บนใบหน้าของซุนเฟยเผยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นออกมานั่นเป็นเพราะว่าหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาคนนี้มีพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกสุขสงบไม่ว่าจะเป็นสงครามและอันตรายใดๆที่ซุนเฟยพบเจอมา หรือแม้แต่ความวิตกกังวลและความเมื่อยล้าที่เข้ามารุมเร้า ทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไปทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอันอ่อนโยนนี้
ซุนเฟยวางศีรษะของหญิงสาวลงบนหมอนกำมะหยี่สีขาวบริสุทธิ์อย่างนุ่มนวล และดึงผ้าห่มปักลายดอกกุหลาบออกแล้วค่อยๆลุกออกจากเตียง
บางทีนางอาจจะเหนื่อยที่รอซุนเฟยอยู่ตลอดทั้งคืน ทำให้แองเจลาหลับลึกและไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของซุนเฟย นางยังคงอยู่ในห้วงความฝันอันแสนหวานของนาง ริมฝีปากของนางเม้มแน่นด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดา
นี่เป็นครั้งแรกที่นางอยู่ใกล้ชิดกับคนที่นางรัก
แม้ว่าจะอยู่ในความฝัน แต่ใบหน้าที่งามพิสุทธิ์ของนางก็ยังคงแดงระเรื่ออยู่
ซุนเฟยสวมเสื้อคลุมหลวมๆ และปล่อยผมของเขาลงมา เขาเรียกรองเท้าบู๊ทที่มีโซ่พันรอบรองเท้าและมีขนสัตว์อันอ่อนนุ่มและอบอุ่นที่อยู่ด้านในเต็นท์ออกมา เขาเลิกม่านออกและเดินออกไป
ดวงอาทิตย์ได้ลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้ว ลมกระโชกส่งเสียงเสียงหวีดหวิวในยามรุ่งเช้าพัดหิมะที่กองอยู่บนพื้นให้กระจายและทำให้อากาศเย็นขึ้น แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ สายลมก็หยุดพัดแสงแดดสีทองสาดส่องลงมาบนพื้นดิน นำพาความอบอุ่นมาให้แก่ทุกชีวิตที่อยู่ด้านล่าง
ซุนเฟยเดินเล่นในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดพลางยิ้มแย้มทักทายกับเหล่าทหารที่กำลังยุ่งอยู่กับการฝึก จากนั้นเขาก็เดินเตร็ดเตร่ไปทางแม่น้ำทิศตะวันตกของค่ายทหารเพื่อล้างหน้า และการล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำในแม่น้ำที่แสนเย็นเยียบก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่น้อย
“หือ? ...คนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าร่วมด้วยหรือ? ดูเหมือนว่าตอนจบคงใกล้จะมาถึงแล้ว!”
ซุนเฟยมองไปตามท้องถนนด้านนอกของค่ายทหาร ซึ่งเต็มไปด้วยทหารม้าสวมเกราะสีดำเสื้อคลุมสีแดงและขี่ม้าสงครามหุ้มเกราะสีดำเดินลาดตระเวนไปมาอย่างแข็งขัน ซุนเฟยเริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด
การลอบสังหารครั้งยิ่งใหญ่ของนักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้นำปัญหามากมายมาสู่ราชอาณาจักรเซนิท
แต่อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยรู้ดีว่านักฆ่าเหล่านี้เป็นเพียงชนวนเล็กๆ ที่กระตุ้นให้ความขัดแย้งที่สะสมมาอย่างยาวนานระเบิดขึ้น คลื่นลูกเล็กๆ อย่างนักฆ่าได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมายในเมืองหลวง และเป็นตัวการที่ทำให้ข้อมูลสำคัญมากมายถูกเปิดเผยอย่างน้อยซุนเฟยก็มั่นใจว่า เหตุการณ์การลอบสังหารเมื่อไม่นานมานี้ หกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเพียงการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองของเหล่าขุนนางในราชอาณาจักรเซนิท
ยกตัวอย่างเช่นการลอบสังหารองค์ชายรองโดมิงเกวซ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ฝีมือของนักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุส
และการลอบสังหารองค์หญิงนาตาชาก็มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามีมือที่สามฉวยโอกาสยืมมีดฆ่าคน
ขนาดการต่อสู้ระหว่างสององค์ชายยังรุนแรงขึ้นในระดับนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ของเหล่าขุนนางว่าจะรุนแรงถึงระดับไหน ปัจจุบันนี้ พวกขุนนางที่ตายไปเพราะน้ำมือของนักฆ่ามีมากกว่าร้อยคน และครึ่งหนึ่งก็เป็นคู่แข่งทางการเมือง
ความจริงได้ปะปนกับความเท็จ และความเท็จก็ได้ปะปนไปกับความจริง
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ซุนเฟยทำเมื่อคืนนี้ ความผิดทุกอย่างถูกโยนไปให้นักฆ่าของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสรับไว้ทั้งหมด โดยข่าวลือนี้ถูกปล่อยออกมาจากกองกำลังที่ล่วงรู้ความจริงต่อให้พวกนักฆ่าที่เป็นเหมือนหมาไม่มีเจ้าของได้ยินข่าวลือพวกนี้ พวกมันก็ไม่มีทางโผล่หัวออกมาปฏิเสธได้แน่ จริงไหม?
เนื่องจากอาการป่วยขององค์จักรพรรดิยาซินเริ่มอยู่ในสภาพวิกฤติ ทำให้กองกำลังของฝ่ายองค์ชายอาร์ชาวินกับกองกำลังขององค์ชายรองโดมิงเกวซเริ่มตระเตรียมแผนการลับๆ บางอย่าง มีกองกำลังในมุมมืดหลายแห่งที่คิดจะจับปลาในน้ำขุ่น1 ทำให้สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น หากไม่สามารถแก้ไขความวุ่นวายนี้ได้บางทีราชอาณาจักรอาจจะประสบกับหายนะที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งราชอาณาจักรเลยทีเดียว
ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมราชอาณาจักรแล้ว และไม่มีใครรู้ว่ารุ่งเช้าจะมาถึงเมื่อไร
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งพวกขุนนางที่กำลังวุ่นวายในการโกงกินราชอาณาจักรได้
ซุนเฟยยืนอยู่ข้างๆ ริมฝั่งแม่น้ำและเหม่อมองไปที่เทือกเขามอร์โรที่อยู่ห่างไกล เขาคิดถึงผลงานที่ตนทำในช่วงนี้ไม่หยุด
ตอนนี้ชะตากรรมของเมืองแซมบอร์ดกำลังตั้งอยู่บนบ่าของซุนเฟย ทุกการตัดสินใจของซุนเฟยจะกำหนดชะตาชีวิตของคนจำนวนสองหมื่นสามพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองคนในเมืองแซมบอร์ด สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่เป็นเหมือนป่าลึก เมืองแซมบอร์ดก็ไม่ต่างอะไรกับลูกกวางตัวน้อยที่เพิ่งเรียนรู้ที่จะเดินเตาะแตะ และราชอาณาจักรเซนิทก็เป็นเหมือนกวางผู้ใหญ่ที่อยู่ในฝูงเล็กๆ ซุนเฟยจำเป็นต้องแข่งกับเวลาเพื่อสอนลูกกวางน้อยเช่นเมืองแซมบอร์ดให้รู้จักวิธีที่จะอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นระเบียบแห่งนี้ให้ได้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเป้าหมายของหมาป่าที่โหดร้ายหรือสิงโต
“เปิดประตูค่ายให้พวกเราค้นเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนดังมาจากด้านหน้าค่ายทหาร รบกวนความคิดของซุนเฟย
ราชาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเขาพบว่าเป็นอัศวินของวิหารอัศวินที่ขี่ม้ามายืนอยู่หน้าประตูค่ายทหาร ผู้นำอัศวินคนนั้นตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวและยโส
เมื่อเห็นเหล่าอัศวินเซนต์มองมาที่เขา ซุนเฟยก็โบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาเปิดประตูให้พวกมันเข้ามา
การตรวจค้นค่ายทหารทุกอาณาจักรบริวารเป็นคำสั่งที่มาจากเมืองหลวง ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนคำสั่งได้ ซุนเฟยไม่ต้องการให้เมืองแซมบอร์ดเป็นผู้นำในการขัดขืน ในตอนนี้มีสายตามากมายหลายคู่กำลังเฝ้ารอให้เมืองแซมบอร์ดทำพลาด ซึ่งเขาจะไม่ให้พวกมันสมใจ อีกทั้งมันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยที่จะต่อต้านอัศวินเหล่านี้
ประตูของค่ายถูกเปิดออก อัศวินมากกว่าสี่สิบคนก็เดินเข้ามาเหมือนกับสายน้ำไหลทะลัก เสียงกีบเท้าม้าดังก้องไปทั่วค่าย
เสียงแส้ดังขึ้นเรื่อยๆ แส้หนังของทหารม้าเฆี่ยนไปตามเต็นท์ต่างๆ พลางตะคอกไล่คนที่อยู่ด้านในให้ออกมา
“ชาวเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดฟังทางนี้! ภายในสิบลมหายใจให้มารวมตัวกันที่กลางค่ายทหารราชาอเล็กซานเดอร์อยู่ที่ไหน? ให้รีบมารายงานจำนวนคนที่อยู่ในค่ายและบอกชื่อของทุกคนเร็วๆ!”
เหล่าอัศวินควบม้าไปรอบๆ ค่ายทหารพลางจงใจทำให้เต็นท์หลายๆ เต็นท์ในค่ายพัง
หัวหน้าอัศวินอาจจะเป็นระดับนายร้อย ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำและแข็งแกร่งเหมือนลิงชิมแปนซียักษ์ ชุดเกราะสีดำที่สวมบนร่างของเขาดูพร้อมจะแตกกระจายออกมาได้ทุกเมื่อโดยกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของเขา เขายกหมวกขึ้นในขณะที่นั่งอยู่บนหลังม้าขนาดใหญ่ท่าทางของเขาดุร้าย ดวงตาที่เหมือนเสือดาวของเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาเหยื่อที่จะกัด
เมื่อบวกแลมพาร์ดและเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองแซมบอร์ดจะมีจำนวนทหารทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคน ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างเดินมารวมตัวกันตรงกลางค่ายทหาร
อัศวินจากวิหารอัศวินมีท่าทีดุร้ายกว่าพวกทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรและ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' มาก บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าการที่ซุนเฟยสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินทั้งสี่คนที่ลานประลองดาบหมายเลขหนึ่งได้ ทำให้เหล่าอัศวินจากวิหารอัศวินไม่พอใจและจงใจแสดงความเป็นปรปักษ์ของพวกเขาออกมา
ซุนเฟยเดินไปยังตรงกลางค่ายทหารด้วยท่าทางปกติ
ถ้าอยากจะตรวจค้นก็ทำไป แต่อย่าแตะจุดเดือดต่ำของบิดาเป็นอันขาดไม่อย่างนั้นล่ะก็...ฮึๆ!
ตอนนี้เอง
“ถอยไป!นี่เป็นเต็นท์ของฝ่าบาท ตอนนี้พระคู่หมั้นของท่านกำลังเปลี่ยนชุดอยู่ อีกไม่นานจะออกมา!” ดร็อกบาที่กำลังยืนเฝ้าอยู่หน้าเต็นท์ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ เขาหยุดอัศวินทั้งสองคนที่กำลังจะเดินเข้าไปตรวจค้นในเต็นท์
แองเจล่าเหนื่อยล้ามากมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน ตอนนี้นางยังคงนอนหลับอยู่
ปึก!
“ไสหัวไป! พระคู่หมั้นอะไร? หลบไปเดี๋ยวนี้ พวกเราจะเข้าไปตรวจ!” หนึ่งในอัศวินฟาดแส้ของเขาออกไป
ฟุ่บ!
ดร็อกบายกมือขึ้นมาจับปลายแส้ไว้ เพียงเขาขยับข้อมือเบาๆ ก็ทำให้อัศวินตัวลอยเหมือนกับว่าวที่ไม่มีเชือก
ช่องว่างระหว่างความแข็งแกร่งของทั้งสองคนห่างชั้นกันเกินไป
“กล้าดีอย่างไร!”สีหน้าของ 'ชิมแปนซีสีดำ' พลันเครียดขึ้งขึ้นมาทันทีที่หัวหน้าของเหล่าอัศวินเห็นเหตุการณ์นี้ แววตาของเขาก็ปรากฏร่องรอยความยินดีขึ้นมาเขาแหกปากตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายคนของวิหารอัศวินและขัดขวางการค้นหานักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุส?ใครก็ได้มาจับเจ้าทาสที่ไร้มารยาทคนนี้ที!”
อัศวินสองสามคนชักดาบที่แหลมคมออกมาจากฝักข้างเอวของพวกเขาแล้วทะยานเข้าไปหา
ดร็อกบาไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้ คลื่นพลังนักรบระดับสี่ดาวแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา ดร็อกบายกขวานยักษ์กว่าสองเมตรที่ใหญ่พอๆ กับประตูขึ้นมาแล้วเหวี่ยงขวานเข้าไปปะทะกับดาบตรงๆ เขามองอัศวินที่พุ่งเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา
บุรุษผู้นี้ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย
หลังจากที่ราชาได้ยินคำรายงานจากแลมพาร์ดเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาถูกขวางทางโดยทหารแห่งราชอาณาจักรในตอนที่พวกเขากำลังเดินทางมาที่ค่ายทหารฝ่าบาทของพวกเขาโกรธมากและตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาไม่หักขาหลังของพวกสุนัขโง่พวกนั้นให้หมด…ประโยคนี้ทำให้ดร็อกบากล้าที่จะตอบโต้พวกอัศวินตรงหน้า และไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว
“ขวานบิดาหิวมานานแล้ว!”
ดร็อกบาเขย่าขาของเขาอย่างดีใจในขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา
เมื่อรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่กระจายออกมาจากตัวของดร็อกบา ทำให้อัศวินที่พุ่งเข้าไปหาเขาพลันแข้งขาอ่อนแรง ในอดีตพวกเขามักจะเป็นฝ่ายที่ทำให้ศัตรูต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต แต่ใครจะไปรู้ว่าคนไร้สมองตรงหน้าจะเป็นถึงนักรบระดับสี่ดาว เมื่อเห็นคลื่นพลังของนักรบระดับสี่ดาวส่องประกายอยู่บนร่างของเขาและขวานยักษ์ เหล่าอัศวินไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยกลับดี พวกเขามองออกว่าชายตรงหน้าคือของจริง
ในฐานะที่เป็นอัศวินของวิหารอัศวิน พวกเขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอัศวินผู้ตัดสินกับราชาแห่งแซมบอร์ดมาก่อน เพียงระยะเวลาสั้นๆห้าในสิบของอัศวินผู้ตัดสินได้พ่ายแพ้ให้กับราชาแซมบอร์ด นั่นมันห้าอัศวินผู้ตัดสินเชียวนะ ใช่หัวกะหล่ำปลียักษ์ที่ไหนกัน! ...มันเป็นไปไม่ได้หรอก!
ในตอนแรกพวกเขานึกว่าจะมีแค่ราชาแซมบอร์ดเท่านั้นที่เป็นพวกไร้สมอง แต่นึกไม่ถึงว่าทหารของเขาก็เป็นพวกไร้สมองเช่นกัน
“จะทำอย่างไรดีขอรับ?”
อัศวินหันหน้ามามองผู้นำของพวกเขา
หัวหน้าอัศวินโมโหยิ่งกว่าเดิม ดวงตาของเขาฉายแววโหดเหี้ยมขึ้นมา แววตาของเขาราวกับเสือดาวที่กำลังจะลงมือจู่โจมเหยื่อ มือของเขาที่จับอยู่ที่หอกอัศวินกำแน่น แต่เมื่อนึกถึงฉายา ‘หมาบ้า’ และ 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' ของราชาแซมบอร์ดขึ้นมา เปลวไฟคลื่นพลังที่กำลังพลุ่งพล่านในร่างของเขาก็หายไปกว่าครึ่ง
----------------
1จับปลาในน้ำขุ่น อุปมาว่า ฉวยโอกาสในยามที่โกลาหลหาประโยชน์ใส่ตัวเอง