ผมยืนมองคาร่าที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยรอบๆเตียงมีตำรวจสามนายกำลังสอบสวนเธออยู่การสอบสวนดำเนินไปอย่างเคร่งเครียดเหมือนว่าคาร่าจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อยหนึ่งในนายตำรวจเดินมาหาผมด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยพอทน
“เป็ยังไงบ้างครับ”
“เธอไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยครับ คุณพอจะช่วยไกล่เกลี่ยเธอให้ได้มั้ย”
ผมเหลือบมองคาร่าที่นอนอยู่บนเตียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบผมเดินตรงไปยังเตียงที่คาร่านอนอยู่ทันทีที่เธอเห็นผมเธอพยายามจะลุกออกจากเตียงแต่ด้วยข้อมือของเธอทั้งสองข้างถูกมัดเธอจึงทำได้แค่ผงกหัวขึ้นมาคุยเท่านั้น
“พี่คลื่น พี่คลื่นต้องช่วยร่านะ ร่าไม่อยากติดคุก ร่าอยากอยู่กับพี่คลื่น”
“แล้วเราทำร้ายบิลจริงๆหรือเปล่า”
“ร่าไม่ได้ทำ ร่าถูกใส่ร้าย ไม่เชื่อพี่คลื่นก็ดูแผลตามตัวร่าสิร่าถูกทำร้ายขนาดนี้จะไปทำร้ายบิลได้ยังไง”
ผมมองตามตัวคาร่าจะว่าไปก็พึ่งสังเกตว่าเธอมีแผลฟกช้ำอยู่หลายจุดแต่ถึงเธอจะพูดอออกมาแบบนั้นแต่หลักฐานที่ผมได้มามันชัดเจนว่าเธอเป็คนทำร้ายบิลจริงๆ
“แต่หลักฐานที่พี่ได้มามันเห็นได้ชัดเลยนะว่าเราเป็คนทำ”
“ล-หลักฐานอะไรคะพี่คลื่น”
ผมหยิบมือถือเปิดคลิปหลักฐานหันอีกคนดูทันทีที่เธอเห็นคลิปนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
“พ-พี่คลื่นไปเอาคลิปนี้มาจากไหนคะ”
“จากไหนมันไม่สำคัญหรอก สำคัญแค่ว่าเราทำอย่างในคลิปจริงๆหรือเปล่า”
“ไม่ ร่าไม่ได้ทำนะคะ คนในคลิปก็ไม่ร่า ต้องมีคนตัดต่อเพื่อใส่ร้ายร่าแน่ ๆ”
“ถ้าตัดต่อจริงเขาคงเก่งมากเลยนะเพราะพี่ได้คลิปนี้หลังจากเกิดเื่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเอง”
พอผมพูดจบสีหน้าของคาร่าก็ดูเป็กังวลอย่างชัดเจนคาดว่าเธอคงคิดไม่ถึงว่าผมจะมีหลักฐานนี้ได้
“พี่คลื่นไม่เชื่อร่าหรอคะ ทั้งที่เราเป็ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ”
“ถ้าคนในครอบครัวมาทำร้ายคนที่พี่รักต่อให้เป็พ่อแม่มีก็ไม่ให้อภัยหรอกนะ”
พูดจบผมก็เดินออกจากตรงนั้นในเมื่อเธอไม่ยอมรับความจริงงั้นก็คงต้องให้กฎหมายจัดการแล้วกันหันไปคุยกับตำรวจสักครู่ก่อนจะส่งคลิปหลักฐานให้ตำรวจผมเดินออกจากห้องเห็นคนคุ้นเคยยืนคุยกับตำรวจ คนๆนั้นไม่ใช่ใครนอกจากพ่อ คุณณฤทธิ์
“สวัสดีครับ”
“แกมาก็ดี ฉันมีเื่จะคุยกับแก”
“เื่คาร่าหรอครับ”
“ใช่ แกต้องช่วยน้อง อย่าให้น้องต้องติดคุกเด็ดขาด”
ผมแค่นหัวเราะออกมาเล็กน้อยไม่ผิดจากที่คาดเท่าไหร่ ก็นะ คาร่าเธอคือลูกรักนี่ผมเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่จะเกิดเหตุการณ์นี้
“ผมขอเหตุผลด้วยครับ ว่าทำไมผมต้องช่วยน้อง”
“คาร่าคือน้องแก และน้องก็ไม่ได้ทำผิด”
“พ่อจะบอกว่าที่คาร่าพยายามจะฆ่าคนมันไม่ผิดงั้นหรอโทษนะครับพ่อใช้ตรรกะไหนคิด”
“แกอย่ามาเถียงฉันคลื่น แกมีหน้าที่แค่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น”
“งั้นผมก็คงต้องปฏิเสธ เหตุผลก็เพราะคาร่าทำผิดฐานพยายามฆ่าคนบริสุทธิ์เพราะฉะนั้นเธอก็ต้องได้รับความผิดตามกฎหมาย”
“นั่นน้องแกนะ แกจะจับน้องแกรึไง”
“แล้วเื่อะไรที่ผมจะต้องช่วยคนผิดล่ะครับถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับ”
ผมยกมือไหว้หันหลังเดินออกจากตรงนั้นพูดคุยไปก็เสียเวลาเปล่าหากเขารักลูกสาวคนเล็กขนาดนั้นก็ปล่อยให้เขาจัดการเองละกัน
“แกรักเด็กคนนั้นมากกว่าน้องแกอย่างนั้นรึ”
คำพูดของพ่อทำผมต้องหยุดเดินและหันไปมองเขามันอาจจะถึงเวลาที่ผมคงต้องบอกเื่บิลกับเขา เพราะยังไงสุดท้ายเขาก็คือพ่อคือคนในครอบครัว
“ครับ ผมรักเขา”
“หึ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกรักคนอื่นมากกว่าน้องแก”
“ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าพ่อรักน้องมากเกินจนลืมไปแล้วว่าอะไรผิดอะไรถูก”
“นี่แกสอนฉันรึ”
“ผมไม่ได้สอน แต่ถ้าพ่อให้อนาคตของคาร่าดับก็เชิญเพราะผมถือว่าผมเตือนแล้ว”
พูดจบผมก็หันหน้าเดินออกจากตรงนั้นทันทีคราวนี้อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยให้มันเกิด ไม่ใช่ว่าผมจะทำแต่ยังมีคนอื่นอีกที่มีหลักฐานหากเขายังเลือกจะทำแบบนั้นผมเชื่อได้เลยว่ายังไงอนาคตคาร่าเธอก็ไม่มีที่ยืนในสังคมอย่างแน่นอน
“พี่มาั้แ่เมื่อไหร่หรอ”
“พี่มาได้สักพักแล้วครับ”
บิลพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้พลางยกมือขยี้ตาเพืิ่อให้ตื่นจากความง่วงวันนี้เป็วันศุกร์ผมเลิกลานเสร็จก็ตรงดิ่งมาเฝ้าน้องทันทีอันที่จริงวันนี้ผมต้องอยู่ทำโอทีด้วยแต่พี่ภาคอนุญาติให้ผมเอางานมาทำต่อที่นี่ต่อได้
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่ผมไปเยี่ยมคาร่าเหตุการณ์ถัดมาเธอถูกประกันตัวโดยพ่อของผมและแน่นอนว่าหลังจากนั้นเพียงแค่ไม่กี่วันคลิปที่คาร่าทำร้ายบิลก็ถูกแชร์ลงโซเชียลทันทีส่งผลให้คาร่าเธอถูกสังคมตราหน้าและโจมตีอย่างหนัก เรียกได้ว่าถูกคมแบนเลยก็ว่าได้ไม่พอคนที่โดนลูกหลงตามไปด้วยก็คือพ่อเพราะเขาคือคนประกันตัวและคอยเอาแต่บอกว่าลูกสาวเป็คนดีทำให้หุ้นบริษัทของเขาร่วงฮวบทันทีผมไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะผมก็เดาเอาไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่ที่ใก็คงเพราะมันเกิดขึ้นเร็วเกินไปส่วนคนที่เอาคลิปไปลงตอนแรกผมก็คิดว่าคงจะเป็ตำรวจวงในแต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่เพราะคนที่ลงคือเมลเองผมได้คุยกับเธอเมลเล่าว่าเธอกับบิลได้คุยกันเอาไว้ก่อนแล้วว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกคนต้องเอาลงโซเชียลเธอบอกว่ามันไม่ใช่การประจานแต่เป็การลงโทษโดยให้สังคมเป็คนตัดสิน
“หิวน้ำมั้ย”
บิลส่วยหัวเล็กน้อยทำปากบึนก่อนนั่งมองหน้าผมด้วยท่าทางที่เหมือนเด็กน้อย
“บิลหิวขนมมากกว่า”
“ตอนนี้ยังกินไม่ได้นะ รอให้หายดีก่อนเดี๋ยวพี่ซื้อให้กิน”
“จริงนะครับ”
“จริงครับ”
บิลยกยิ้มอย่างดีใจก่อนจะค่อยๆยันตัวเองขึ้นเพื่อที่จะนั่งผมเห็นดังนั้นจึงรุดไปช่วยอีกคนพลางขยับจัดที่นั่งเพื่อไม่ให้อีกคนเจ็บแผลก่อนจะหันไปขยับโต๊ะกินข้าวมาใกล้ๆเพื่อที่จะป้อนข้าวป้อนยา
“ข้าวน่ากินจัง”
“งั้นก็กินให้หมดนะ จะได้หายไวๆ”
“ครับ”
ผมเริ่มจัดการป้อนข้าวน้องก็อ้าปากรับเคี้ยวตุ้ยๆเหมือนเด็กน้อยระหว่างนั้นเราก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยผมเหลือบมองแผลของน้องเหมือนว่าแผลจะเริ่มดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังต้องอยู่ดูอาการต่อไปอีกพอพูดถึงแผลผมก็แอบรู้สึกผิดนะที่ในตอนนั้นผมปล่อยน้องให้กลับเองไม่งั้นเื่ก็คงเกิดขึ้น
“พี่คลื่นแอบรู้สึกผิดอยู่หรอ”
ผมเงยหน้ามองอีกคนบิลพองแก้มเอียงคอมองผมอย่างสงสัยผมส่งยิ้มพลางส่ายหัวผมไม่อยากให้เขาคิดมาก
“โกหก พี่คลื่นโกหกอ่ะ พี่กำลังรู้สึกผิดอยู่”
“นี่พี่โป๊ะหรือนี่”
ดูเหมือนผมจะปิดไม่มิดสินะเดี๋ยวนี้เหมือนบิลจะเริ่มจับผิดคนอื่นเก่งขึ้นจนน่าใผมวางชามลงก่อนจะย้ายตัวเองขึ้นมานั่งที่ว่างบนเตียง
“พี่รู้ไม่โอเคที่เห็นเราเจ็บเพราะพี่ เหมือนพี่รู้แลเราไม่ดีเลย”
บิลเอื้อมมือมาดึงมือผมไปวางที่ตักก่อนจะเงยหน้ามองผม
“พี่ไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิดเลยนะ เื่นี้พี่ไม่ได้ผิดสักหน่อย”
“เฮ้อ พี่ก็พยายามคิดแบบนั้นนะ แต่ไม่ว่าจะนั่งคิดนอนคิดยังไงพี่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังดูแลเราไม่ได้เื่อยู่ดี”
“พระเอกน่ะ ไม่จำเป็จะต้องเก่งเสมอไปนะพี่แค่คอยอยู่ข้างกันยามทุกข์ยามสุขก็พอแล้ว”
ผมหันไมองอีกคนบิลส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ให้ตายเถอะนี่ผมแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นเหรอเนี่ย แย่จริงๆ แต่ผมก็รู้สึกสบายใจนะสบายใจทุกครั้งที่อยู่กับเขาดีใจที่เขายังคอยอยู่ข้างๆแม้ตอนนี้สถานะของเรามันยังไม่ชัดเจน
“เรานี่แอบเท่นะเนี่ย”
“ผมเท่มานานแล้ว”
“ฮ่าๆๆ งั้นหรอ”
ผมพูดจริงๆนะบิลน่ะภายนอกดูบอบบางดูน่าแกล้งและอ่อนแอแต่พอได้รู้จักกันจริงๆผมก็รับรู้ได้ว่าเขาน่ะเท่สุดๆไปเลย
“ไหน ๆก็มาถึงขนาดนี้แล้ว พี่ว่าพี่น่าจะพูดได้แล้วล่ะ”
“เอ๊ะ?”
“เป็แฟนกับพี่นะครับ”
ผมหันมองคนข้างๆสีหน้าของบิลตอนนี้เหวอเหมือนเด็กเห็นของเล่นเลยสีแก้มจากสีขาวเริ่มมีสีแดงฝาดขึ้นมาจนน่าหยิกผมฉวยโอกาสนั้นกดจมูกลงที่แก้มพวงสีแดงฝาดแต่กลายเป็ว่าตอนนี้น้องแข็งทื่อเป็หินไปแล้ว
“บิลครับ”
“ครับ!! ครับ”
“ตกลงมั้ย”
“ตกลงครับ!”
“ตกลงอะไรครับ”
“ตกลง เอ๊ะ?”
“ตกลงแล้วนะ”
บิลยกมือปิดหน้าด้วยความเขินก่อนจะแอบกรี๊ดโดยที่มีเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินบ้างเอื้อมมือดึงมือของอีกคนก่อนจะจุมพิตลงที่ปากนุ่มนั่นอย่างเบาๆก่อนจะผละออกมาเล็กน้อย
“เป็แฟนพี่แล้วนะ”
“อือ”
โอบอีกคนก่อนจะกดจมูกลงกลุ่มผมเบาๆหัวใจของผมตอนนี้เต้นเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเด็กคนนี้ทำให้ผมเสียอาการได้ง่ายจริงๆ
“พี่รักบิลนะ”
“ผมก็รักพี่คลื่นครับ”