สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 271 คนที่ไร้สมอง

        บนใบหน้าของซุนเฟยเผยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นออกมานั่นเป็นเพราะว่าหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาคนนี้มีพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกสุขสงบไม่ว่าจะเป็นสงครามและอันตรายใดๆที่ซุนเฟยพบเจอมา หรือแม้แต่ความวิตกกังวลและความเมื่อยล้าที่เข้ามารุมเร้า ทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไปทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอันอ่อนโยนนี้

        ซุนเฟยวางศีรษะของหญิงสาวลงบนหมอนกำมะหยี่สีขาวบริสุทธิ์อย่างนุ่มนวล และดึงผ้าห่มปักลายดอกกุหลาบออกแล้วค่อยๆลุกออกจากเตียง

        บางทีนางอาจจะเหนื่อยที่รอซุนเฟยอยู่ตลอดทั้งคืน ทำให้แองเจลาหลับลึกและไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของซุนเฟย นางยังคงอยู่ในห้วงความฝันอันแสนหวานของนาง ริมฝีปากของนางเม้มแน่นด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดา

        นี่เป็นครั้งแรกที่นางอยู่ใกล้ชิดกับคนที่นางรัก

        แม้ว่าจะอยู่ในความฝัน แต่ใบหน้าที่งามพิสุทธิ์ของนางก็ยังคงแดงระเรื่ออยู่

        ซุนเฟยสวมเสื้อคลุมหลวมๆ และปล่อยผมของเขาลงมา เขาเรียกรองเท้าบู๊ทที่มีโซ่พันรอบรองเท้าและมีขนสัตว์อันอ่อนนุ่มและอบอุ่นที่อยู่ด้านในเต็นท์ออกมา เขาเลิกม่านออกและเดินออกไป

        ดวงอาทิตย์ได้ลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้ว ลมกระโชกส่งเสียงเสียงหวีดหวิวในยามรุ่งเช้าพัดหิมะที่กองอยู่บนพื้นให้กระจายและทำให้อากาศเย็นขึ้น แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ สายลมก็หยุดพัดแสงแดดสีทองสาดส่องลงมาบนพื้นดิน นำพาความอบอุ่นมาให้แก่ทุกชีวิตที่อยู่ด้านล่าง

        ซุนเฟยเดินเล่นในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดพลางยิ้มแย้มทักทายกับเหล่าทหารที่กำลังยุ่งอยู่กับการฝึก จากนั้นเขาก็เดินเตร็ดเตร่ไปทางแม่น้ำทิศตะวันตกของค่ายทหารเพื่อล้างหน้า และการล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำในแม่น้ำที่แสนเย็นเยียบก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่น้อย

        “หือ? ...คนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าร่วมด้วยหรือ? ดูเหมือนว่าตอนจบคงใกล้จะมาถึงแล้ว!”

        ซุนเฟยมองไปตามท้องถนนด้านนอกของค่ายทหาร ซึ่งเต็มไปด้วยทหารม้าสวมเกราะสีดำเสื้อคลุมสีแดงและขี่ม้าสงครามหุ้มเกราะสีดำเดินลาดตระเวนไปมาอย่างแข็งขัน ซุนเฟยเริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด

        การลอบสังหารครั้งยิ่งใหญ่ของนักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้นำปัญหามากมายมาสู่ราชอาณาจักรเซนิท

        แต่อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยรู้ดีว่านักฆ่าเหล่านี้เป็นเพียงชนวนเล็กๆ ที่กระตุ้นให้ความขัดแย้งที่สะสมมาอย่างยาวนานระเบิดขึ้น คลื่นลูกเล็กๆ อย่างนักฆ่าได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมายในเมืองหลวง และเป็นตัวการที่ทำให้ข้อมูลสำคัญมากมายถูกเปิดเผยอย่างน้อยซุนเฟยก็มั่นใจว่า เหตุการณ์การลอบสังหารเมื่อไม่นานมานี้ หกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเพียงการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองของเหล่าขุนนางในราชอาณาจักรเซนิท

        ยกตัวอย่างเช่นการลอบสังหารองค์ชายรองโดมิงเกวซ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ฝีมือของนักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุส

        และการลอบสังหารองค์หญิงนาตาชาก็มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามีมือที่สามฉวยโอกาสยืมมีดฆ่าคน

        ขนาดการต่อสู้ระหว่างสององค์ชายยังรุนแรงขึ้นในระดับนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ของเหล่าขุนนางว่าจะรุนแรงถึงระดับไหน ปัจจุบันนี้ พวกขุนนางที่ตายไปเพราะน้ำมือของนักฆ่ามีมากกว่าร้อยคน และครึ่งหนึ่งก็เป็นคู่แข่งทางการเมือง

        ความจริงได้ปะปนกับความเท็จ และความเท็จก็ได้ปะปนไปกับความจริง

        สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ซุนเฟยทำเมื่อคืนนี้ ความผิดทุกอย่างถูกโยนไปให้นักฆ่าของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสรับไว้ทั้งหมด โดยข่าวลือนี้ถูกปล่อยออกมาจากกองกำลังที่ล่วงรู้ความจริงต่อให้พวกนักฆ่าที่เป็นเหมือนหมาไม่มีเจ้าของได้ยินข่าวลือพวกนี้ พวกมันก็ไม่มีทางโผล่หัวออกมาปฏิเสธได้แน่ จริงไหม?

        เนื่องจากอาการป่วยขององค์จักรพรรดิยาซินเริ่มอยู่ในสภาพวิกฤติ ทำให้กองกำลังของฝ่ายองค์ชายอาร์ชาวินกับกองกำลังขององค์ชายรองโดมิงเกวซเริ่มตระเตรียมแผนการลับๆ บางอย่าง มีกองกำลังในมุมมืดหลายแห่งที่คิดจะจับปลาในน้ำขุ่น1 ทำให้สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น หากไม่สามารถแก้ไขความวุ่นวายนี้ได้บางทีราชอาณาจักรอาจจะประสบกับหายนะที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งราชอาณาจักรเลยทีเดียว

        ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมราชอาณาจักรแล้ว และไม่มีใครรู้ว่ารุ่งเช้าจะมาถึงเมื่อไร

        แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งพวกขุนนางที่กำลังวุ่นวายในการโกงกินราชอาณาจักรได้

        ซุนเฟยยืนอยู่ข้างๆ ริมฝั่งแม่น้ำและเหม่อมองไปที่เทือกเขามอร์โรที่อยู่ห่างไกล เขาคิดถึงผลงานที่ตนทำในช่วงนี้ไม่หยุด

        ตอนนี้ชะตากรรมของเมืองแซมบอร์ดกำลังตั้งอยู่บนบ่าของซุนเฟย ทุกการตัดสินใจของซุนเฟยจะกำหนดชะตาชีวิตของคนจำนวนสองหมื่นสามพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองคนในเมืองแซมบอร์ด สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่เป็นเหมือนป่าลึก เมืองแซมบอร์ดก็ไม่ต่างอะไรกับลูกกวางตัวน้อยที่เพิ่งเรียนรู้ที่จะเดินเตาะแตะ และราชอาณาจักรเซนิทก็เป็นเหมือนกวางผู้ใหญ่ที่อยู่ในฝูงเล็กๆ ซุนเฟยจำเป็นต้องแข่งกับเวลาเพื่อสอนลูกกวางน้อยเช่นเมืองแซมบอร์ดให้รู้จักวิธีที่จะอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นระเบียบแห่งนี้ให้ได้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเป้าหมายของหมาป่าที่โหดร้ายหรือสิงโต

        “เปิดประตูค่ายให้พวกเราค้นเดี๋ยวนี้!”

        เสียงตะโกนดังมาจากด้านหน้าค่ายทหาร รบกวนความคิดของซุนเฟย

        ราชาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเขาพบว่าเป็นอัศวินของวิหารอัศวินที่ขี่ม้ามายืนอยู่หน้าประตูค่ายทหาร ผู้นำอัศวินคนนั้นตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวและยโส

        เมื่อเห็นเหล่าอัศวินเซนต์มองมาที่เขา ซุนเฟยก็โบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาเปิดประตูให้พวกมันเข้ามา

        การตรวจค้นค่ายทหารทุกอาณาจักรบริวารเป็นคำสั่งที่มาจากเมืองหลวง ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนคำสั่งได้ ซุนเฟยไม่ต้องการให้เมืองแซมบอร์ดเป็นผู้นำในการขัดขืน ในตอนนี้มีสายตามากมายหลายคู่กำลังเฝ้ารอให้เมืองแซมบอร์ดทำพลาด ซึ่งเขาจะไม่ให้พวกมันสมใจ อีกทั้งมันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยที่จะต่อต้านอัศวินเหล่านี้

        ประตูของค่ายถูกเปิดออก อัศวินมากกว่าสี่สิบคนก็เดินเข้ามาเหมือนกับสายน้ำไหลทะลัก เสียงกีบเท้าม้าดังก้องไปทั่วค่าย

        เสียงแส้ดังขึ้นเรื่อยๆ แส้หนังของทหารม้าเฆี่ยนไปตามเต็นท์ต่างๆ พลางตะคอกไล่คนที่อยู่ด้านในให้ออกมา

        “ชาวเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดฟังทางนี้! ภายในสิบลมหายใจให้มารวมตัวกันที่กลางค่ายทหารราชาอเล็กซานเดอร์อยู่ที่ไหน? ให้รีบมารายงานจำนวนคนที่อยู่ในค่ายและบอกชื่อของทุกคนเร็วๆ!”

        เหล่าอัศวินควบม้าไปรอบๆ ค่ายทหารพลางจงใจทำให้เต็นท์หลายๆ เต็นท์ในค่ายพัง

        หัวหน้าอัศวินอาจจะเป็นระดับนายร้อย ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำและแข็งแกร่งเหมือนลิงชิมแปนซียักษ์ ชุดเกราะสีดำที่สวมบนร่างของเขาดูพร้อมจะแตกกระจายออกมาได้ทุกเมื่อโดยกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของเขา เขายกหมวกขึ้นในขณะที่นั่งอยู่บนหลังม้าขนาดใหญ่ท่าทางของเขาดุร้าย ดวงตาที่เหมือนเสือดาวของเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาเหยื่อที่จะกัด

        เมื่อบวกแลมพาร์ดและเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองแซมบอร์ดจะมีจำนวนทหารทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคน ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างเดินมารวมตัวกันตรงกลางค่ายทหาร

        อัศวินจากวิหารอัศวินมีท่าทีดุร้ายกว่าพวกทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรและ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' มาก บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าการที่ซุนเฟยสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินทั้งสี่คนที่ลานประลองดาบหมายเลขหนึ่งได้ ทำให้เหล่าอัศวินจากวิหารอัศวินไม่พอใจและจงใจแสดงความเป็นปรปักษ์ของพวกเขาออกมา

        ซุนเฟยเดินไปยังตรงกลางค่ายทหารด้วยท่าทางปกติ

        ถ้าอยากจะตรวจค้นก็ทำไป แต่อย่าแตะจุดเดือดต่ำของบิดาเป็นอันขาดไม่อย่างนั้นล่ะก็...ฮึๆ!

        ตอนนี้เอง

        “ถอยไป!นี่เป็นเต็นท์ของฝ่าบาท ตอนนี้พระคู่หมั้นของท่านกำลังเปลี่ยนชุดอยู่ อีกไม่นานจะออกมา!” ดร็อกบาที่กำลังยืนเฝ้าอยู่หน้าเต็นท์ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ เขาหยุดอัศวินทั้งสองคนที่กำลังจะเดินเข้าไปตรวจค้นในเต็นท์

        แองเจล่าเหนื่อยล้ามากมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน ตอนนี้นางยังคงนอนหลับอยู่

        ปึก!

        “ไสหัวไป! พระคู่หมั้นอะไร? หลบไปเดี๋ยวนี้ พวกเราจะเข้าไปตรวจ!” หนึ่งในอัศวินฟาดแส้ของเขาออกไป

        ฟุ่บ!

        ดร็อกบายกมือขึ้นมาจับปลายแส้ไว้ เพียงเขาขยับข้อมือเบาๆ ก็ทำให้อัศวินตัวลอยเหมือนกับว่าวที่ไม่มีเชือก

        ช่องว่างระหว่างความแข็งแกร่งของทั้งสองคนห่างชั้นกันเกินไป

        “กล้าดีอย่างไร!”สีหน้าของ 'ชิมแปนซีสีดำ' พลันเครียดขึ้งขึ้นมาทันทีที่หัวหน้าของเหล่าอัศวินเห็นเหตุการณ์นี้ แววตาของเขาก็ปรากฏร่องรอยความยินดีขึ้นมาเขาแหกปากตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายคนของวิหารอัศวินและขัดขวางการค้นหานักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุส?ใครก็ได้มาจับเจ้าทาสที่ไร้มารยาทคนนี้ที!”

        อัศวินสองสามคนชักดาบที่แหลมคมออกมาจากฝักข้างเอวของพวกเขาแล้วทะยานเข้าไปหา

        ดร็อกบาไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้ คลื่นพลังนักรบระดับสี่ดาวแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา ดร็อกบายกขวานยักษ์กว่าสองเมตรที่ใหญ่พอๆ กับประตูขึ้นมาแล้วเหวี่ยงขวานเข้าไปปะทะกับดาบตรงๆ เขามองอัศวินที่พุ่งเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา

        บุรุษผู้นี้ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย

        หลังจากที่ราชาได้ยินคำรายงานจากแลมพาร์ดเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาถูกขวางทางโดยทหารแห่งราชอาณาจักรในตอนที่พวกเขากำลังเดินทางมาที่ค่ายทหารฝ่าบาทของพวกเขาโกรธมากและตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาไม่หักขาหลังของพวกสุนัขโง่พวกนั้นให้หมด…ประโยคนี้ทำให้ดร็อกบากล้าที่จะตอบโต้พวกอัศวินตรงหน้า และไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว

        “ขวานบิดาหิวมานานแล้ว!”

        ดร็อกบาเขย่าขาของเขาอย่างดีใจในขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา

        เมื่อรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่กระจายออกมาจากตัวของดร็อกบา ทำให้อัศวินที่พุ่งเข้าไปหาเขาพลันแข้งขาอ่อนแรง ในอดีตพวกเขามักจะเป็นฝ่ายที่ทำให้ศัตรูต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต แต่ใครจะไปรู้ว่าคนไร้สมองตรงหน้าจะเป็นถึงนักรบระดับสี่ดาว เมื่อเห็นคลื่นพลังของนักรบระดับสี่ดาวส่องประกายอยู่บนร่างของเขาและขวานยักษ์ เหล่าอัศวินไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยกลับดี พวกเขามองออกว่าชายตรงหน้าคือของจริง

        ในฐานะที่เป็นอัศวินของวิหารอัศวิน พวกเขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอัศวินผู้ตัดสินกับราชาแห่งแซมบอร์ดมาก่อน เพียงระยะเวลาสั้นๆห้าในสิบของอัศวินผู้ตัดสินได้พ่ายแพ้ให้กับราชาแซมบอร์ด นั่นมันห้าอัศวินผู้ตัดสินเชียวนะ ใช่หัวกะหล่ำปลียักษ์ที่ไหนกัน! ...มันเป็นไปไม่ได้หรอก!

        ในตอนแรกพวกเขานึกว่าจะมีแค่ราชาแซมบอร์ดเท่านั้นที่เป็นพวกไร้สมอง แต่นึกไม่ถึงว่าทหารของเขาก็เป็นพวกไร้สมองเช่นกัน

        “จะทำอย่างไรดีขอรับ?”

        อัศวินหันหน้ามามองผู้นำของพวกเขา

        หัวหน้าอัศวินโมโหยิ่งกว่าเดิม ดวงตาของเขาฉายแววโหดเหี้ยมขึ้นมา แววตาของเขาราวกับเสือดาวที่กำลังจะลงมือจู่โจมเหยื่อ มือของเขาที่จับอยู่ที่หอกอัศวินกำแน่น แต่เมื่อนึกถึงฉายา ‘หมาบ้า’ และ 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' ของราชาแซมบอร์ดขึ้นมา เปลวไฟคลื่นพลังที่กำลังพลุ่งพล่านในร่างของเขาก็หายไปกว่าครึ่ง

        ----------------

        1จับปลาในน้ำขุ่น อุปมาว่า ฉวยโอกาสในยามที่โกลาหลหาประโยชน์ใส่ตัวเอง