
คำถามอันแสนเปราะบางข้อนั้นส่งผลให้ห้องทำงานทั้งห้องดิ่งกลับสู่ความเงียบงันและอึดอัดอยู่หลายวินาที แบล็คเบิร์ดไม่ได้เอ่ยปากตอบคำถามของเธอในทันที ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้หันแผ่นหลังไปทอดสายตามองดูทัศนียภาพของท้องฟ้ายามราตรีผ่านกระจกบานใหญ่ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักหน่วง
"...ผมไม่เคยนึกโกรธหรือเคียดแค้นในตัวของคุณหรอก ด๊อกเตอร์... แต่สิ่งที่ผมเกลียด... คือเกลียดไอ้พวกสภาสูงที่เป็คนคิดโครงการวัลคิรีนั่นต่างหาก"
นิโคลก้มใบหน้าลงต่ำทันทีที่ได้ยินคำเฉลย เพราะภายในใจของเธอรู้ซึ้งและเข้าใจความหมายของถ้อยคำเ่าั้ดีกว่าใครๆ...
หลายปีก่อนหน้านี้...เคยพยายามที่จะสร้าง นักรบหน่วย Vanguard รุ่นแรกๆขึ้นมาเพื่อใช้เป็อาวุธา เด็กสาวบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลจากหลากภูมิภาคและประเทศถูกกวาดต้อนจับกุมนำมาใช้เป็กลุ่มตัวอย่างทดลองเสี่ยงตาย เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบประสาทเข้ากับสมองกล AI รุ่นแรกเริ่ม โดยข้อมูลดิบและพิกัดพันธุกรรมทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างระบบนั้น ถูกอ้างอิงและดึงสเปคข้อมูลทั้งหมดมาจาก DNA ของ อีฟวี่ บราวน์ ลีซิลนอสในตำนานผู้ล่วงลับเมื่อ 6 ปีก่อน ก่อน
ทว่า...ผลลัพธ์ของความอวดดีในครั้งนั้น กลับกลายเป็ฝันร้ายและโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
โครงสร้างร่างกายและเนื้อเยื่อของเด็กสาวเ่าั้ไม่สามารถรองรับหรือแบกรับสายข้อมูลจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาได้ ระบบประสาทส่วนกลางของพวกเธอถูกกระแสไฟฟ้าและข้อมูลเผาทำลายแหลกเหลว สมองเกิดสภาวะล้มเหลวเฉียบพลัน หัวใจหยุดเต้น และค่อยๆ ทยอยเสียชีวิตลงอย่างทรมาน...ทีละคน...ทีละคน...อย่างไม่อาจหยุดยั้งได้
"...เจ็ดสามสิบเจ็ดคน..." แบล็คเบิร์ดเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา ซุ่มเสียงของเขาดูสั่นเครือแฝงความแค้น "...เด็กสาวบริสุทธิ์ที่ต้องมาจบชีวิตลงในห้องแล็บของเธอ... ตายไปถึงเจ็ดร้อยสามสิบเจ็ดคน"
นิโคลกำหมัดแน่นเข้าหากันจนเล็บคมจิกลึกเข้าไปในเนื้อ ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจ "ฉันรู้! ฉันจดจำเหตุการณ์ในครั้งนี้นได้นั่นแหละกัปตัน!" เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือและพร่ามัว "ฉันเป็คนออกแบบสร้างโครงสร้างระบบ...ฉันเป็คนลงนามรับรองเอกสารสั่งการทดลองในแต่ละเฟส...และฉัน...ฉันก็เป็คนยืนเบิกตากว้างดูพวกเธอชักดิ้นชักงอแลบลดลมหายใจตายไปต่อหน้าต่อตาตัวเองในห้องกระจกนั่น!"
ความเงียบงันอันแสนทารุณเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกหน ขอบตาของนิโคลเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"ในทุกๆ คืน...ยามที่ฉันหลับตาลง ฉันยังคงฝันเห็นใบหน้าของเด็กพวกนั้นอยู่ตลอดเวลา...ฉันยังคงได้ยินเสียงพวกเธอกรีดร้องอ้อนวอนขอความช่วยเหลืออย่างทรมาน ดังก้องอยู่ในหัวไม่เคยจางหาย ฉันจำสีหน้าแววตาแห่งความหวาดกลัวก่อนตายของเด็กพวกนั้นได้ดี..." น้ำเสียงของเธอเบาบางลงเรื่อยๆ จนแทบกลายเป็เสียงสะอื้น "แต่ฉัน... แต่ฉันก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะสั่งหยุดมันได้...เพราะพวกสภาสูงบังคับและสั่งให้ฉันต้องเดินหน้าทำโครงการนี้ต่อไป..."
แบล็คเบิร์ดหลับตาลงช้าๆ พลางทอดถอนหายใจลึก... ตัวเขาเข้าใจดีอย่างถ่องแท้ว่า แท้จริงแล้ว ดร.นิโคล เบล เองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจาก เหยื่ออันน่าเวทนา ขององค์กรนี้เช่นกัน เธอเป็เพียงแค่นักวิทยาศาสตร์สติปัญญาเลิศเลอคนหนึ่ง ที่ถูกเบื้องบนใช้อำนาจมืดทุบตีและบีบคั้นให้ต้องสร้างอาวุธฆ่าคนขึ้นมา โดยที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะเอ่ยปากปฏิเสธเพื่อเอาตัวรอดเลยสักครั้ง
"แล้ว...สำหรับโครงสร้างในปัจจุบันนี้ล่ะ?" แบล็คเบิร์ดลืมตาขึ้นมองสบตากับเธอตรงๆ "เธอกำลังเตรียมการที่จะนำระบบวัลคิรีเวอร์ชันล่าสุดนี้... ไปยัดเยียดใช้กับชีวิตของใคร?"
นิโคลนิ่งงันไปนานหลายอึดใจ ก่อนจะเค้นคำตอบตอบกลับมาอย่างช้าๆ ทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวขั้นสูงสุด
"...ในตอนนี้...สิ่งเดียวที่ฉันกำลังตรากตรำทำอยู่... คือการปรับปรุงระบบและทำทุกวิถีทางเพื่อลดทอนประสิทธิภาพลงให้เหมาะสำหรับมนุษย์ธรรมดาใช้งานได้ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวระบบ AI ชุดนี้มันจะไม่ย้อนกลับมาเผาทำลายสมองผู้ใช้อีก..."
ประโยคเฉลยข้อนั้นส่งผลให้ชายหนุ่มกัปตันทีมต้องนิ่งเงียบกริบไปในทันที เพราะในแง่ของความเป็จริงแล้ว ตัวเขาเองล่วงรู้แผนยุทธศาสตร์เื้ัดีอยู่เต็มอก... สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดและเหยื่อรายต่อไปของโครงการอัปยศนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเด็กสาวผมแดงคนนั้นการเกฑณ์มนุษย์มาใช้เป็อาวุธรุ่นผลิตจำนวนมาก
ที่ภายนอกบานหน้าต่างกระจกของห้องทำงาน
ทัศนียภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือชั้นบรรยากาศยังคงดูเงียบสงบ สลัวราง และงดงามจนน่าใจหาย ทว่า... ไม่มีมนุษย์หรือทหารคนใดบนยาน ORCA ล่วงรู้เลยว่า
ณ พิกัดขั้วโลกเหนืออันห่างไกลรกร้าง...ค่าระดับพลังงานปริศนาได้เกิดการปะทุและพุ่งทะยานสูงขึ้นอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง และนี่ถือเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ศาสตร์ฟิสิกส์ ที่ระบบดาวเทียมตรวจจับอัจฉริยะของ V.I.F. เริ่มแสดงค่าความหนาแน่นทางพลังงานเป็สัญลักษณ์ เครื่องหมายไม่สามารถคำนวณหรือประเมินค่าได้
ราวกับว่า...บางสิ่งบางอย่างอันลึกลับและเป็สิ่งต้องห้ามที่ไม่สมควรจะมีตัวตนหรือประดับอยู่บนโลกใบนี้ั้แ่แรกเริ่ม... กำลังจะเบิกตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานนับหมื่นปีเพื่อทวงคืนทุกสรรพสิ่งแล้ว...!
[ตอนที่ 24: สุสานของเหล่าวัลคิรี]