12
ลั่วเยี่ยนมองจิงซิงอี้กินบะหมี่ และถามจิงเซียวด้วยความสนใจว่า เด็กชายเรียนการแพทย์แผนจีน ั้แ่ยังเด็กขนาดนี้เลยหรือ
จิงเซียวยิ้มและมองหลานชายด้วยความเอ็นดู เขาอธิบายว่าเด็กชายสนใจแพทย์แผนจีนมาั้แ่สามขวบ ทั้งการเตรียมสมุนไพร และการเรียนรู้จากการดูเขารักษาคนไข้
เมื่อรู้ว่าจิงซิงอี้สนใจการแพทย์จริงเขาจึงเริ่มต้นถ่ายทอดความรู้ให้ ในวันปกติเด็กชายจะไปโรงเรียนและตอนเย็นรวมไปถึงวันเสาร์อาทิตย์ หลังจากทำการบ้านแล้วเขาจะมาเรียนวิชาแพทย์แผนจีนกับจิงเซียว
จิงซิงอี้ยังเด็ก เขาจึงไม่ได้สอนทฤษฎีมากแต่ให้เด็กชายได้เห็นได้อยู่ใกล้ชิด จนซึมซาบเข้าไปเอง
การรักษาด้วยแพทย์จีนนั้นมีประวัติยาวนานมาหลายร้อยปี ซึ่งเป็ภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นต่อรุ่นโดยเฉพาะในครอบครัวของแพทย์จีนที่มีความเชี่ยวชาญการรักษาด้านต่างๆ
จนกระทั่งใน่ปลายศตวรรษที่ 20มีการนำแพทย์แผนจีนเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของจีน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและการเรียนรู้อย่างเป็ระบบตามหลักวิทยาศาสตร์
มีการก่อตั้งวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรวมไปถึงหลักสูตรแพทย์แผนจีนที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลขึ้นมาในที่สุด
ั้แ่เด็กจิงเซียวได้รับการสืบทอดความรู้มาจากครอบครัวที่เป็แพทย์แผนจีนมายาวนานหลายร้อยปีเมื่อโตขึ้นเขาเลือกเรียนแพทย์แผนตะวันตก แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งแพทย์แผนจีนเขาจึงมีใบประกอบการรักษาโรคทั้งแผนปัจจุบันและแผนจีนรวมไปถึงการผลิตยาสมุนไพรอย่างเป็ทางการด้วย
จิงซิงอี้ก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากจิงเซียวั้แ่เด็กด้วยเช่นกัน และเมื่อโตขึ้น เขายังเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของประเทศเท่ากับว่าเขาเดินตามรอยเท้าของจิงเซียวแทบทุกด้าน
ในด้านของการสอนนั้นจิงเซียวไม่เคยปฏิบัติกับจิงซิงอี้เหมือนเขาเป็เด็ก เขาจะให้เด็กชายได้เรียนรู้ฝึกฝน และสังเกตการรักษาของจิงเซียวทุกครั้ง ส่งผลให้เขามีพื้นฐานที่มั่นคงมากกว่าแพทย์คนอื่น
เมื่อลั่วเยี่ยนเล่าเหตุการณ์ในห้องตรวจโรคในตอนเช้าให้ฟังจิงเซียวก็หัวเราะออกมา ในขณะที่จิงซิงอี้ทำหน้าเฉยเหมือนไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงตัวเอง จิงเซียวพูดขำๆ ว่า
“เสี่ยวอี้ก็รู้บ้างไม่รู้บ้างตามประสาเด็กนั่นละคุณหมอลั่วอย่าไปสนใจมากนัก”
แต่แล้วทั้งสามคนก็ต้องหยุดคุยเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งเรียกชื่อจิงเซียวด้วยความตื่นเต้นลั่วเยี่ยนหันไปมอง และเขาก็จำได้ว่า ชายคนนี้เป็เลขานุการของเฉินเหลา ผู้ว่าราชการมณฑลที่ลั่วเยี่ยนช่วยรักษาในคืนที่ผ่านมา
เลขานุการของเฉินเหลากำลังจะสั่งบะหมี่ในร้านแต่เหลือบมาเห็นจิงเซียวก่อน จึงรีบเรียกเขาด้วยความดีใจ เขารีบเดินมาที่โต๊ะแนะนำตัวเอง และไม่รีรอที่จะขอร้องจิงเซียวช่วยรักษาเฉินเหลา
ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายเฉินเหลาไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองเพราะอาการของเขายังไม่คงที่ ครอบครัวของเฉินเหลาเดินทางมาที่โรงพยาบาลแล้วแต่พวกเขากังวลใจว่าการเดินทางด้วยรถพยาบาลเป็ระยะเวลานาน อาจเกิดอันตรายได้
จิงเซียวตกลงจะไปดูอาการให้โชคดีที่เขามารักษาคนไข้คนอื่นด้วยจึงมีกล่องเครื่องมือการแพทย์ติดมาด้วยพอดี
เมื่อทุกคนกินบะหมี่เสร็จ เลขานุการของเฉินเหลาขอจ่ายค่าอาหารให้และพาพวกเขาเดินกลับไปที่โรงพยาบาล
ลั่วเยียนตามพวกเขาไปด้วยเพราะเขา้าจะเช็คอาการปัจจุบันของเฉินเหลา และเขายังพอมีเวลาอีกพักก่อนจะกลับไปทำงานใน่บ่าย
เมื่อไปถึงหน้าห้อง ICU พวกเขาพบครอบครัวของเฉินเหลาข้าราชการท้องถิ่น และแพทย์เ้าของอาการ ยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อเห็นทั้งสามคนเดินเมา พวกเขาเกิดความสงสัยแต่เมื่อภรรยาของเฉินเหลาซึ่งยืนเช็ดน้ำตาอยู่ มองเห็นเลขานุการเดินมาพร้อมกับจิงเซียวเธอก็ตะลึงและรีบเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยความดีใจ
“คุณหมอจิงเซียว! คุณหมอมาช่วยอาเหลาใช่มั้ยคะ!”
จิงเซียวยิ้มนิดๆและตอบว่า“ผมขอดูอาการของคุณเฉินเหลาก่อน”
ภรรยาของผู้ว่าฯเฉินเหลาแนะนำจิงเซียวให้คนอื่นๆรู้จัก และอธิบายให้ชูเจี่ย หมอด้านหัวใจที่ดูแลสามีของเธอว่าจิงเซียวเป็แพทย์จีนที่มีชื่อเสียงและเคยรักษาคุณพ่อของเฉินเหลามาก่อน พวกเขาจึงคุ้นเคยกันดี
เมื่อภรรยาของเฉินหลงขอให้จิงเซียวเข้าไปดูอาการหมอชูเจี่ยขมวดคิ้ว และมีสีหน้าไม่เชื่อถือแต่เมื่อเป็ความ้าของครอบครัวคนไข้ เขาก็ต้องยอมรับเพราะตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มากเช่นกัน
แต่พวกเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อจิงเซียวพาจิงซิงอี้เข้าไปด้วยเขาอธิบายสั้นๆว่า “เสี่ยวอี้เป็หลาน แล้วก็เป็ลูกศิษย์ของผมด้วย”
พวกเขาสวมชุดปลอดเชื้อของทางโรงพยาบาล และเดินเข้าไปในห้องICUพร้อมกับหมอชูเจี่ยและภรรยาของเฉินเหลา
ทุกคนเดินเข้าไปในห้องซึ่งมีคนไข้ที่อยู่ในสภาวะวิกฤตินอนรอดูอาการอยู่ 4 คน เฉินเหลาอยู่ด้านในสุดเขานอนหลับและใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ จิงเซียวใช้หูฟังตรวจฟังหัวใจจากนั้นก็จับชีพจรของคนป่วย และขอดูผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram(ECG/EKG)
ในระหว่างนั้น เฉินเหลาลืมตาขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้าเมื่อเห็นจิงเซียวเขาจึงเรียกชื่อจิงเซียวเบาๆ แววตาดูมีประกายมากขึ้นจิงเซียวซักถามอาการจากคนป่วย หมอชูเจี่ย ภรรยาและเลขานุการของเฉินเหลา
จิงเซียวจึงพูดขึ้นในที่สุดว่าตอนนี้เขาไม่มีอุปกรณ์การรักษาติดตัวมามากและคิดว่าเฉินเหลาต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ ที่มีอุปกรณ์มากกว่า
จิงเซียวไม่ได้้าจะดูถูกโรงพยาบาลที่เฉินเหลากำลังรักษาแต่ต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว และยังเป็โรงพยาบาลขนาดเล็กยังไม่มีความพร้อมมาก การที่สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ ก็ถือว่าก้าวหน้ามากแล้วเพราะในบางที่ มีแต่แพทย์อายุรกรรมทั่วไปประจำอยู่เท่านั้น
ในระหว่างที่อธิบาย จิงเซียวจะหันไปมองจิงซิงอี้เหมือนจะอธิบายให้เขาฟังด้วย ไม่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เขาพูดว่าเฉินเหลามีอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และมีอาการบวมน้ำจากหยางพร่อง
โดยเห็นได้จากการที่เฉินเหลามีอาการเหนื่อยหอบริมฝีปากสีเขียว แขนขาเริ่มบวม และชีพจรเล็ก แต่เขาจะไม่ฝังเข็มให้เพราะเฉินเหลาอาจจะต้องผ่าตัด จึงไม่ควรฝังเข็มในตอนนี้
เขาจะช่วยบรรเทาอาการด้วยการนวดจุดเน่ยกวานและจุดเสินเหมินให้ จิงเซียวเริ่มด้วยการใช้ปลายนิ้วนวดที่จุดเน่ยกวานซึ่งเป็จุดเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ อยู่กลางแขนสูงขึ้นมาจากข้อมือประมาณ 3 นิ้วเขานวดที่จุดนั้นนานประมาณ 10 -15 นาทีทั้งด้านซ้ายและขวาของแขน
จากนั้นก็นวดที่จุดเสินเหมินตรงรอยพับข้อมือฝั่งนิ้วก้อย ซึ่งเป็แอ่งขนาดเล็กอยู่ข้างปุ่มกระดูกเขาใช้ทั้งการกดคลึง กดค้าง กดและปล่อยสลับกันนาน 15 – 20 นาที
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เฉินเหลาเริ่มมีสีหน้าดีขึ้นอาการหายใจติดขัดและหอบเหนื่อยลดลงอย่างเห็นได้ชัดจิงเซียวจึงหันไปบอกกับทุกคนในนั้นว่า ระหว่างที่เคลื่อนย้ายขอให้กดจุดสองจุดนี้สลับกันไป เพื่อช่วยบรรเทาอาการไปด้วย
เป็ครั้งแรกที่ทั้งลั่วเยี่ยนและชูเจี่ยได้เห็นวิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนที่ช่วยให้คนไข้โรคหัวใจมีอาการดีขึ้นได้ด้วยการกดจุดเท่านั้นทำให้มุมมองที่ลั่วเยี่ยนมีต่อแพทย์แผนจีนเปลี่ยนไปทันที