เมื่ออวี๋เย่อิงได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเธอเองหมดสติไปจากปากของเลขาทั้งหมด เธอก็ได้รู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าเธอนั้นหมดสติไปแค่ 2 สัปดาห์เพียงเท่านั้น
อีกทั้งประธานหยางหรือหยางฮ่าวเหวินเองก็ยังกำลังรักษาตัวอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เธอจากอาการหมดสติเหมือนกับเธอหลังจากที่เขาเฝ้าไข้เธอไป 4 คืนติดอีกด้วย
เรื่องนี้จะว่าแปลกก็แปลก เพราะท่านประธานหยางที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอดทั้งยังแทบไม่เคยป่วยเลย กลับต้องมาหมดสติเหมือนกับหญิงสาวที่เขาเฝ้าไข้ไปอีกคนอย่างไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้เสียได้
แต่ถึงอย่างนั้นคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่เลขาของเธอและเลขาส่วนตัวของท่านประธานหยางเพียงเท่านั้นเช่นกัน
ด้วยความที่ทั้งซีอีโออวี๋และท่านประธานหยางนั้นเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองจากสังคมไม่น้อย การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของพวกเขาจึงต้องถูกจำกัดและระมัดระวังมากที่สุดจากเหล่าเลขาที่เป็นดั่งมือขวาของพวกเขาไปโดยปริยายเลยนั่นเอง
‘ระยะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ในโลกอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ กลับเป็นช่วงเวลานานนับสิบ ๆ ปีในโลกของนิยายเรื่องนั้นซะได้’ อวี๋เย่อิงคิดในใจ
“คุณอวี๋คะ ไม่ทราบว่าคุณกับท่านประธานหยางเอาเวลาไหนไปสนิทสนมกันเหรอคะ ในตอนที่คุณป่วยอยู่เขาถึงเสนอตัวเฝ้าไข้ให้คุณอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้นได้” เลขาหลินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัยระคนประหลาดใจ
“คุณที่อยู่ข้างฉันตลอดยังไม่รู้ แล้วฉันที่นอนเป็นผักอยู่ในตอนนั้นจะรู้ได้ยังไงคะ” เย่อิงเอ่ยอย่างไม่ชัดเจนมากนัก
ด้วยความที่เธอนั้นไม่รู้เลย ว่าหากท่านประธานหยาง หรือเหอเทียนเหวินที่เคยเป็นสามีของเธอในตอนที่อยู่ในโลกนั้นฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาจะยังจำเรื่องราวระหว่างเธอและเขาได้ทั้งหมดเช่นที่เธอเป็นหรือไม่
ดังนั้นการตอบไปเหมือนไม่ตอบเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อหยางเหวินฮ่าวที่อาจจะตื่นมาแล้วจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้มากกว่าจะบอกไปว่าเธอเคยสนิทสนมกับเขามาก่อนนั่นเอง
“แต่สายตาของเขาในตอนนั้นที่มองคุณที่นอนอยู่บนเตียง มันเศร้ามากเลยนะคะ เศร้าอย่างกับกำลังมองคนรักที่ป่วยอยู่เลยค่ะ” เลขาสาวผู้มากจินตนาการยังคงเล่าเรื่องราวที่เธอได้พบเจอมาให้เจ้านายได้ฟังอย่างไม่ลดละ
“ดูเหมือนว่า คุณจะอ่านนิยายมากไปจนคิดไปเองมากกว่านะคะ เขาอาจจะมองฉันเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง แล้วฉันเองก็ไม่มีญาติที่ไหน เลยอยากช่วยคุณดูแลฉันอีกแรงก็เท่านั้นเองค่ะ” อวี๋เย่อิงเริ่มเบี่ยงเบนประเด็น
“อย่างนั้นเองหรอกเหรอคะ เรือฉันล่มไปอีกลำนึงแล้วสินะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูอ่อนแรงกว่าเจ้านายที่ยังนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอยู่หลายเท่าด้วยกัน
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
หลังจากที่เลขาหลินรู้ว่าเจ้านายของเธอฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ ทั้งร่างกายยังไม่ได้เป็นโรคร้ายใด ๆ อย่างที่กังวลแล้วนั้น เธอก็พูดคุยกับอีกฝ่ายไปเพียงครู่เดียวแล้วขอตัวกลับไปที่บริษัท เพื่อเตรียมเอกสารและงานทั้งหมดที่ยังต้องรอการตัดสินใจของเจ้านายอยู่ เพื่อเอามันมามอบให้เธอได้ลงนามในวันรุ่งขึ้นทันที
“พักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันมาเยี่ยมใหม่ แล้วก็จะเอาเอกสารทั้งหมดที่ยังต้องรอการตัดสินใจจากเจ้านายคนเก่งของฉันติดมือมาให้คุณตรวจสอบดูด้วยค่ะ” เลขาหลินเอ่ยแล้วขอตัวจากไปทันที
อวี๋เย่อิงจมอยู่กับเรื่องที่ได้ฟังจากเลขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่จะค่อย ๆ เริ่มลุกเดินและขยับร่างกายที่ไม่ได้ใช้มาหลายวันด้วยความอดทน
‘ถึงจะเมื่อยเพราะนอนอยู่นิ่ง ๆ ไปถึงสองอาทิตย์ แต่ร่างกายนี้ก็ยังกระฉับกระเฉงกว่าฉันในวัยชราที่โลกนั้นเป็นไหน ๆ’ อวี๋เย่อิงคิดให้กำลังใจตัวเองและพยายามมองหาข้อดีของการได้กลับมายังโลกความเป็นจริงแห่งนี้อย่างยากลำบาก
ความทรงจำของการได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รักเราจริง ๆ ในโลกนิยาย ทำให้เธอรู้สึกว่าโลกใบนี้ที่ไม่มีคนรักคอยอยู่เคียงข้างมันช่างว่างเปล่าและไร้ซึ่งจุดหมายเหลือเกิน
อวี๋เย่อิงกลายเป็นหญิงสาวที่ลุ่มหลงในรักไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่เธอตอบตัวเองได้อย่างชัดเจนเลยนั่นก็คือ การมีอยู่ของสามีของเธอ เป็นหนึ่งในพลังชีวิตที่ทำให้เธออยากมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปเลยก็ว่าได้
เมื่อเดินไปได้ไม่นานจนร่างกายเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้นมาบ้างแล้ว อวี๋เย่อิงก็ตัดสินใจเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของตัวเองแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องข้าง ๆ ตามที่เลขาหลินได้บอกเอาไว้ในเวลาต่อมา
หน้าห้องนั้นมีชื่อของคนไข้และแพทย์ที่รับผิดชอบติดอยู่อย่างชัดเจน ร่างบางเอื้อมมือไปจับประตูเลื่อน เพื่อเปิดประตูเข้าไปอย่างช้า ๆ แต่ภายในใจของเธอกลับเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงกลองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียอย่างนั้น
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่ถูกเปิดไฟเอาไว้เพียงแค่ไม่กี่ดวงเพื่อไม่ให้รบกวนคนไข้นั้น ทำให้ภาพบรรยากาศภายในห้องพักฟื้นห้องนี้ดูอบอวลไปด้วยความอึมครึมและเงียบสงัดมากกว่าห้องที่เธอพักอยู่อย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
อวี๋เย่อิงมองไปยังเตียงผู้ป่วยที่ในยามนี้ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนนิ่งอยู่บนนั้นด้วยแววตาสั่นไหว แม้ใบหน้าของเขาจะไม่ใช่ใบหน้าที่เธอคุ้นเคยมาตลอดชีวิตในโลกนิยาย แต่อวี๋เย่อิงก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่าเขามีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับเหอเทียนเหวินอยู่บ้างจริง ๆ
ซึ่งตัวของเธอเองเมื่อมองดูผ่านกระจกดี ๆ แล้ว ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับหลี่เย่อิง นางร้ายในนิยายเรื่องนั้นอยู่นิดหน่อยเช่นกัน
เธอยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงผู้ป่วยอย่างเงียบเชียบ ผิดกับแววตาสั่นไหวที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับหัวใจของเธอที่กำลังเต้นรัวโดยสิ้นเชิง
“อาเหวิน ตื่นได้แล้วค่ะ...กลับมาได้แล้ว” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
ร่างบางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างช้า ๆ แล้วมองหน้าของเขาโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
เสี้ยวหน้าคมเข้มที่เธอได้เห็นในตอนนี้ไม่ค่อยคุ้นตาของเธอเสียเท่าไหร่เลย อาจเป็นเพราะมันถูกชีวิตที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนมีค่ามากมายนับหลายสิบปีแทนที่เอาไว้อย่างแน่นหนายากที่จะสลัดออกได้ง่าย ๆ ไปแล้วก็เป็นได้
อวี๋เย่อิงตัดสินใจกับตัวเองอย่างแน่วแน่เลยทีเดียว ว่าหากหยางเหวินฮ่าวฟื้นขึ้นมาแล้วไม่มีความทรงจำในช่วงเวลาที่อยู่ในนิยายเรื่องนั้นเหลืออยู่ เธอก็จะยังคงเดินหน้าทำความสนิทสนมและสานสัมพันธ์กับเขาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะได้เคียงข้างเขาตลอดไปเหมือนในชีวิตที่แล้วที่เธอและเขาเป็นเช่นเดิม เพราะอย่างไรเสียก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขาก็มาเฝ้าดูแลเธอด้วยตัวเองอยู่ตั้งหลายวันเลยเช่นกัน นั่นก็หมายความว่าเธอจะต้องยังมีหวังอยู่บ้างอย่างแน่นอน
ในขณะที่หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ พลางมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความเหม่อลอยอยู่นั้น เสียงเลื่อนประตูก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบขึ้นมาอีกครั้งเสียได้
“คุณอวี๋! คุณฟื้นแล้วเหรอครับ อาการเป็นยังไงบ้างครับเนี่ย” ผู้ช่วยสือหรือก็คือเลขาส่วนตัวของหยางเหวินฮ่าวเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจทันที เมื่อเขาเข้ามาเยี่ยมเจ้านายแล้วได้พบกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้พบเข้า
“ดีขึ้นแล้วค่ะ อาการของเขาเป็นยังไงบ้างคะ” เธอพูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยท่าทีคุ้นเคย
ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอและประธานหยางได้พบปะกันไปในงานสังคมอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้การสนทนาของเธอและการเจอกับผู้ช่วยของท่านประธานหยางในห้องแห่งนี้ดูไม่น่าอึดอัดมากเกินไป
“อาการเหมือนกันกับคุณเลยครับ แค่เป็นทีหลังคุณเท่านั้นเอง” เขาตอบอย่างเบาใจทันที
ในคราแรกเขาและเลขาหลินเองก็ใจเสียไม่ต่างกัน เพราะจู่ ๆ พวกเขาทั้งสองคนก็หมดสติกันไปอย่างไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อเลขาสือได้เห็นว่าซีอีโออวี๋เองก็ฟื้นจากอาการนั้นมาได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว เขาก็เริ่มมีความหวังว่าเจ้านายของตัวเองจะกลับมามีสติอีกครั้งในเร็ววันบ้างแล้วเช่นเดียวกัน
“งั้นอีกไม่นานเขาก็น่าจะฟื้นแล้วล่ะค่ะ” เธอเอ่ยทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือไม่
“ผมก็หวังอย่างนั้นครับ ขนาดคุณยังฟื้นกลับมาได้ เจ้านายของผมเองก็คงจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน” เขาตอบอย่างคนมองโลกในแง่ดี
ทั้งสองพูดคุยกันไปอีกเล็กน้อยเลขาสือก็เดินไปส่งอวี๋เย่อิงที่ห้องเพื่อให้เธอได้พักผ่อนด้วยความใส่ใจ ก่อนที่ตัวเองจะกลับมาเฝ้าเจ้านายอย่างเช่นทุก ๆ คืนในเวลาต่อมา
เลขาหลินแอบขึ้นเรือเจ้านายตัวเองกับประธานหยางไปแล้วซะงั้นค่ะ ฮ่าๆๆ เอ็นดูมาก
o(^▽^)o