หลังจากซูหยวนเย่ขึ้น์กับหนิงเอ๋อร์เสร็จ ก่อนยามเว่ยของวันต่อมาเล็กน้อย มันก็มุ่งหน้ามาที่สำนักของ สตรีชุดขาว ยามนี้ทั่วอาณาบริเวณคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เกือบทั้งหมดเป็บุรุษเพศ มีทั้งหนุ่มฉกรรจ์ ยันไปถึงผู้เฒ่ารุ่นใกล้จะลงโรง แน่นอนพวกมันมาทั้งหมด เพื่อที่จะชนะในการประลอง และได้เข้าหอกับสตรีชุดขาวผู้งดงาม เ้าของสำนักแห่งนี้
“คนมากมายยิ่งกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก แล้วแบบนี้ข้าจะถามเื่ของท่านแม่จากผู้ใดได้” ซูหยวนเย่ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะกวาดตามองไปรอบ มันไม่รู้จักใครเลยสักคน หากไปถามก็คงจะแปลก ๆ แถมพวกเขายังดูมุ่งมั่นอยู่กับการขึ้นประลองด้วย
“แบบนี้คงไม่ได้คำตอบแน่ ๆ เช่นนั้นข้าไปดีกว่า อยู่ที่นี้ต่อก็ไม่ได้อะไร อีกทั้งข้ายังไม่สนใจเื่การประลองเลือกคู่ครั้งนี้ด้วย” ซูหยวนเย่เอ่ยพึมพำ ก่อนจะหมุนกาย และเตรียมก้าวเท้าออกจากสถานที่ประลอง ทว่า...ในยามนั้นก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งร้องทักขึ้นเสียก่อน “โอ้ นั้นใช่ จอมยุทธอันดับหนึ่ง ท่านซูอี้หนานหรือไม่” ซูหยวนเย่ในร่างของบิดาถึงกับหยุดชะงัก ก่อนพลันหันมาหาผู้ร้องเรียก
เขาเป็ชายวัยกลางคนอายุอานามน่าจะประมาณ 50 กว่าปีเห็นจะได้ สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินครามเก่า ๆ ขาด ๆ ในมือถือไม้เท้าที่ทำจากหยกเขียวอ่อน ซูหยวนเย่เมื่อเห็นหน้าครั้งแรกไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด ก่อนที่มันจะรีบตั้งสมาธิสำรวจดูในความทรงจำของบิดาอยู่ชั่วขณะ จากนั้นจึงระบายยิ้มสดใสออกมาพร้อมเอ่ยว่า
“อ้าว ท่านผู้าุโฮั่วเหลียง แห่งพรรคกระยาจกนี่เอง มิคาดคิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่”
“ข้าเองก็ไม่คิดว่าพบท่านเช่นกัน นี่ท่านมาประลองเลือกคู่กระนั้นหรือ”
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่ ข้าไม่ได้มาประลอง”
“อ้าว เช่นนั้นท่านมาด้วยเหตุใด” ฮั่วเหลียงเอียงคอขมวดมุ่นคิ้วก่อนจะกล่าวถาม ซูหยวนเย่จึงบอกเล่าเหตุผลที่มันมาให้ฟัง...
“ที่แท้ ท่านมาหาข่าวเื่แม่นางซูอิ๋งอิ๋งนี่เอง”
“ถูกต้องแล้วผู้าุโ ไม่ทราบท่านพอจะมีข่าวนางบ้างหรือไม่”
ฮั่วเหลียงสั่นหน้าอย่างแช่มช้า “ไม่เลยท่านซูอี้หนาน ั้แ่ที่ท่านขอให้คนในพรรคกระยาจกช่วยตามหานาง บัดนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าเลย แม้นขอทานในพรรคจะกระจายอยู่ทุกพื้นที่แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครพบแม่นางซูอิ๋งอิ๋ง ต้องขออภัยด้วย”
“ชะ...เช่นนั้นหรือ” ซูหยวนเย่ยิ้มอย่างเศร้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น ยามนี้ในใจมันห่อเหี่ยวยิ่งนัก ขนาดคนของพรรคกระยาจกที่มีมากมายราวกับเม็ดทรายบนพื้นยังไร้สามารถ ชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ที่นี่ก็คงไม่มีใครทราบเื่ของมารดาคนงามมันเช่นกัน
“เช่นนั้นข้าก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อแล้ว ขอตัวก่อนผู้าุโเหลียง”
“งั้นข้าขออวยพรให้ท่านพบนางในเร็ววัน ลาก่อน” สองคนประสานสองมือขึ้นเพื่อเตรียมร่ำลา ทว่า....ในยามนั้นเสียงของสตรีนางหนึ่งบนเวทีประลองก็ดังขึ้น
“ท่านเ้าสำนักของเรามาแล้ว ต่อจากนี้ไป ข้าจะขอเริ่มการประลอง!!”
“โอ้ เริ่มแล้วงั้นหรือ ไวกว่าเวลาที่ประกาศไว้เสียอีก จริง ๆ ท่านซูอยู่ดูการประลองเป็เพื่อนข้าก่อนก็ได้นะ รีบไปก็ใช่ว่าจะหาแม่นางซูเจอ”
“อยู่ดูการประลองเป็เพื่อนผู้าุโ? อ้าวนี้ท่านไม่ได้มาประลองหรือ”
“ประลอง? ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ โอย ท่านซูอายุข้าปูนนี้แล้ว ยังจะประลองเพื่อหาเมียอีกไปไย ข้ามาเพื่ออยากดูคนสู้กันต่างหาก”
“อ้าว เหรอข้านึกว่าผู้าุโอยากจะมีเมียไว้คลายเหงา”
“สตรีนั้นคลายเหงาให้ข้าไม่ได้หรอก สิ่งคลายเหงาข้ามีเพียงสุรา กับไก่ย่างหอม ๆ เท่านั้น เรามาดูกันเถิดว่าชายหนุ่มคนใดจะเป็ผู้โชคดีได้แม่นางชุดขาวเป็เมีย” เมื่อโดนฮั่วเหลียงเอ่ยปากชวน ซูหยวนเย่จึงยากที่จะปฏิเสธสุดท้ายมันจึงยอมดูการประลองด้วย
ยามนั้นบนเวทีมีสตรีในชุดขาวซึ่งปิดบังใบหน้าหลายคนเดินออกมา แม้นไม่เห็นหน้าแต่หนุ่มน้อยหนุ่มที่เห็นต่างก็พากันส่งเสียงเซ็งแซ่ เพราะผิวพรรณของพวกนางขาวเนียนราวกับหิมะต้องแสงแดดยามเช้า รูปร่างสะโอดสะอง อกเป็อก เอวคอดกิ่ว ยามเดินงดงามน่ามองยิ่งนัก และในหมู่พวกนางมีผู้หนึ่งโดดเด่นเป็ที่สุด ดวงตาคมกริบ ผมดำขลับ ท่วงท่าสง่างามดูมีราศี มองปราดเดียวก็ทราบว่านาง คือ แม่นางชุดขาวที่ผู้คนร่ำลือไม่ผิดแน่ ซูหยวนเย่ที่เอ่ยว่าไม่สนใจงานประลองยังนิ่งอึ้งตะลึงงันมองตาค้างไปชั่วขณะ
“งะ...งามยิ่งนักนี่หรือแม่นางชุดขาว มิน่าเล่าชายหนุ่มที่อยู่ที่นี่ในยามนี้จึงตื่นเต้นคึกคักราวกับม้าพยศ ทว่าก็หาได้สนใจนางไม่ เพราะข้านั้นสน....” ห่าวหรานครุ่นคิดในใจ ทว่า...เสียงของสตรีชุดขาวบนเวทีก็เอ่ยประกาศดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ก่อนจะเริ่มประลอง ข้าในฐานะตัวแทนของเ้าสำนักจะบอกกติกาสักเล็กน้อย ข้อแรกการประลองในวันนี้เป็การประลองเพื่อเลือกคู่เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านยั้งมือตอนสู้กันด้วย ผลแพ้ชนะเอาแค่อีกฝ่ายตกเวที หรือเอ่ยปากยอมแพ้เท่านั้น หากผู้ใดลงมือหนักเกินไป หรือพลั้งมือสังหารอีกฝ่ายจนตาย ทางเราจะขอตัดสิทธิ์การประลองของท่านทันที ข้อสองเนื่องจากทุกท่านมากันมากมายกว่าที่พวกเราคาด หากประลองหมดทุกคนคงใช้เวลาเป็วัน ๆ แน่ ดังนั้น ทางเราจึงต้องทำการจับฉลาก ผู้ที่ได้ตัวเลขคือผู้มีสิทธิ์ประลอง ผู้ได้กระดาษเปล่าคือผู้ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลอง ตัวเลขมีั้แ่หนึ่งถึงห้าสิบ ผู้ได้เลขหนึ่งจะสู้กับเลขสอง และผู้ชนะของคู่นี้ก็จะได้สู้กับหมายเลขต่อจนถึงหมายเลขสุดท้าย”
“ก็แปลว่ามีผู้เข้าประลองยี่สิบห้าคู่สินะ แบบนี้ถ้าได้เลขห้าก็สบายเลยทีเดียว”
“เอาล่ะ เชิญผู้ที่อยากจะเข้าประลองมาล้วงไหเพื่อสุ่มฉลากได้” สิ้นเสียงของตัวแทนเ้าสำนักชายหนุ่มมากมายก็เข้าแถวตรงไปล้วงไหเพื่อวัดดวง หลายคนโห่ร้องดีใจเมื่อตนเองได้หมายเลขท้าย ๆ หลายคนถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ตัวเลขหลักเดียวแต่นั่นก็ยังดีกว่าผู้ที่ได้ กระดาษเปล่า ๆ ไร้สิ่งใดเขียนอยู่ ซึ่งแปลว่าพวกมัน หมดสิทธิ์ เป็ได้แค่คนดูเท่านั้น
“เอาล่ะท่านใดได้หมายเลขหนึ่ง และหมายเลขสองขอเชิญขึ้นมาบนเวที”
“ข้า ข้าได้หมายเลขหนึ่ง ข้าเองงงง!!” คนผู้หนึ่งร้องะโเสียงดังพร้อมชูไม้ชูมือ ก่อนจะแหวกฝูงชนตรงขึ้นมาบนเวที รูปร่างของมันนั้นสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ในมือถือขวานเล่มใหญ่ ยามขึ้นมาบนเวทีสองตาจับจ้องไปที่ แม่นางชุดขาวเ้าสำนักที่นั่งอยู่อย่างลามกน่ารังเกียจ
“แม่นางชุดขาวคนงามรอข้าสักครู่นะจ๊ะ ขอข้าจัดการพวกเศษสวะเหล่านี้ก่อน แล้วเราค่อยมาหาความสำราญแสนเสียวกัน” ชายร่างั์ใช้วาจาจาบจ้วงลามกใส่แม่นางชุดขาวอย่างไม่ให้เกียรติ ทว่า....นางกลับนิ่งงัน และไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
“ชิ ทำเป็หยิ่งงั้นหรือนังนี่ เดี๋ยวตอนขึ้นเตียงข้าจะทำให้เ้าร้องขอชีวิตเลย” เ้าชายร่างั์ฮึดฮัดด้วยท่าทางไม่พอใจก่อนเอ่ยพึมพำขึ้น
“สวะชั้นต่ำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำตัวไม่ต่างจากสวะสินะ แค่คิดว่าต้องเอามือไปโดนข้าก็คันจนบอกไม่ถูกแล้ว” ผู้พูดเป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สวมใส่ชุดสีเหลืองอ่อนที่ดูหรูหราราคาแพง ในมือโบกพัดที่มีลวดลายัไปมาอย่างแช่มช้า ท่วงท่าของมันสง่างาม ราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่สักตระกูล
“เ้ารึคู่ต่อสู้ของข้า ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ รูปร่างช่างดูบอบบางยิ่งนักแบบนี้ข้าใช้มือบีบทีเดียวก็หักกลางแล้วม้าง ยอมแพ้ไปเถอะ ข้าไม่อยากลงมือหนัก เดี๋ยวจะพลั้งมือฆ่าเ้าแล้วโดนตัดสิทธิ์”
“ฆ่าข้าหรือ? วาจาผายลมยิ่งนัก สมแล้วที่เป็สวะชั้นต่ำ เช่นนั้นข้าจะใช้กำลังภายในแค่หนึ่งส่วนก็แล้วกัน จะได้ไม่เผลอทำเ้าาเ็ภายในจนโดนตัดสิทธิ์” คำกล่าวของชายในชุดเหลืองทำเอาชายในชุดหนังถึงกับถลึงตากว้างด้วยความโกรธจัด ก่อนที่มันจะพลันพุ่งเข้าไปหาเขาพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่น
“ตายซะ!!!! ไอ้ขี้ก้าง...!!!”
จบบท