กลุ่มผู้คุ้มกันถอยห่างแล้ว แต่อู๋ฮวนยังทาบฝ่ามืออยู่ที่แผนหลังเปลือยของนางไม่ยอมขยับ ภายใต้เสื้อคลุมสีดำตัวนั้นแม้จะมีกลิ่นคาวโลหิตแต่อบอุ่นมาก เป็ความอบอุ่นที่จางหลินถงไม่ได้ััมานาน นับั้แ่ย้ายมาเรือนเล็กนางไม่เคยกินอิ่ม ยามหลับไม่เคยได้ห่มผ้าอุ่น นางจึงถูกความอบอุ่นภายใต้เสื้อคลุมทำให้ตกอยู่ในภวังค์
บนกายบุรุษผู้นี้ไม่เพียงจะอบอุ่นแต่ยังให้ความรู้สึกเหมือนเตียงหลังใหญ่ นางรู้สึกสบายมากกายจึงแนบกายพักพิง และแนบใบหน้าลงบนอกของเขา บุรุษผู้นี้มีร่างกายสูงใหญ่ เมื่อถูกเขาโอบกอดศีรษะนางจึงแตะปลายคางเขาพอดี ความอบอุ่นทำให้รู้สึกสบายมาก จางหลินถงโอบแขนรอบเอวของเขา และซุกเบียดร่างเข้าหาอย่างลืมตัว
อู๋ฮวนขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าผีสาวตัวน้อยกำลังเบียดตัวเข้าหา แม้เขาสวมเสื้อถึงสี่ชั้นแต่ยังััความอ่อนนุ่มที่เสียดสีแถวหน้าท้องส่วนบนได้ ผีสาวตนนี้ถึงร่างกายผอมบางจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทว่าบางส่วนในร่างกายนางกลับไม่ได้ผอมตามสักนิด ความใกล้ชิดระหว่างชายหญิงทำให้อู๋ฮวนตกอยู่ในภวังค์เช่นกัน เขาถูกผีสาวตัวน้อยโอบกอด ถูกความอ่อนนุ่มบดเบียด ทำให้ที่บริเวณท้องน้อยเกิดความเคลื่อนไหว ชายหนุ่มรู้สึกคอแห้ง เขากลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกขยับอย่างแรง
“แม่นาง”
“หืม”
“เมื่อสักครู่ข้ามัวแต่กังวล เผลอล่วงเกินแม่นางเข้าจึงไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง ขอแม่นางอย่าได้ถือสา”อู๋ฮวนกล่าวเพื่อเตือนสตินาง และเตือนสติตนเองในเวลาเดียวกัน
สติจึงกลับเข้าร่างจางหลินถงในเวลาต่อมา นางยกมือขึ้นกอดอกแล้วหันหลังให้เขา พลางรวบผมยุ่งเหยิงไปปิดร่างกายด้านหน้า ด้านหลังจึงเปลือยเปล่า เผยให้เห็นแนวกระดูกสันหลังและร่องซี่โครงอย่างชัดเจน อู๋ฮวนเห็นเช่นนั้นจึงรีบถอดเสื้อคลุมออกและห่อตัวผีสาวตัวน้อยไว้อย่างมิดชิด พลันดวงตาเหลือบเห็นอะไรบางอย่างที่หลังใบหูซ้ายของนาง แต่นางรีบถอยห่างจึงยังไม่ทันมองให้ชัด
“นี่ท่านจะทำอะไร”นางมีท่าทีตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“แม่นางอย่ากลัว ข้าแค่จะคลุมเสื้อให้เ้า”
จางหลินถงได้ยินเสียงของเขา นางกำเสื้อคลุมแน่นพลางก้มหน้าต่ำด้วยความอับอาย กับอดีตสามีที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินมาด้วยกันยังไม่เคยััโดนร่างกายเขาสักครั้ง แต่นางไปกอดบุรุษแปลกหน้าที่พบกันครั้งแรก นางทำตัวเป็สตรีไร้ยางอายไปได้อย่างไร ยิ่งคิดยิ่งขายหน้า จางหลินถงเตรียมหมุนกายตีจากแต่เสียงของคนผู้นั้นก็ดังมาอีก
“แม่นาง อย่าเพิ่งไป”
จางหลินถงชะงักเท้า เปิดโปงนางก็ทำแล้ว เปิดเผยร่างกายนางก็ทำแล้ว แล้ว้าอะไรอีก นางหันไปถลึงตาใส่เขาอย่างโมโห “ท่าน้าอะไรอีก”
“คือว่า ข้า้าคืนสิ่งนี้ให้แม่นาง”เขายื่นบังทรงตัวจิ๋วไปข้างหน้า
“นั่นมัน...”จางหลินถงอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีร่างกายที่ควรปกปิดก็ถูกเขาเปิดเผย ทั้งเขายังกอดนาง ััผิวกายนาง และเขายังถือดีมาััของใช้ส่วนตัวของนางอีก จางหลินถงคว้าบังทรงคืนกลับมาได้ ก็รีบหันไปเก็บเสื้อผ้าตรงโขดหินวิ่งกลับเข้าถ้ำที่อยู่ใกล้ทะเลสาบอย่างทุลักทุเล
อู๋ฮวนมองตามนางจนสุดสายตาจึงเห็นถ้ำที่นางพักอาศัย ที่แท้ผีสาวกลางป่าลึกก็เป็แค่หญิงสาวธรรมดาเท่านั้น แต่ไหนๆก็มาถึงที่และยังไขปริศนาตำนานผีสาวกลางป่าลึกได้แล้ว ถ้าหากไม่ไปเยือนรังผีจะรู้ได้อย่างไรว่านางเป็ใคร และเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่!
อู๋ฮวนล้างหน้าเสร็จจึงพาคนตามขึ้นไปบนถ้ำ ในนี้ไม่มีอะไรมาก มีเพียงกองไฟกองหนึ่งและสตรีนางหนึ่งนั่งผิงไฟก้มหน้าซบหัวเข่า พอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา นางก็คว้าแท่งไม้ที่ลับกับหินจนมีปลายแหลมมาถือไว้ในมือพลางลุกขึ้นยืน ดวงตาลึกโบ๋ถลึงมองผู้มาเยือนอย่างหวาดระแวง
“แม่นาง พวกเรามาดี”เซินสี่ยื่นมือปรามทั้งยังกล่าวน้ำเสียงเป็มิตร ดูจากท่าทางอ่อนปวกเปียกก็รู้แล้วว่านางไม่มีวรยุทธ์ การถือไม้แหลมเป็แค่การข่มขู่ผู้บุกรุกเท่านั้น
จางหลินถงมองผ่านไปด้านหลังเซินสี่ก็เห็นบุรุษผู้นั้น ใบหน้านางพลันเห่อร้อน ตอนนั้นอยู่ใน่คับขันนางจึงไม่ทันได้มองหน้าเขา แต่นางจำเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ได้ ลายปักบนผ้าของเขาแตกต่างจากผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง นางมาจากตระกูลขุนนางย่อมเดาฐานะของเขาได้จากการแต่งตัว เนื้อผ้าอย่างดีมีลายปักประณีตเช่นนี้มีเพียงชนชั้นขุนนางและราชวงศ์สวมใส่เท่านั้น นางคิดว่าเขาต้องมีฐานะไม่ธรรมดา
จางหลินถงมองใบหน้าของเขา ดวงตาของนางประสานกับสายตาของเขาเข้าพอดี ใบหน้าของเขาทำให้นางตกตะลึง หากใช้คำว่าชายงามกับเขาก็ไม่เกินความจริงแม้แต่น้อย ต่อมานางได้สติจึงเห็นความเ็าในดวงตาคู่นั้น จางหลินถงรีบถอนสายตากลับคืน ก่อนจะขยับเข้าไปชิดมุมด้านในและนั่งลง ยื่นมือที่เล็กมากไปหยิบท่อนไม้แห้งโยนใส่กองไฟ
“นายท่าน เชิญนั่ง”เห็นแก่ที่เขาไล่คนพวกนั้นไปทำให้นางไม่ต้องอับอายมาก นางจึงเอ่ยปากเชิญเขาตามมารยาท
อู๋ฮวนเข้าไปใกล้กองไฟ สะบัดชายผ้าและนั่งลงอย่างสง่างาม พวกเซินสี่ต่างนั่งล้อมวงรอบกองไฟด้วยเช่นกัน จางหลินถงปรายตามองแต่ละคนอย่างละเอียด การตายก่อนหน้านี้สอนนางให้เป็คนรู้จักหวาดแระแวง แม้นางจะเชื้อเชิญพวกเขา แต่นางก็ยังไม่คลายความระมัดระวัง นางถือกิ่งไม้ปลายแหลมไว้มั่น ถึงไม่ใช่อาวุธที่ดีนัก แต่หากใช้กับจุดอ่อนบนร่างกายอย่างเช่นดวงตา ก็สามารถล้มศัตรูลงได้เช่นกัน
อู๋ฮวนสังเกตมือของนางพบว่ามือของนางเล็กมากและมีรอยาแเต็มไปหมด ที่สำคัญภายใต้เสื้อผ้าเก่าชุดนั้น เขาประจักดีว่าร่างกายนางเป็อย่างไร ดูแล้วนางอาจพบเจอเื่ร้ายแรง ก่อนจะมาอยู่ที่นี่ก็เป็ได้
“พวกท่านเป็ใคร มาที่นี่ได้อย่างไร”นางถามเพราะเกรงว่าคนเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่ง
“คืออย่างนี้แม่นาง นายท่านของข้าเดินทางมาจากทางเหนือมาเยี่ยมญาติในเมืองหลวง ระหว่างทางได้ถูกมือสังหารที่ศัตรูส่งมาทำร้ายเลยพลัดหลงเข้ามาพบแม่นางเข้า”เซินสี่พูดความจริงเพียงบางส่วนแต่ที่บอกว่าพลัดหลงนั้นเป็เื่โกหก เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาตั้งใจมาเยือนหุบเขาหวีฟาน เนื่องจากเื่เล่าของนางมีพิรุธบางอย่างที่น่าสงสัย
“เมื่อผ่านทาง เหตุใดยังไม่ไปอีกหรือแวะมาเอาเสื้อคลุม”นางเตรียมจะถอดเสื้อคลุมที่นางห่มออกแต่ได้ยินเสียงปรามขัดจังหวะเสียก่อน
“ไม่ต้องคืนข้า เสื้อตัวนั้นเปื้อนแล้ว อย่างไรข้าก็ต้องทิ้งอยู่ดี” อู๋ฮวนตอบน้ำเสียงเ็า ของที่ให้ไปแล้วเขาไม่อยากได้คืน โดยเฉพาะของที่ผ่านมือผู้อื่นแล้ว เช่นเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกดำตัวนั้น
“แค่กๆ”เซินสี่สำลัก ผู้คุ้มกันทั้งสิบเอ็ดคนได้ยินคำตอบของผู้เป็นายจึงพากันสำลักน้ำลายเป็แถว พวกเขารู้แล้วเหตุใดนายท่านอายุปูนนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงานเสียที
ปีนี้อู๋ฮวนอายุยี่สิบห้า สำหรับบุรุษโดยมากมักแต่งงานมีบุตรกันหลายคนแล้ว แต่อู๋ฮวนยังไม่ได้แต่งงาน แม้แต่อนุภรรยาก็ยังไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสาวใช้ห้องข้าง ในจวนจวิ้นอ๋องั้แ่ผู้คุ้มกัน พ่อบ้าน ตลอดจนบ่าวรับใช้ คนครัว คนสวนล้วนเป็ชายทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่จะมีข่าวลือว่าอู๋ฮวนเป็ชายตัดแขนเสื้อ[1]
“เช่นนั้นข้าต้องกล่าวขอบคุณนายท่านแล้ว”จางหลินถงแค่นยิ้ม ในใจมีเืไหลซิบๆ
คนผู้นี้เห็นนางเป็ขอทานหรืออย่างไร ถึงเอาของที่ทิ้งแล้วมามอบให้นาง เสื้อคลุมตัวนี้ดูแล้วราคาแพงมากก็จริง แต่บนเสื้อคลุมยังมีกลิ่นคาวโลหิตเจือจาง ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งสวมมันตอนสังหารคนจึงมีโลหิตเปรอะเปื้อน ใจจริงนางก็ไม่ได้อยากรับไว้ แต่ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นมาก ยิ่งอยู่ในถ้ำยิ่งหนาวมากขึ้นจึงจำใจรับไว้ มีกลิ่นคาวแต่ก็ดีกว่าหนาวตายไม่ใช่หรือ
โชคยังดีที่บนเสื้อมีกลิ่นกายของคนผู้นั้นติดอยู่จึงกลบกลิ่นคาวได้บ้าง จะว่าไปแล้วกลิ่นกายของเขาหอมประหลาด ยามได้กลิ่นกลับรู้สึกถึงความสงบ ความรู้สึกว้าวุ่นในใจพลันเลือนหาย มีเพียงความรู้สึกสบายใจ นางเผลอสูดดมไปหลายครั้งแต่พอได้สติก็หน้าแดงซ่าน และเตือนตัวเองว่าอย่าได้คิดเหลวไหลเป็อันขาด
“ไม่ต้องเกรงใจ”เขากล่าวพลางเหลือบมองเสื้อคลุมที่นางสวมอยู่ แม้มันไม่สะอาดแต่เสื้อคลุมตัวนี้ตัดเย็บมาจากหนังสุนัขจิ้งจอกดำซึ่งหายากและมีราคาแพงมาก ใต้หล้ามีเพียงไม่กี่ผืนเท่านั้น เขายกของดีให้นาง หากนางไม่รีบรับไว้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
“แม่นางข้าขอล่วงเกินถาม เหตุใดแม่นางจึงมาอยู่ที่นี่เล่า”เป็เซินสี่ที่ถามบ้าง เขาเก็บงำความสงสัยไว้ไม่ได้จริงๆ นางเป็สตรีที่อยู่คนเดียวอยู่ในป่า แม้เงียบสงบแต่การกินอยู่ลำบากมาก จื่อชิวหนึ่งในผู้คุ้มกันเงยหน้ามองหญิงสาวบ้าง เขาแอบสำรวจนางอย่างรวดเร็ว ดวงตาเปล่งประกายฉงนอยู่บ้างแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ข้ามาอยู่ที่นี่เพราะข้าไม่มีบ้าน”นางตอบ
“เกิดเื่อันใดขึ้นกับครอบครอบครัวแม่นางงั้นหรือ”หูจิงถามขึ้นบ้าง เขามองสภาพของนางอย่างรู้สึกหดหู่ ดูเหมือนนางเพิ่งผ่านเื่ร้ายแรงมาอย่างโชกโชน
“ครอบครัวข้าถูกฆ่าตายหมดแล้ว มีเพียงแต่ข้าที่รอดมาได้ คนไม่มีบ้านอย่างข้า หากไม่อยู่ที่นี่จะให้ข้าไปอยู่ที่ใด”จางหลินถงตอบตามความจริง ขณะพยายามก้มหน้าเก็บซ่อนความอ่อนแอ
“เ้าอายุเท่าใด”อู๋ฮวนถามบ้าง
“ข้าอายุสิบห้า”
“สิบห้า”อู๋ฮวนตะลึงดูจากวัยของนางและร่างกายที่ผ่ายผอม ก็เดาต่อได้ว่านางไม่ได้รับอาหารที่ดีมาเท่าใดแล้ว ตลอดการเดินทางเขาพบเห็นผู้คนอดอยาก เร่ร่อนมามากแต่ไม่เคยสนใจเพราะเขาคิดว่าไม่ใช่เื่ของเขา จนกระทั่งได้พบนาง
“ยู่เฟิง เจี่ยอิน ไปล่าสัตว์มาสักสองสามตัว ข้าหิวแล้ว” เขาออกคำสั่งและวางมาดหยิ่งยโสน่าเกรงขาม
“นายท่าน...”เซินสี่กำลังอ้าปากกล่าวว่านายท่านเพิ่งจะกินอาหารเช้ามาจากในเมืองมิใช่หรือ ทว่าเขาถูกสายตาเหมือนจะกินคนของอู๋ฮวนถลึงใส่ จึงได้แต่โบกมือให้ยู่เฟิงและเจี่ยอินออกไปล่าสัตว์ตามคำสั่งอู๋ฮวน เนื่องจากสองคนนี้มีฝีมือทางด้านล่าสัตว์มาก
“ขอรับ”สองผู้คุ้มกันลุกออกไป
จางหลินถงมองตามคนพวกนั้นขณะยกมือลูบท้องแบนราบ พลางนึกแค้นใจว่าหากไม่ใช่เพราะพวกเขามาขัดขวาง ป่านนี้นางคงมีอาหารเช้ากินอิ่มไปแล้ว
“แค่กๆ”ด้วยร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดี บวกกับแช่น้ำเย็นจัดนาน ทำให้จางหลินถงไออย่างรุนแรง ทั้งยังมีเืสีดำปะปนออกมาด้วย
ฮู๋ฮวนตาไว เขาเห็นคราบเืสีดำ จึงลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาพลางคว้ามือนางมาตรวจชีพจร คิ้วกระบี่ขมวด ปล่อยมือแล้วประคองหน้านางขึ้น จากนั้นใช้นิ้วปลิ้นเปลือกตาล่างของจางหลินถง และยังสำรวจด้านหลังใบหูของนางอย่างละเอียดอีกด้วย ยามพลิกหลังใบหูซ้ายของนาง ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายอย่างปิดไม่อยู่
นางมีรอยสักอักษร ‘หู่[1]’ ซึ่งเป็เครื่องหมายของทายาทหน่วยพยัคฆ์ขาวที่ด้านหลังใบหูซ้ายจริงๆด้วย รอยสักนั้นมองด้วยสายตาคนธรรมดาทั่วไปจะมองไม่เห็น แต่อู๋ฮวนมียาชนิดหนึ่งที่ทำเมื่อหยดลงในดวงตาแล้ว จะทำให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ แม้มองที่มืดก็เห็นชัดราวกับกลางวัน
หลายเดือนก่อนเขาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ตามหาคนที่มีลักษณะพิเศษซึ่งมีอักษร‘หู่’ที่หลังใบหูซ้าย แต่ไม่ได้บอกว่าคนผู้นั้นเป็หญิงหรือชาย เพียงแค่บอกให้ตามแล้วพากลับไปพบ เขาส่งคนค้นหาทั่วแคว้นต้าอู๋ แต่ไม่นึกว่าจะมาพบนางที่เมืองหลวง ชายหนุ่มรีบเก็บแววตายินดีทันทีและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในเวลานั้นหูจิงและจื่อชิวที่มองอู๋ฮวน เพิ่งสังเกตเห็นแววตาอู๋ฮวนจึงรู้ว่าฝ่ายนั้นพบบางอย่างเข้าแล้ว พวกเขาหันไปมองหญิงสาวพิจารณาอย่างละเอียด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“แลบลิ้น”อู๋ฮวนกล่าว
“อ๋า!”หญิงสาวใรีบเม้มปากแน่นและส่ายหน้า นางถูกอบรมมาอย่างดี จะกล้าแลบลิ้นให้บุรุษดูได้อย่างไร
“แลบลิ้นออกมา ข้าจะดู”อู๋ฮวนบีบปลายคาง ใช้เสียงเน้นหนักเป็พิเศษ
“แม่นาง อย่าได้กังวล นายท่านของข้ามีความรู้ทางด้านการแพทย์อยู่บ้าง”เซินสี่ไหวพริบดีรีบกล่าวเสริมแล้วก้มหน้าลง ผู้คุ้มกันคนอื่นก็ก้มหน้าตามด้วยเช่นกัน
“ก็ได้”จางหลินถงได้ยินดังนั้นจึงจำใจแลบลิ้นให้เขาดู ที่ปลายลิ้นของนางยังมีคราบสีดำติดอยู่
ขณะที่อู๋ฮวนเห็นรอยพวกนั้นแล้วปล่อยมือและถอยกลับไปไปนั่งที่ของตนพลางกล่าว“เ้าถูกพิษมาก่อนหรือ”
นางพยักหน้า“ก่อนหน้านี้ข้าถูกวางยาพิษ แต่ข้าไม่ตาย”
อู๋ฮวนพยักหน้า นางจะตายได้อย่างไร นางแค่ถูกพิษแกล้งตาย พิษชนิดนี้ทำให้ผู้ได้รับพิษเ็ปเหมือนเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงและกระอักเืก่อนหมดสติ ชีพจรแ่ลง ร่างกายเย็นจัดและบวมอืดราวกับคนตาย แต่เพียงสี่ชั่วยามผู้ได้รับพิษจะฟื้นคืนชีพ และใช้เวลาสองวัน พิษในร่างกายจะเจือจางและกลับเป็ปกติ ทว่ายังต้องพักฟื้นอีกระยะกว่าพิษจะสลายได้หมด พิษชนิดนี้เป็สูตรพิษพิเศษที่น้อยคนจะรู้ หากไม่ใช่ผู้ศึกษาเื่พิษอย่างเชี่ยวชาญแล้วจะแยกไม่ออกเลยว่าถูกพิษแกล้งตาย หรือตายจริงๆ
นางบอกว่าครอบครัวนางถูกฆ่าตาย เดาว่าคนในครอบครัวนางต้องรู้เื่นี้ถึงใช้ยาพิษชนิดนี้กับนางเพื่อตบตาผู้คน นางจึงรอดมาได้ แต่อู๋ฮวนไม่ได้เปิดเผยความจริงเื่พิษและอักษร’หู่’ที่หลังหูซ้ายให้นางรู้ เขาเพียงล้วงเข้าไปในอกเสื้อและหยิบขวดหยกสีขาวออกมายื่นให้นาง
“นี่เป็ยาถอนพิษร้อยชนิด สามารถถอนพิษได้ทุกชนิด เหลือไม่มากแล้ว ข้ามอบให้เ้า”เขาโยนนาง
จางหลินถงรีบยื่นมือรับไว้โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ั้แ่พบคนผู้นี้ นางก็พบว่าเขามีนิสัยประหลาดมาก เขามีสีหน้าสงบนิ่ง ดวงตาเ็าและเย้อหยิ่ง เขาดูไม่เหมือนคนที่ชอบช่วยเหลือคนเท่าใดนัก แต่เหตุใดเขาถึงช่วยนางเล่า แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงช่วยนางแต่การกระทำของเขาทำให้ดวงตานางร้อนผ่าวและซาบซึ้งใจอยู่ลึกๆ
หญิงสาวลุกขึ้นคารวะด้วยความจริงใจ ท่วงท่าอ่อนช้อย นอบน้อม“ขอบคุณนายท่าน”
อู๋ฮวนมองกริยาที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีของนางอย่างเหม่อลอย ท่วงท่านางสูงส่งราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นางช่างไม่เหมาะกับการร่อนเร่อยู่ในป่าเลยจริงๆ ไม่นึกว่าแค่เื่เล่าไร้สาระจากปากชาวเมืองจะนำพาเขามาเจอกับนาง นางคือคนที่เขาพลิกแผ่นดินเพื่อตามหา เมื่อได้พบแล้วเขาย่อมไม่ปล่อยมือจากนางเด็ดขาด
“เ้าชื่อแซ่อะไร”
จางหลินถงเห็นว่าเขาดีกับนาง แม้ว่าจะมีท่าทีหยิ่งยโสใส่นางบ้างเป็ครั้งคราว นางจะไม่ถือสาก็แล้วกัน แต่ครั้นเปิดปากจะบอกชื่อแซ่ นางก็ฉุกคิดมาได้ว่านางไม่ควรไว้ใจพวกเขามากเกินไป จึงกล่าวว่า “เรียกข้าว่าเสี่ยวถงเถอะ”
เสี่ยวถง อู๋ฮวนทบทวนอยู่ในใจ นางไม่บอกแซ่ ไม่บอกนามทำให้ดูลึกลับซับซ้อนมากไปอีก แต่ในเมื่อนางไม่ยินดีจะบอกเขาจึงไม่คาดคั้น
“ไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่าน แต่ให้เรียกข้าว่าอู๋ฮวน”เขาผ่อนปรนให้นางเป็พิเศษ
จางหลินถงรีบส่ายหน้า ดูจากความสูงของเขาแล้วเขาคงมีอายุมากกว่านางหลายปี“ไม่กล้า ข้าไม่กล้าเอ่ยนามท่านตรงๆ เช่นนั้นข้าขอเรียกคุณชายก็แล้วกัน”
“ตามใจ”
“ขอบคุณคุณชายมาก”นางเผยรอยยิ้มแรก เป็รอยยิ้มที่ทำให้อู๋ฮวนตาค้าง รอยยิ้มของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิและมีดอกไม้แบ่งบาน หากนางได้รับการฟื้นฟูร่างกายดีๆรูปโฉมของนางต้องไม่ธรรมดาแน่
เซินสี่เห็นรอยยิ้มของนางก็เบิกตาค้างเช่นกัน แต่ครั้นเห็นขวดยาในมือจางหลินถงรอยยิ้มจึงเลือนหาย หากไม่ได้เห็นกับตา เขาไม่มีทางเชื่อแน่ว่าเ้านายของเขาแสดงออกต่อสตรีครึ่งคนครึ่งผี ที่เพิ่งพานพบอย่างมีน้ำใจก็เป็ด้วย เ้านายยอมผ่อนปรนให้นางเรียกชื่อได้ แล้วยังมอบยาถอนพิษล้ำค่าให้อีกนี่มันอะไรกัน ยามพวกเขาถูกพิษยังไม่เคยได้รับยาในขวดนั่นเลย แต่เหตุใดนางถึงได้รับทั้งขวดเล่า !
นายท่านลำเอียง! เซินสี่เบ้ปากมองอีกทาง ในใจเ็ปรวดร้าวราวกับถูกคนรักทรยศหักหลังก็ไม่ปาน ั้แ่นายท่านได้พบนาง เขารู้สึกว่ามีบางอย่างที่แปลกไป ผิดปกติมาก! นายท่านไม่เคยดีต่อคนแปลกหน้ามาก่อน หรือว่านายท่านจะมีรสนิยมชมชอบสตรีที่ผอมจนเหลือเพียงหนังติดกระดูก ใบหน้าซูบตอบ ซีดเซียวปากเขียวคล้ำ สภาพไม่ต่างจากศพเหมือนนาง!
แค่คิดก็ขนลุกขนชัน รสนิยมของนายท่านช่างพิสดารเหลือเกิน ไม่นะ ข้ารับไม่ได้ หากนายท่านคิดตอแยหญิงผู้นี้ ข้าต้องขัดขวาง นายหญิงของพวกข้าต้องเป็โฉมสะคราญเท่านั้น!
[1] หู่ ในภาษาจีนแปลว่า เสือ
[1] ชายตัดแขนเสื้อ เป็สำนวนที่ใช้เรียกเหล่าชายหนุ่มที่รักชอบเพศเดียวกัน