ตอนที่ 16 ขวัญหนี
ความจริงเสวียนฮวาไม่ได้หลับ นางจ้องดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นางแสร้งบอกเขาว่านางหลับเพราะนางไม่อยากให้เขาพะวงเื่นางที่เป็ตัวถ่วงเกาะอยู่ที่แผ่นหลังเขา การสัประยุทธ์ถึงขั้นเอาชีวิตหากจิตวอกแวกเพียงแค่พริบตาเดียวก็อาจจะหมายถึงความผิดพลาดที่ถึงแก่ชีวิต
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนางรู้เห็นอยู่ตลอด อาจจะมีบ้างที่นางหลับตาด้วยความกลัวและหวาดเสียว แต่ความเป็ไปทั้งหมดนั้น....นางเห็นอย่างชัดเจนว่าคนอื่นมองมาที่ผางเยว่ด้วยแววตาอันหวาดกลัว พวกขันทีองครักษ์ที่ผางเยว่สังหารไปนั้น คนพวกนี้ั้แ่เสวียนฮวาตกอับเคยเห็นนางอยู่ในสายตาที่ไหน
บ้างก็หัวหลุดจากบ่า บ้างก็ถูกคมดาบเฉือนลำคอเป็แผลฉกรรจ์ บ้างก็ถูกดาบของผางเยว่ตวัดผ่านลำตัวจนขาดสะพายแล่ง
หญิงสาวยอมรับ ว่านางรู้สึกสาแก่ใจที่เห็นคนพวกนี้ชีวิตปลิดปลิวดุจใบไม้ร่วงเพราะดาบของชายที่นางรัก นางอยากขอบคุณเขาเหลือเกินที่มอบความตายอันน่าเวทนาที่ให้กับอาตงผู้เป็คนทรยศ ิญญาของอาว่านกับอาเมี่ยวก็คงจะได้รับการปลอบประโลมจากการลงมือของผางเยว่บ้าง
ถึงกระนั้น เื่ที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันก็ยากที่จะเชื่อว่าเป็เื่จริง
เสวียนฮวาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น มนุษย์เราสามารถมีวรยุทธสูงล้ำมันทำได้ถึงเพียงนี้หรอกหรือนี่? เมื่อยามที่เขาฝ่าเหล่าขันทีองครักษ์ ดาบของเขาสะบัดราวกับว่ามันเบาหวิวเป็แค่กิ่งไม้อันน้อย ดาบของทหารองครักษ์นั้นหนากว่ากระบี่อยู่หน่อยหนึ่ง มันจึงเหมาะที่จะเอาไว้ใช้สำหรับการตวัดและฟาดฟันมากกว่ากระบี่ แต่กระนั้น มันเป็อาวุธที่มีน้ำหนักไม่ใช่น้อยเลย แต่เหตุไฉนเขาจึงกวัดแกว่งมันได้ว่องไวพลิ้วไหวปานนั้นเล่า
เขาแบกนางวิ่งไปถึงประตูวังด้านหลัง แน่นอนว่าภาพที่นางเห็นนั้นก็คือทหารเฝ้าประตูยี่สิบกว่าคนที่ถือหอกยาวตั้งแถวรอรับอยู่
ผางเยว่ไม่ชะลอฝีเท้า ครรลองสายตาของเสวียนฮวาก็เห็นแต่ภาพข้างหน้าประดุจพุ่งเข้ามาหาตัวเอง ความเร็วของผางเยว่ทั้งๆ ที่แบกนางไว้บนหลังนั้นก็ยังคงฝีเท้าอันรวดเร็วอย่างน่าตกตะลึง
แต่แผงคมหอกที่ยื่นรอนั้นมันมีความยาวเกือบหนึ่งจั้ง..แล้วเขาจะฝ่าไปได้อย่างไร?
ถึงกระนั้น เสวียนฮวาก็เห็นความหวาดกลัวเคลือบอยู่ในใบหน้าทหารยามพวกนั้น ใบหน้าของพวกเขาราวกับกำลังเผชิญกับเสือคลั่งไม่มีผิด
ก่อนที่ผางเยว่จะเข้าไปปะทะกับคมหอก ชายหนุ่มก็ะโข้ามแผงหอกเ่าั้ดุจนกที่โผบิน ไม่ทันที่ร่างเขาจะแตะพื้น หัวของทหารยามที่ถือหอกก็หลุดไปทีเดียวถึงสองคน
ความจริงผู้มีอาวุธยาวนั้นจะได้เปรียบอาวุธสั้น แผงคมหอกที่ทหารถือเรียงหน้ากระดานนั้นหากเป็มนุษย์ทั่วไปนั้นยากจะรับมือ...แต่ไม่ใช่คนที่มีฝีมือระดับจอมยุทธอย่างผางเยว่ ยิ่งเมื่อเขาได้เข้าไปประชิดวงในแล้วคราวนี้ก็กลายเป็การสังหารหมู่ข้างเดียว
ทหารยามเ่าั้กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ดาบของผางเยว่นั้นไร้ความปราณี ด้วยความยาวของหอกที่มัวแต่หวาดกลัวจนลืมทิ้งไว้ก็ยิ่งเหมือนทำให้คนพวกนั้นกลายเป็เป้านิ่งของดาบที่ทั้งหนักแน่นและรวดเร็วของผางเยว่
ตายมากเท่าใดก็ยิ่งกลัวเท่านั้น ร่างของคนที่ถูกสะบั้นศีรษะที่ยืนนิ่งพ่นเืออกมาเป็น้ำพุก็ยิ่งทำให้ทหารยามขี้ขลาดพวกนั้นขวัญหนีดีฝ่อ
และผางเยว่พานางออกไปพ้นกำแพงวังโดยทิ้งศพทหารยามนอนตายเกลื่อนกลาดที่หน้าประตู...
เพียงแค่ก้าวออกไปไม่กี่ก้าว ทหารม้าผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาพวกนาง ปลายหอกจิ้มตรงเข้ามาที่นางและเขา เสวียนฮวาหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ในพริบตานั้นเองนางรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของชายคนรักพร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าที่พุ่งเข้ามา นางััได้ถึงแรงกระแทกอยู่หน่อยหนึ่ง เสียงตุ้บดังลั่นขึ้นมาเหมือนของชิ้นใหญ่หล่นลงบนพื้น
เมื่อนางลืมตาขึ้น หญิงสาวก็ถึงกับหยุดหายใจเพราะเห็นร่างมนุษย์ขาดครึ่งซีกนอนอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกโพลงของเขาจ้องมายังพวกนาง ขดไส้และเครื่องในของเขากองทะลักออกมาเกลื่อนกลาด เสวียนฮวาหันหลังกลับไปดูเห็นม้าตัวนั้นยังวิ่งไปข้างหน้าโดยยังมีครึ่งท่อนล่างของเขาอยู่บนหลังม้า
ทหารลาดตระเวนที่เหลือต่างก็หยุดนิ่ง จ้องมาที่เขาและนางอย่างตกตะลึง
ผางเยว่ยกดาบชี้ไปที่คนเ่าั้ เพียงแค่การกรายดาบครั้งเดียวคนเ่าั้ก็สะดุ้งขึ้นมาทันที
เมื่อทหารลาดตระเวนพวกนั้นไม่ขยับกาย ผางเยว่ก็วิ่งไปข้างหน้าต่อโดยทิ้งคนเ่าั้ไว้เื้ั
หญิงสาวได้แต่สงสัย ไฉนทหารที่มีหน้าที่สำคัญดูแลความสงบรอบวังหลวงนั้นจึงได้ขี้ขลาดตาขาวเยี่ยงนี้ จริงอยู่ที่ผางเยว่วรยุทธลึกล้ำ แต่นางเชื่อว่าหากเป็ทหารของท่านพ่อในหยวินหนาน ย่อมไม่ตาขาวกลัวตายถึงเพียงนี้
ชะรอย คนที่ถูกสังหารไปเมื่อครู่นั้นคงเป็ระดับนายกองกระมัง – เสวียนฮวาคิด
แล้วเขาล่ะ? เขาจะวิ่งไปถึงเมื่อไหร่กัน? เขาจะวิ่งจนหมดแรงเลยงั้นหรือ? เสวียนฮวาใคร่อยากจะเอ่ยถามเขานักแต่ไม่กล้าเอ่ยออกไป ตอนนี้นางอยู่นอกกำแพงวังหลวงแล้ว สิ่งที่อยู่รอบตัวคือชาวบ้านร้านตลาดที่มองมายังพวกนางอย่างตกตะลึง ภาพของคนข้างหน้าที่รีบหลบให้พ้นทางวิ่งของผางเยว่นั้นมีอยู่ตลอดทางที่เขาวิ่งไป บ้างก็หลบหนีอย่างลนลานจนล้มคว่ำคะมำหงาย บ้างก็วิ่งหนีเตลิดราวกับเห็นผี
“ท่าน! เป็อะไรหรือไม่” ผางเยว่ถาม
“เปล่า...ข้าขำ ข้าเห็นชาวบ้านกลัวเ้าจนลนลานแล้วข้าขำขึ้นมา ไม่มีสิ่งใดกล้ำกรายข้าแม้แต่นิดเดียว”
และผางเยว่ก็ยังวิ่งต่อไป
เขาไม่เหนื่อยบ้างหรือ? ตวัดดาบเข่นฆ่าคนมากมายแถมยังแบกข้าวิ่งไปเช่นนี้อีก นี่เขามีพลังเหมือนม้าไม่มีผิด...
ม้า?
พอคิดมาตรงนี้ใบหน้าของเสวียนฮวาก็วูบวาบขึ้นมาเมื่อนึกถึงยามที่เขาเสพสังวาสกับนาง คิดถึงเมื่อยามเขากระแทกกระทั้นนางจนแทบรุ่งเช้าได้ทุกวัน....เขาก็มีเรี่ยวแรงเหมือนม้าจริงๆ นี่
เสวียนฮวากอดเขาไว้แน่น แล้วก็หลับตาฝันถึงภาพยามที่เขากระหน่ำความรักใส่นาง เมื่อคิดไปก็นึกขำตัวเองที่มาคิดเื่พรรค์นี้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
แต่เสวียนฮวาไม่กลัวตายแล้ว ถ้าหนทางข้างหน้าคือความตาย เสวียนฮวาก็ไม่เสียใจแม้นแต่นิดเดียวเลย เพราะนางจะได้ตายบนแผ่นหลังของชายที่นางรัก และคนทั้งแผ่นดินก็จะต้องเล่าขานเื่ของฮองเฮาที่ตายเคียงข้างนายทหารองครักษ์รูปงามไปจนตราบชั่วลูกชั่วหลาน เื่ของนางและเขาจะต้องเป็ตำนานที่เล่าระบือไปมิจบสิ้น
สตรีทั้งแผ่นดินจะต้องอิจฉาข้า!
ผางเยว่วิ่งไปจนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง คนทั้งโรงเตี๊ยมเห็นเขาที่แบกนางอยู่ก็ได้แต่ตกตะลึงกันหมด ชายหนุ่มเดินเข้าไปด้านหลังโรงเตี๊ยมซึ่งมีโรงสำหรับผูกม้า เมื่อเข้าไปข้างในเสวียนฮวาก็เห็นอาชาสีขาวปลอดตัวหนึ่ง ข้างอาชาตัวนั้นมีทวนศึกเล่มยาวตั้งพิงไว้กับคอกโรงเลี้ยงม้า ม้าพ่วงพีตัวนั้นที่กำลังเคี้ยวหญ้าสดอย่างเอร็ดอร่อย พอมันเห็นผางเยว่ก็ส่งเสียงครืดคราดในลำคอราวกับทักทายมิตรสหาย
“นี่คือม้าของข้าน้อยมันชื่อไป๋อี้” ชายหนุ่มเอ่ยกับนางพลางย่อตัวลงมือปลดผ้าที่พันกายนางไว้ แทบจะทันทีที่เสวียนฮวาเท้าถึงพื้น ผางเยว่ก็อุ้มนางขึ้นและประคองนางขึ้นหลังม้า
เสวียนฮวาหน้าแดง มีสายตาของคนในโรงเตี๊ยมหลายคนที่ลอบตามมามองมายังนางและเขา
“ผางเยว่ นี่อะไรของเ้า!” ชายผู้หนึ่งะโถาม ดูท่าทางน่าจะเป็เ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“ข้ามารับม้ากับทวนที่ข้าฝากไว้คืน” เขาพูดขึ้นในขณะที่ก้าวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ตัวชายหนุ่มนั่งอยู่เบื้องหน้านาง
“...นี่มันอะไร เ้าไปทำอะไรมา เืถึงเปรอะเปื้อนเ้าเต็มไปหมดเช่นนี้ แล้ว...แล้วแม่นางท่านนี้คือใคร”
“ท่านกอดข้าไว้”
ความจริงถึงเขาไม่บอกนางก็ย่อมทำเช่นนั้นอยู่แล้ว หญิงสาวรู้สึกขวยเขินเล็กน้อยที่ต้องมากอดชายชู้ให้คนอื่นเห็นเยี่ยงนี้ ผางเยว่เอาผ้ามารัดนางให้ยึดติดกับเขาไว้แน่นอย่างรีบร้อน
“พระนางคือเสวียนฮวาบุตรสาวของผิงซีอ๋อง ฮ่องเต้โฉดเนรคุณคนแซ่เสวียน หวังฮุ่ยวางแผนชั่วหมายจะสังหารพระนาง ข้าจะนำพระนางไปส่งคืนให้ผิงซีอ๋องที่หยวินหนาน”
ผางเยว่พูดเสียงดัง พูดย้ำช้าๆ ทีละคำอย่างชัดเจนเพื่อให้คนทั้งหมดได้ยิน ทุกคนในนั้นรวมถึงชายผู้เป็เ้าของโรงเตี๊ยมก็หน้าซีดเผือกขึ้นมาเมื่อได้ยินคำที่เขากล่าวออกมา
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบทวนศึกของตนแล้วะโด้วยเสียงอันดัง “ถอยไป ถ้าพวกเ้าไม่อยากตาย” ทันทีที่ชายหนุ่มกระตุกบังเหียน เ้าไป๋อี้ม้าของเขาก็ยกขาหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องดังราวกับจะเป็ลูกคู่ข่มขู่คนอื่นพร้อมกับเ้านายของมัน
และคนทั้งหมดต่างก็พากันแตกฮือหนีกันคนละทิศคนละทางในทันทีราวกับฝูงมดแตกรังไม่มีผิด
ส่วนเสวียนฮวาก็หัวเราะร่วนอย่างชอบใจ