ฉินซู่ค่อยๆ ประคบรอบๆดวงตาให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว จนดวงตาของเธอหายบวมดีแล้ว
จากนั้นก็ตอกไข่ไก่ที่ยังอุ่นๆ ทั้งสองฟองจัดการปอกเปลือกให้เรียบร้อย แล้วก็ผ่าครึ่ง แบ่งเอาไข่แดงป้อนใส่ปากตัวเองส่วนไข่ขาวที่เหลือก็ป้อนให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเพลิดเพลินกับอาหารที่สามีป้อนให้พอจิบนมอุ่นๆ ตามลงไป มื้อเช้านี้ก็เรียกได้ว่าสมบูรณ์เลยทีเดียว
"แม่คะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งก้าวลงจากบันไดฉินไห่เยว่ก็พุ่งมากอดขาของเธอไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ อวบอิ่ม
พอเห็นดวงตาของแม่ยังบวมแดงเล็กน้อยเธอก็กะพริบตาปริบๆ แล้วพูดด้วยเสียงเล็กๆ น่าเอ็นดู
"พ่อแกล้งแม่เหรอคะ?"
คนพูดไม่ได้คิดอะไรแต่คนฟังกลับคิดไปไกลแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่า‘แกล้ง’ มันยิ่งฟังดูมีความหมายแฝง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้าแดงก่ำรีบอุ้มเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยที่กอดขาเธอขึ้นมา แล้วหยิกแก้มยุ้ยๆ อย่างเอ็นดูและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?"
ดวงตากลมโตของฉินไห่เยว่กลอกไปมาก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มสดใส
"ก็เวลาหนูร้องไห้ตาก็จะบวมเหมือนหลอดไฟ พี่ชายชอบล้อหนู ไม่มีใครกล้าแกล้งแม่นอกจากพ่อแล้วหนูเลยคิดว่าพ่อแกล้งแม่!"
พูดจบเด็กน้อยก็หันไปมองฉินซู่ตาขวางและพูดขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ถ้าพ่อแกล้งแม่หนูก็จะไม่คุยกับพ่ออีกเลย!"
สิ่งที่ฉินไห่เยว่กลัวที่สุดคือการที่พ่อแกล้งแม่แล้วแม่จะกลับไปเป็นแบบเดิม
กลับไปเป็นแม่เลี้ยงที่ร้ายกาจ!
เธอชอบแม่ในตอนนี้มากกว่าตัวแม่ทั้งหอมทั้งนุ่ม แถมยังใจดี เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างก็อิจฉาที่เธอมีแม่แสนสวยแถมยังมีขนมอร่อยๆ กินทุกวัน แล้วยังได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่อีกด้วย
ฉินซู่หัวเราะออกมาอย่างอ่อนใจเขาหยิกแก้มเล็กๆ ของฉินไห่เยว่ แล้วพูดอย่างอ่อนโยน
"พ่อแกล้งแม่ก็เพื่อให้ลูกมีน้องชายหรือน้องสาวไงล่ะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้าแดงก่ำเธอหันไปมองค้อนฉินซู่
"พูดอะไรกับลูกเนี่ย?"
แต่ใครจะรู้ว่าแววตาของฉินไห่เยว่กลับเป็นประกายเด็กน้อยหันไปมองฉินซู่และต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความคาดหวัง
"จริงเหรอคะ? แค่พ่อแกล้งแม่ก็จะมีน้องสาวให้หนูได้แล้ว จริงๆ เหรอคะ?"
ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะได้เป็นพี่สาวคนโตแล้วสิ
พูดจบก็มองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาคาดหวัง
"แม่ขา หนูอยากได้น้องสาว"
จากนั้นก็หันไปมองฉินซู่แล้วพูดด้วยเสียงเล็กๆ
"พ่อต้องเบามือหน่อยนะคะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดใสซื่อบริสุทธิ์แบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย เธอเหยียบเท้าฉินซู่ด้วยความขุ่นเคือง
"น้องสะใภ้เดี๋ยวฉันช่วยอุ้มไห่เยว่เองนะ!"
หลินเจียเจียเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มแล้วยื่นมือไปหาต่งเสี่ยวเสี่ยว
อาจเป็นเพราะไม่ได้พูดมานานหลินเจียเจียเลยพูดติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าตั้งใจลองฟังดูก็พอจะเข้าใจได้
ฉินไห่เยว่ไม่อยากออกจากอ้อมกอดของแม่แต่พอได้ยินคำพูดของพ่อที่ว่า
"เมื่อวานแม่ลูกเหนื่อยมากเยว่เยว่โตแล้ว ต้องไม่ทำให้แม่เหนื่อยนะ"
ฉินไห่เยว่จึงยื่นมือป้อมๆทั้งสองข้างไปหาหลินเจียเจีย
"งั้นให้ป้าเจียเจียอุ้ม!"
หลินเจียเจียยิ้ม แล้วรับเด็กน้อยมาอุ้มไว้
บ้านสกุลฉินมีทั้งหมดสามชั้นตอนนี้หลินเจียเจียและหลินเจียหย่วนพักอยู่ที่ห้องพักแขกชั้นสองส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวและเด็กๆ ทั้งสามคนพักอยู่ที่ชั้นสาม
เฉินเฉินกลัวความมืดเลยนอนห้องเดียวกับฉินไห่หยาง
ถึงปกติฉินไห่เยว่จะขี้แยแต่เธอก็เป็นเด็กกล้าหาญ ตอนนี้นอนคนเดียวได้แล้ว
หลังจากกินอาหารเช้าแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไปอาบน้ำ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับทำงาน ตอนที่กำลังจะลงไปทำงานจู่ๆลำโพงขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนต้นไม้ก็มีเสียงของฉินไห่ซู่ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นมา
"พี่น้องทุกคนฟังให้ดีตั้งแต่วันนี้ไป ทุกคนไม่ต้องไปรวมกลุ่มทำงานแล้วทางหมู่บ้านจะแบ่งที่ดินให้แต่ละบ้าน เอาไว้ทำกินกันเองจากนี้ไปจะไม่มีการแจกข้าวหรือเสบียงอีกยกเว้นคนป่วยหรือคนที่มีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิด ส่วนใครที่แขนขาครบก็ต้องหาเลี้ยงตัวเอง!"
พอได้ยินแบบนั้น บางคนก็ดีใจ บางคนก็เศร้า
เมื่อนโยบายนี้ประกาศออกมาเสียงร้องโอดโอยก็ดังระงมไปทั่ว
"แล้วจะทำยังไงกันดี? ถ้าต่อไปไม่ช่วยเหลือพวกเราแล้ว พวกเราจะเอาอะไรกิน!"
"เมื่อกี้ผู้ใหญ่บ้านก็บอกแล้วนี่นาว่าจะแบ่งที่ดินให้จะร้องไห้ทำไมกันเล่า!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้านเงียบๆเธอใส่กระโปรงตัวยาวสีครีมน่ารัก ปักลายดอกไม้สีเหลืองอ่อน ดูสดใสมีชีวิตชีวาผมสองข้างถักเป็นเปียทำให้ดูทันสมัย เข้ากับใบหน้าเล็กน่ารักของเธอได้อย่างลงตัวเธอสวมรองเท้าหนังคู่เล็กๆ ไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากก็สวยเหมือนกับดอกบัวพ้นน้ำ
"แม่ขา หนูอยากถักเปียด้วย!"
มือเล็กๆของฉินไห่เยว่ดึงชายกระโปรงของต่งเสี่ยวเสี่ยวไว้แน่น แล้วพูดด้วยเสียงออดอ้อน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองแล้วใจอ่อนยวบเธอยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า "งั้นไปเอายางรัดผมมาสิเดี๋ยวแม่ถักเปียให้"
"ค่ะ!"
ฉินไห่เยว่ก้าวขาเล็กๆวิ่งขึ้นบันไดไปเอายางรัดผมสีดำมา
ฉินไห่เยว่ผมเยอะและหนาต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงถักเปียให้ฉินไห่เยว่เป็นเปียสี่เปีย
ด้านหน้าข้างละหนึ่งเปียแล้วเจาะรูตรงกลางหนังยาง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วคลี่ผมแล้วม้วนผมกลับเข้าไปดึงปลายนิดหนึ่งให้พองๆ หน่อย ส่วนด้านหลังถักเป็นหางม้าเล็กๆ สองข้างแล้วติดดอกไม้เล็กๆ บนผม ทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก
พอมองดูผมเปียในกระจกฉินไห่เยว่ก็ชอบอกชอบใจมาก
"แม่ขา แม่เก่งจังเลยไม่เหมือนพ่อที่ถักเปียให้หนูได้แค่เปียเดียวทุกวัน"
เธออวยแม่ไปพลางบ่นพ่อพลาง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิกแก้มเล็กๆ ของฉินไห่เยว่"จ้ะๆ ปากหวานจริงๆวันนี้อยู่บ้านกับป้าเจียเจียต้องเป็นเด็กดีนะ ห้ามวิ่งซนไปไหนล่ะป้าเจียเจียยังเดินไม่ค่อยสะดวก ลูกก็พาป้าเขาเดินเล่นในลานบ้านก็พอแล้วก็ต้องเชื่อฟังพี่ชายด้วย เข้าใจไหม?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ช่วงนี้มีข่าวลือว่ามีพวกค้ามนุษย์วนเวียนอยู่แถวๆหมู่บ้าน มีเด็กหายไปหลายคนแล้ว
"ค่ะ!"
มีหลินเจียเจียอยู่ที่บ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวก็สบายใจขึ้นมาหน่อย
"น้องสะใภ้ สบายใจได้เลยถึงแม้ว่าฉันจะยังพูดไม่ค่อยคล่อง แต่เด็กๆ พวกนี้ก็ว่านอนสอนง่ายฉันดูแลได้แน่นอน"
หลินเจียเจียอยู่ที่นี่มาสักพักแล้วเธอก็พอได้ยินเรื่องราวพวกนั้นมาบ้าง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำชับทุกคนอีกครั้งแล้วจึงถือกระเป๋าออกจากบ้านไป
แต่เธอยังไม่ทันได้ขึ้นเกวียนฉินฮุ่ยเจียวก็มาขวางทางเสียก่อน
ตอนนี้ชีวิตของฉินฮุ่ยเจียวลำบากมากร่างกายที่เคยอุตส่าห์บำรุงมา เนื้อหนังก็หายไปหมดแล้ว แถมยังผอมกว่าเดิมอีกดวงตากลมโตทั้งสองข้างก็ปูดโปนออกมา เธอมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาอาฆาต
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอยหลังไปสองก้าวพอได้กลิ่นตัวของฉินฮุ่ยเจียวก็ขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ แล้วหันหลังกลับ
ฉินฮุ่ยเจียวอุตส่าห์รอจนเจอตัวต่งเสี่ยวเสี่ยวตั้งนานจะปล่อยให้เธอไปง่ายๆ ได้ยังไงกัน เธอรีบวิ่งอ้อมไปขวางหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยวทันที
"เสี่ยวเสี่ยวฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ อย่าเพิ่งไป!"