สวีหว่านหนิงยิ้มเย็น“คนที่ดีที่สุดกับเธออย่างฉันไม่เคยคาดหวังให้เธอตอบแทนอะไร แต่เธอทำอะไรกับฉัน?อาศัยจังหวะที่ฉันไม่อยู่ วางแผนร้ายกับลูกสาวฉันงั้นหรือ?”
ช่วงท้ายของประโยคสวีหว่านหนิงพูดอย่างเจ็บปวด
เธอไม่เคยทำอะไรผิดต่อเด็กคนนี้อีกทั้งยังคอยให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ เสมอมาและไม่เคยคาดหวังให้เด็กหญิงคนนี้ตอบแทนกลับมาด้วยเธอแค่อยากช่วยเด็กน้อยที่น่าสงสารเท่าที่ตนจะทำได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่เธอได้กลับมาคืออะไร?
การทรยศหักหลังอย่างไร้เยื่อใย!
ดวงตาของเอ้อร์ยาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาเธอรีบแก้ตัวทันทีว่า “น้าสวี ฉันรู้ว่าเยาเม่ยเกือบเป็นอันตราย เรื่องนี้ทำให้น้าเสียใจมากแต่มันจะต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ ฉันไม่เคยคิดร้ายกับเยาเม่ยจริงๆ ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็อธิบายมาสิว่าทำไมต้องโกหกเยาเม่ยว่าฉันทิ้งของเอาไว้ให้?”
“ก็เพราะว่า...เพราะว่า...”
เพราะว่าอยู่เนิ่นนานก็พูดต่อไม่จบประโยค
“เพราะว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนจ่ายเงินให้เธอและขอให้เธอช่วยสินะ?”
เอ้อร์ยายกมือปิดปากพลางมองสวีหว่านหนิงอย่างไม่อยากเชื่อ
สายตานั้นเหมือนกำลังพูดว่าสวีหว่านหนิงรู้ได้อย่างไร?
“ให้ฉันลองทายดูสิว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนให้เงินเธอเท่าไร ห้าหยวน หรือว่าสิบหยวนล่ะ”
เอ้อร์ยาก้มหน้าลงอีกครั้งเธอไม่กล้าตอบคำถามของสวีหว่านหนิง
เธอนึกว่าหากทำเช่นนี้แล้วจะหลบเลี่ยงการคาดคั้นจากสวีหว่านหนิงได้
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของตนจะยิ่งทำให้สวีหว่านหนิงหนาวสุดขั้วหัวใจ
สวีหว่านหนิงถอนหายใจเบาๆก่อนจะเรียกพนักงานทั้งโรงงานมารวมตัวกัน
เมื่อเห็นสีหน้าตึงเครียดของสวีหว่านหนิงก็มีคนถามว่า“สวีจือชิง เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”
“ในเมื่อทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้วฉันก็มีเรื่องจะประกาศค่ะ” สวีหว่านหนิงพูดอย่างช้าๆ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเอ้อร์ยาจะไม่ได้ทำงานในโรงงานสาขาของเราอีกแล้ว นักบัญชีหยวนสรุปเงินค่าแรงในช่วงที่ผ่านมาของเอ้อร์ยา แล้วหักจากเงินเดือนของฉันคิดค่าแรงสิ้นสุดที่วันนี้”
“อีกเรื่องคือในเมื่อเอ้อร์ยาไม่ได้ทำงานในโรงงานสาขาของเราแล้วก็จะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของโรงงาน ต่อไปห้ามมากินข้าวที่นี่อีก ซุนอวี้บอกกับทางครัวว่าหลังจากนี้ให้เตรียมอาหารน้อยลงหนึ่งชุด”
“ค่ะฉันเข้าใจแล้วค่ะสวีจือชิง”
เอ้อร์ยาเงยหน้าขึ้นมาทันใดพลางมองสวีหว่านหนิงอย่างไม่อยากเชื่อแล้วตะโกนถามเสียงดัง “น้าสวี ทำไมถึงไม่ให้ฉันมาโรงงานแล้วล่ะ”
“เธอน่าจะรู้ตัวดี”
“น้าสวีฉันยอมรับว่าฉันโกหกเยาเม่ย แต่เธอก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรสักหน่อยน้าทำอย่างนี้กับฉันมันไม่ยุติธรรม”
สวีหว่านหนิงเกือบหลุดหัวเราะให้กับน้ำเสียงยอกย้อนของเด็กหญิง“ยุติธรรมงั้นหรือ? เธอมั่นใจว่าจะคุยเรื่องความยุติธรรมกับฉัน?”
เดิมทีสวีหว่านหนิงไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อยากจะไว้หน้าเอ้อร์ยาบ้าง เพราะเธอยังเป็นแค่เด็กหญิงอายุสิบกว่าปีเท่านั้นอนาคตยังอีกยาวไกล หากสร้างภาพจำที่ไม่ดีให้กับคนในหมู่บ้านวันเวลาที่เหลือคงจะลำบากมาก
อีกอย่างแม่หลินก็เคยพูดหลายครั้งว่า คุณปู่และคุณย่าของเอ้อร์ยาเป็นคนเถรตรง
ดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงอยากเหลือความเมตตาเอาไว้บ้างด้วยการยกเลิกการสนับสนุนที่เคยให้กับเอ้อร์ยาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
แต่ท่าทีไม่สำนึกผิดของเอ้อร์ยามันคือการล้ำเส้นที่สวีหว่านหนิงขีดเอาไว้
เมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องทน
“ได้ถ้าอย่างนั้นฉันจะเล่าให้ทุกคนฟัง ว่าทำไมฉันถึงอยากให้เธอออกจากโรงงานแล้วให้ทุกคนตัดสินกันเอาเอง”
เอ้อร์ยาเพิ่งรู้ตัวว่าสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นไหนเธออยากห้ามสวีหว่านหนิงแต่เห็นได้ชัดว่าสายไปแล้ว
“ทุกคนคงทราบดีว่าเยาเม่ยลูกสาวของฉันเมื่อวานนี้เกือบถูกโจรลักพาตัวไปสาเหตุของเรื่องราวเป็นเพราะเอ้อร์ยาพยายามล่อลวงเยาเม่ยออกจากบ้านหลายครั้งด้วยการบอกว่าฉันทิ้งของเอาไว้ให้ และให้เยาเม่ยออกไปหาของที่ว่าแต่ที่จริงแล้วฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเอ้อร์ยาเลยสักครั้งและสิ่งที่รอเยาเม่ยอยู่หาใช่สิ่งของของฉันแต่เป็นโจรลักพาตัวที่ซ่อนตัวรออยู่ก่อนแล้ว”
“หากเมื่อวานหยวนจือชิงไม่ได้เดินผ่านไปเจอพอดีฉันคงถูกบังคับให้ต้องพลัดพรากจากลูกสาวไปแล้ว”
“แม้เอ้อร์ยาจะไม่ใช่ตัวต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดแต่เธอกลับมีส่วนร่วมสำคัญในแผนการชั่ว ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนกำลังพูดโกหก”
“ฉันไม่ใช่แม่พระมาจากไหนคงจะเมินเฉยกับเรื่องนี้ไม่ได้ ฉันช่วยเหลือเอ้อร์ยามาหลายเดือนตอนนี้จึงอยากยกเลิกความช่วยเหลือนั้น แล้วฉันผิดหรือคะ?”
“ไม่ผิดสวีจือชิง สิ่งที่เธอทำมันไม่มีปัญหาเลยสักนิด!”
“นั่นน่ะสิ! เรื่องนี้เป็นความผิดของเอ้อร์ยาชัดๆ!”
“เด็กคนนี้เมื่อก่อนดูเป็นเด็กดีแต่ทำไมตอนนี้ถึงหลงผิดเสียได้ ตอนแรกทุกคนคัดค้านไม่ให้เธอเข้าทำงานในโรงงานแต่สวีจือชิงกลับยืนกรานเสียงแข็ง และยอมเจียดเงินเดือนของตัวเองมาจ่ายเงินเดือนให้เธอสุดท้ายเธอกลับตอบแทนสวีจือชิงเช่นนี้หรือ?”
สวีหว่านหนิงฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างแล้วปรายตามองหยวนซิน
หยวนซินเข้าใจสายตาที่ส่งมาก่อนเอ่ยถามอย่างข้องใจว่า “เอ้อร์ยากับเยาเม่ยไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ทำไมอยู่ดีๆเธอต้องวางแผนร้ายกับเยาเม่ยด้วยล่ะหรือว่าโจรลักพาตัวรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเด็กผ่านมาที่นี่ ก็เลยจงใจไปดักซุ่มรอถ้าอย่างนั้นปัญหาคือใครเป็นคนบอกกับพวกโจร?”
คำถามของหยวนซินทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง
นั่นสินะเอ้อร์ยาเป็นแค่เด็กหญิงวัยสิบกว่าปีเท่านั้น ปกติก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเด็กอายุห้าหกขวบแบบเยาเม่ยอยู่ดีๆ จะคิดร้ายกับเยาเม่ยเพื่ออะไร?
อีกอย่างจากคำพูดของสวีจือชิงแสดงให้เห็นว่า โจรลักพาตัวดักรออยู่ก่อนแล้วเหมือนรู้ว่าจะมีเด็กเดินผ่านไปตรงนั้น
ถ้าอย่างนั้นใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?
ลูกจ้างในโรงงานมีคนที่ค่อนข้างสนิทกับเอ้อร์ยาและกลัวเอ้อร์ยาจะกลายเป็นศัตรูกับสวีหว่านหนิงจึงรีบพูดว่า “เอ้อร์ยาตกลงใครเป็นคนบงการเธอให้วางแผนร้ายกับเยาเม่ยกันแน่ รีบพูดออกมาสิ!”
เอ้อร์ยาหันไปมองสวีหว่านหนิงทันที
สวีหว่านหนิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทั้งที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่กลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
“หลี่จือชิง”เอ้อร์ยาจับชายเสื้อตัวเองอีกครั้งเสียงพูดเบาหวิวจนมีเพียงไม่กี่คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เท่านั้นที่ได้ยิน
“หลี่จือชิงให้เงินฉันห้าหยวนและบอกให้ฉันเรียกเยาเม่ยไปที่ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน ฉันไม่รู้ว่าตรงนั้นมีโจรลักพาตัวถ้ารู้แต่แรกคงไม่เรียกเยาเม่ยไป”
ตอนเอ้อร์ยาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งดวงตาก็เปื้อนไปด้วยหยดน้ำ ขอบตาของเธอแดงก่ำ เสียงพูดเครือสะอื้น “น้าสวีฉันผิดไปแล้ว ฉันรับรองว่าจะไม่ทำผิดอีก น้าอย่าให้ฉันออกจากโรงงานได้ไหมคะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเอ้อร์ยาแล้วสวีหว่านหนิงนอกจากจะไม่รู้สึกสงสาร ยังรู้สึกคลื่นไส้และหนาวสะท้านในใจ
คนบางคนเป็นประเภทเจ้าแผนการตั้งแต่อายุยังน้อยเด็กแบบนี้มีอยู่จริงสินะ
สวีหว่านหนิงไม่เชื่อสักนิดว่าเอ้อร์ยาไม่รู้ว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนต้องการทำอะไร
ทั้งหมู่บ้านต้าเจียงมีใครไม่รู้บ้างว่าสวีหว่านหนิงแตกหักกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนและกู้จวิ้นแล้วแตกหักแบบที่ไม่คิดจะญาติดีกันอีกต่อไป
ที่ตอนนี้เอ้อร์ยากลับทำสีหน้าไร้เดียงสาก็เพราะต้องการเรียกร้องความสงสารและลบล้างจุดประสงค์ของสวีหว่านหนิงที่ต้องการไล่เธอออกจากโรงงานสินะ
และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเอ้อร์ยาทำสำเร็จไม่ทันไรคนที่ชี้นิ้วด่าเอ้อร์ยาอย่างเดือดดาลอยู่เมื่อครู่กลับหันมาช่วยขอร้องแทนเธอเสียอย่างนั้น